วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

สายลับจับบ้านเล็กๆ

ช่วงนี้ได้รับภารกิจใหม่จากลูกพี่ใหญ่ ให้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ไม่ค่อยประสงค์ดีกับธนาคารที่ยังลอยนวลอยู่ ก็เลยห่างหายไปจากสาขานะครับ คงไม่ได้ไปเยือนกันเป็นพักใหญ่ ไม่รู้ว่าดีใจกันรึป่าว 555

จริงๆก็ไม่ใช่งานใหม่หรอกคับ ก็เป็นปฏิบัติการเดิมๆที่เคยทำสมัยยังเป็นตำรวจอยู่ แต่ในครั้งนั้น ไม่ใช่ภารกิจหลักค๊าบ ปกติผมจะเป็นพนักงานสอบสวน มีหน้าที่หลักในการรับแจ้งความอยู่ที่โรงพัก พอออกเวรว่างๆ ก็ไปเอาหมายจับมาดูว่า หมายไหนพอจะมีเงินรางวัลนำจับให้ทำมาหากินได้บ้าง ก็จะเอามาดู แล้วก็วางกำลังสายสืบติดตามจับกุมกันไปทีละหมาย ซึ่งก็ถือเป็นการลงทุนชนิดนึงครับ จับได้ก็กำไรเป็นกอบเป็นกำ จับไม่ได้ก็ขาดทุนยับ ขนาดต้องเซ็นต์ข้าวแกงกินกันเป็นเดือนๆเรยล่ะ เสียดาย ช่วงๆกิจการดีๆ ไม่ได้ขอสินเชื่อขยายการลงทุนเป็นธุรกิจจริงๆจังๆ ไม่ง้านป่านนี้คงเข้าตลาดหุ้นไปแล้วม๊างงงง 5555

ความแตกต่างของการสืบจับระหว่างตำรวจสืบจับผู้ต้องหาตามหมาย กับ การสืบจับผู้ไม่ประสงค์ดีกับแบงก์ที่ยังลอยนวล ก็คือ เรื่องข้อมูล ข่าวสารครับ ถ้าจะถามว่า อย่างไหนยากกว่ากัน ก็ตอบได้เลยครับ คนร้ายตามหมายตำรวจยากกว่าเยอะ เพราะเค้าคือ โจรมืออาชีพ คงเข้าใจนะคับ ว่ามืออาชีพนั่นย่อมหมายถึง เค้ามีรายได้จากอาชีพนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้น เค้าก้อต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆในการประกอบกิจการและเผื่อการหลบหนี หรือพรางตัว

แต่ในรายของผู้ไม่ประสงค์ดีกับธนาคารน้าน เป็นโจรจำเป็น หรือ ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแต่สถานการณ์บังคับ หรือไม่ก็ ขอเป็นโจรชั่วคราวเมื่อพ้นวิกฤติก็ชีวิตแล้ว ก็จะมาชดใช้ความผิดเอง ฉะนั้น การหลบหนีก็ย่อมแตกต่างกัน อีกทั้งเมื่อถูกจับกุมมาดำเนินคดีแล้ว ศาลท่านก็ให้ความเห็นใจต่างกัน ลงโทษต่างกันอยู่แล้ว เพราะมีอาชีพหลักอย่างอื่นที่ไม่ใช่โจร หรือจะเรียกอีกอย่างว่า โจรไซไลน์น่านแหระค๊าบบ

แน่นอนครับ โจรมืออาชีพ คงต้องโดนลงโทษอย่างหนัก เพราะศาลท่านเล็งเห็นว่า คงไปทำอาชีพอื่นที่ไม่ถนัดไม่ได้แล้ว ก็ควรจะเก็บตัวไว้ในที่ปลอดภัยซะ ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อน อีกอย่างพวกนี้กว่าจะสืบจับกันมาได้นั้น รัฐต้องลงทุนให้ตำรวจหนักมาก กระเป๋าแทบฉีกกว่าจะได้มาแต่ละตัว จริงๆแล้วก็ยืนยันได้เลยว่า ถ้าเงินทุนพอ ตำรวจจับได้ทุกคดีครับ แต่ทุกวันนี้ ยอมรับจริงๆว่า จับกันตามกำลังเงินทุนครับ ทุนหมด ก็เพลาๆกัน ไม่ง้านเด๊วมากินทุนเงินเดือนเข้าอีกจะลำบากไปถึงครอบครัว อิอิอิ อันนี้เรื่องจริง ก็เลยเป็นที่มาของการไล่ล่าจับเฉพาะหมายที่มีเงินรางวัลไปต่อทุนการจับหมายต่อไป ค๊าบบบ พี่น้อง

มาถึงเรื่องที่เล่าให้ฟังหลังจากไปปฎิบัติภารกิจ สายลับจับบ้านเล็ก เอ๊ย! ไม่ใช่ สายลับจับโจรไซด์ไลน์ของแบงก์เราเนี่ย อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรก ความยากง่ายอยู่ที่ข้อมูล สมัยเป็นตำรวจที่จับยากเพราะเราไม่ค่อยได้ข้อมูล แต่สำหรับโจรไซด์ไลน์จ๊อบแบงก์ เนี่ย ข้อมูล เราเพียบ เครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากรที่พร้อมจะให้ความร่วมมือก็ครบครัน ฉะนั้น บอกได้เลยว่า เลือกได้เลยว่าจะจับรายไหนก่อน นี่กล่าวถึงเฉพาะข้อมูลจาก 4 M ที่แบงก์ให้มานะครับ หมายแรกใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน สำหรับปฏิบัติไล่ล่า จับได้คาบ้านเลยครับ เพราะข้อมูลเราชัวร์มาก ทำให้ทราบทุกความเคลื่อนไหว



นอกจากข้อมูลจากอุปกรณ์ที่แบงก์ให้มานั้น และถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก คืออะไรทราบมั๊ยครับ ก็น้องๆที่สาขานี่งัยครับ รวมถึงบุคลากรในแบงก์เราทุกๆคนนี่ล่ะครับ สามารถเป็นแหล่งข่าวที่แจ้งข้อมูลที่อัพเดท หรือไม่ก็ทางผู้ที่เคยกระทำผิดต่อแบงก์เราอาจจะยังติดต่อน้องๆในสาขามาเพื่อขอทราบถึงการดำเนินการของแบงก์ว่ายังตามจับอยู่มั๊ย ก็ขอให้แจ้งเค้าเลยครับว่า ติดตามอย่างใกล้ชิด ทีละหมาย ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้เป็นภารกิจหลักที่มอบหมายให้ผมทำ ชนิดที่วางงานอื่นไปเลย ตามจับอย่างเดียว ฉะนั้น เวลาเหลือเฟือมากเลยคับ ในการติดตาม ขนาดขยับแค่สองวันก็จับได้แล้ว 1 หมาย ซึ่งเป็นการประกอบกำลังจากทีม Fraud หลายๆทีม ช่วยกันทำให้สามารถติดตามจับกุมได้ไวขนาดนี้ ส่วนเรื่องทุ่มเทในการติดตาม ไม่ต้องห่วงครับ ทีม Fraud ใจเกินร้อยอยู่แร้ววววว

ท้ายนี้ที่อย่างจะบอกและขอความร่วมมือจากพี่ๆน้องๆ เราชาว SCB คับ ถ้าอดีตบุคลากรของเราเองที่ทำผิดแล้วยังหลบหนีอยู่ บอกไม่ต้องหนีหรอกคับ ตามจับได้หมดอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็ติดต่อมาขอมอบตัว ก็จะยังได้รับคำแนะนำให้หนักเป็นเบาครับ แต่ถ้าต้องให้ติดตามจับ ก็ขอคิดค่าเหนื่อยเป็นบทลงโทษเต็มๆ และทุกข้อหาที่สามารถจะเอาผิดได้ละกันนะค๊าบ เพราะมานเหนื่อยจิงๆ ไปตามจีบสาวยังไม่เคยไปเฝ้านานขนาดนี้เร้ยยยยย

ปล.หากต้องการให้ข้อมูลเบาะแสหรือ ผู้เคยกระทำต้องการจะติดต่อแจ้งมาก็ได้ครับ ส่วนช่องทางอื่นก็ใน SCBCPACE หรือ เฟสบุ๊ก Search หาชื่อ TONY Walker หรือกลุ่มร้อยเวรออนไลน์ ก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ทิ้งทวนก่อนจาก

“ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา จนกว่าจะพบกันใหม่....” เพลงนี้ในสมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม มักจะได้ยินช่วงใกล้ๆสอบปิดภาคเรียนสุดท้าย หรือไม่ก็ประมาณช่วงเขียน Friendsheet ให้กันก่อนจะจากลา เพื่อระลึกถึงความผูกพันต่างๆ ที่ได้เคยสร้างวีรกรรมไว้ร่วมกันสมัยเรียน ก็ทำให้นึกถึงความทรงจำที่ดี แล้วก็ยิ้มทุกครั้งที่นึกถึง ก่อนแยกย้ายกันไปสู่สถานบันการศึกษาแห่งใหม่ หรือรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ

ไม่แน่ใจว่า สมัยนี้เค้าใช้เพลงอะไรในการร่ำลากันนะครับ บังเอิญผมไม่ได้จบในรั้วมหาวิทยาลัย ก็เลยจะชินแต่เพลงสถาบันของผมเท่านั้น ซึ่งน่าจะไม่เหมือนกับเพลงของชาวมหาลัยนะครับ คงนึกออกนะครับ ของผมมักจะเป็นเพลงที่แต่งสมัยวงสุนทราภรณ์อ่ะคับ ประมาณว่า ลาแล้วจักรดาว ลาก่อนสามพราน จังหวะดนตรีก็ประมาณวอลท์ แทงโก้ สวิงริงโก้ อารายทำนองเนี้ย เข้าใจว่าในยุคผมของมหาลัยน่าจะประมาณแร๊พเตอร์ เต็มที่ก็ไม่ถึงฮิปฮอบเหมือนสมัยนี้ ชัวร์ ป๊าดดด

ยิ่งจบมาอยู่ในสังคมวัยทำงานด้วยแล้ว เวลามีการพ้นตำแหน่ง ย้ายหน่วยงาน เราก็มักจะมีการร่ำลาด้วยการจัดงานเลี้ยง ร้องเพลงอำลา เมื่อเร็วๆนี้ ก็มีนะ แต่ก็ได้ยินเพลงร่ำลาก่อนจากเหมือนกันนะ เค้าร้องเพลง นางแมว อ่ะ ของหินเหล็กไฟ แกคงจะคิดถึงกันมากอ่ะคับ เน้นหนักท่อนฮุค มากเลย เพลงทั้งเพลงได้ยินแต่ท่อน “ไป ไป ไปลงนรกซะเถอะที่รัก ไป ไป ไป ไป” คงจาอาวรณ์กันน่าดู

เกริ่นกันมาซะยาว เรื่องที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่จะจากกันในช่วงทำงานนี่ล่ะคับ แต่เป็นการจากลาด้วยวิธีปกติ หรือ การลาออก นั่นล่ะคับ มักจะมีช่วงเวลาให้รอคำสั่งมีผลประมาณ 30 วัน เป็นอย่างน้อย ช่วงนี้ล่ะคับ เป็นช่วงที่เหมือนเป็นช่องว่าง คนจะไปก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน คนอยู่ก็ไม่ค่อยอยากจะมอบหมายงานให้ซักเท่าไหร่เพราะไหนๆก็จะไปแล้ว เลยหนักไปทางให้เคลียร์งานที่ค้างๆไว้ซะ จังหวะนี้เองล่ะคับพี่น้อง เจ้าหล่อนที่ยื่นใบลาออกจะเป็นเสมือนอากาศธาตุในสาขา ครายๆก็จะมองผ่านเธอไป สิ่งที่ไม่น่าจะเกิด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนก็มุ่งแต่จะรอคนใหม่เข้ามาแทนที่

เหตุไม่คาดฝันส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการที่ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรกว่าเรื่องจะแดง เช่น การขายผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เคยติดต่อไว้ แล้วลูกค้าเกิดสนใจในช่วงนี้พอดี ด้วยเหตุที่ว่าเวลาน้องเค้ายื่นใบลาออก แน่นอนครับ ลูกค้าไม่ได้รับรู้ด้วยชัวร์ๆ เคราะห์หามยามร้าย ลูกค้าก็ดันมาตัดสินใจซื้อเอาช่วงที่คำสั่งลาออกเจ้าหล่อนกำลังจะมีผลบังคับพอดี ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอีกแร้วคับท่าน ฝากตังค์มาชำระค่าผลิตภัณฑ์ซะอีก ยังไงล่ะทีนี้ ใบเสร็จรับเงินชั่วคราวก็ไม่ได้ขอไว้ ด้วยความไว้ใจล้วนๆ วันเวลาผ่านไป น้องเค้าก็บ๊าย บาย ไปแระ เหลือแต่ลูกค้ากับพนักงานที่ยังคงทำงานอยู่ มาทำ Eye Contact กัน มองกันทำตาปริบๆนี่ล่ะคับ ไม่รู้จะคุยกันยังไงดี คนให้ตังค์มาก็ไม่รู้ว่าฝากตังค์ไปกับคนลาออก คนอยู่ก็ไม่รู้ว่าคนลาออกมานรับตังค์มาแล้ว เช่นเดิมคับ นึกไรไม่ออก โทรหา Fraud ก่อนดีก่า ว่าแล้วงานก็เข้าคับ 24 ชม.ทำการ กระพ๊มก็ต้องไปปรากฏตัว ณ สาขา เพื่อไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น

เมื่อความจริงปรากฏดังนี้ ถึงจาออกไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรคับ เพราะชีวประวัติน้องเค้าที่เคยให้ไว้สมัยเป็นพนักงานน่ะ มันแน่นมาก ตามหาตัวไม่ยากหรอกค๊าบบ ถึงตามตัวยังไม่ได้ ก็ออกหมายจับให้เอาตังค์มาคืนลูกค้าได้อยู่ดีล่ะ ฉะนั้น อย่าเพิ่งย่ามใจนะคับ ว่า ถ้ารอดพ้นไปได้ถึงวันคำสั่งมีผล แล้วจารอดแร้ว ลอยนวล หาเป็นเช่นนั้นไม่ สิ่งที่ทิ้งทวนไว้ก่อนจาก อาจเข้าทำนองเพลงท่อนต่อจากที่เกริ่นไว้แต่ต้นรายการนะค๊าบบบ “....ไม่นานหรอกหนา เราคงได้มาพบกัน” แต่คงพบกันแบบไม่ค่อยสบอารมณ์กันเท่าไหร่เน้อะ อย่าทิ้งทวนกันเร้ยยย

ก่อนออกก็ยังไงปัดก้น ปัดเก้าอี้ให้สะอาดก่อนนะค๊าบบบ จะได้ไม่ต้องตามตัวมาล้างมาเช็ดกันภายหลัง อ้อ! แล้วถ้าสาขาไหนไม่มั่นใจเก้าอี้คนที่จะลาออกว่าสะอาดรึป่าว บอกกันได้น๊าจะได้ดมให้ เอ๊ย!ดูให้ว่าใสสะอาดรึป่าว ค๊าบบบ

ปล.เห็นชื่อเรื่องแล้วอย่าเพิ่งคิดว่ากระพ๊มจะจากไปน๊า ยังรักชาวสีม่วงอยู่ค๊าบ งานก็ท้าทาย มีอะไรใหม่ๆมาให้ตื่นเต้นอยู่ ถึงจะตื่นเต้นน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้คิดจากไปร๊อกกก (ถึงคิดก็ไม่บอก 555)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ช่วยชีวิต กะ ผิดระเบียบ

ในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี เชื่อว่าเราชาวพุทธส่วนใหญ่ก็จะงดเหล้าเข้าพรรษา โดยเฉพาะคอสุราที่ร่ำกันหนักในช่วงนอกพรรษา ผมก็คนนึงครับที่เข้าพรรษาทุกปี ด้วยเหตุขัดใจเพื่อนคอเหล้าไม่ค่อยเป็น ฉะนั้นต้องอาศัยช่วงจังหวะนี้อ้างเหตุเข้าพรรษาเป็นเวลาพักตับไปในตัว ซึ่งช่วงเวลานี้ก็ยอมรับว่า มารผจญมายั่วกิเลสซะเหลือเกิน มาทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเคสที่ต้องทำในช่วงเข้าพรรษา มักจะเป็นเคสหินๆ หรือต้องทุ่มเทเกินกำลังมากกว่าปกติ ถึงจะสำเร็จลงได้ ประมาณว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด



แน่นอนครับ การปฏิบัติตนอยู่ในช่วงละเว้น ก็ย่อมเป็นที่ลองของของบรรดาเหล่าสิงห์ร่วมก๊วนอยู่แร้ว ไม่ว่าจะสรรหาสุราชั้นดี สถานที่เร้าใจมายั่วน้ำลายให้ออกพรรษาก่อนกำหนด ช่างทำใจยากจริ๊ง!! แต่ก็นั่นแหระ ใจต้องแข็งเข้าไว้ เด๊วมันก็ผ่านไป



เคสนี้ก็ได้ไปพบปะกับผู้ทรงศีล เอ๊ย!! ไม่ใช่ ผู้เลื่อมใสในธรรมะ ปฏิบัติธรรมถือศีล 5 เชื่อได้ว่า กิเลสคงกระทบใจท่านได้ยาก สถานที่พบปะท่านก็มักจะเป็นแหล่งธรรม งานบุญต่างๆ โดยเฉพาะงานอีเว้นท์ประเภท ปิดทอง ฝังลูกนิมิต ยกช่อฟ้าใบระกา มุงหลังคาโบสถ์อารายประมาณเนี้ยะ แมะ!! ช่างแตกต่างกับสถานที่ของเราจริ๊งงงง แต่ก็อย่างว่า คนละกิเลส เปรียบเสมือนแม่เหล็กขั้วบวกฉันใด เหล่ามารผู้หลงใหลในกิเลสก็เป็นดั่งแม่เหล็กขั้วลบ ฉันนั้น ขั้วบวกไม่ต้องไปทำอะไร อยู่นิ่งๆเฉยๆ ขั้วลบ ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เป็นพวกอิเล็กตรอน ก็วิ่งแถเข้ามาหาเองนั่นล่ะคับ ดั่งน้ำตาลอยู่ไหน มดวิ่งหาจนเจอน่านแหระค๊าบ



และแล้ว การพบปะของแม่เหล็กสองขั้วก็เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของเรื่องนี้จนได้ครับ เป็นเหตุให้ผมได้มาร่วมสนุกกับทางรายการนี้ คับ เป็นเรื่องของคุณยายคนเก่าคนแก่ของพื้นที่ มีที่ดินทรัพย์สินมากมาย การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันเป็นไปแค่พอเพียงแก่ร่างกาย ไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไร เอาค่าเช่าที่ดินมาค่าอยู่ค่ากินไปวันๆ เหลือกินเหลือใช้ก็เอาไปทำบุญ ทำทาน สร้างโบสถ์ วิหาร ทอดกฐิน ผ้าป่า ฝังลูกนิมิต มีความสุขกับการได้ทำบุญปฏิบัติธรรม ก็แน่นอนครับ ลูกหลานที่มีแนวคิดใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออีกขั้วนึง ย่อมอยู่ด้วยไม่ได้แน่นอน แพ้ทางกันเห็นๆ ต้องแยกตัวไป ส่วนที่อยู่ด้วยกันได้ก็ต้องเป็นทางเดียวกันเท่านั้น แกจึงเหลือแค่หลานสะใภ้คอยดูแลปรนนิบัติ ส่วนหลานแท้ๆแพ้ทางไปอยู่เมืองหลวงซะง้าน เรื่องการไปมาหาสู่ เชื่อขนมกินได้ ต้องเป็นไฟท์บังคับเท่านั้นถึงจะได้มาพบปะ แมทช์อื่นที่ไม่สำคัญ ม่ายมีทางเห็นหัวรวมถึงการดูแลปรนนิบัติย่อมไม่มีทาง คงมีแต่หลานสะใภ้เท่านั้นแหระ



เรื่องมันมาเกิดตอนคุณยายท่านนี้เกิดป่วยขึ้นชนิดล้มหมอนนอนเสื่อ ถูกหามเข้าห้อง ฉันเห็นเธอ หรือ ไอ ซี ยู นี่ล่ะ กระดิกกระเดี้ยวตัวแทบไม่ได้ ด้วยจรรยาบรรณสถานพยาบาลครับ ขอดูหลักทรัพย์ก่อนทำการรักษาแน่นอน (คุ้นๆแฮะ เหมือนตอนยื่นกู้ยังงัยม่ายรู้) กรรมของคนมีตังค์เงินสดที่อยู่ในบัญชี มีแกเท่านั้นผู้มีอำนาจถอน แล้วแกแน่นิ่งโคม่าไปซะขนาดนี้ ครายจามาถอนตังค์ค่ารักษาฟะเนี่ย อย่ากระนั้นเรย แม่พยามาร เอ๊ย พยาบาลก็แนะนำให้หลานสะใภ้มาถอนตังค์บัญชีคุณยายมาไว้บัญชีตัวเองซะ จะได้มั่นใจว่ามีค่ารักษาชัวร์ แล้วขั้นตอนการรักษาก็จะเกิดทันที แถมมีข้อห่วงใยให้ตัดสินใจไวอีกนิด ว่า ถ้าช้ากว่านี้ปลุกคุณยายไม่ฟื้นแน่ แม๊ะ!!! ข้อเสนอได้ใจจริงๆ เพียงแค่ได้ยินข้อเสนอ หลานสะใภ้ก็วิ่งโร่มาที่แบงก์แร้ว



งานก็เลยเข้าผู้การสาขาสิครับ เพราะงานนี้ต้องตัดสินใจแบบรวดเร็วหักดิบ เอาชีวิตยายเป็นเดิมพันแน่นอนครับ ประกอบกับหลานสะใภ้มาร้องไห้กดดันอยู่กลางสาขา ย่อมอยู่ในสายตาของลูกค้ามากมาย แล้วก็ด้วยเหตุที่เป็นผู้ทรงศีลด้วยกัน เคยร่วมอีเว้นท์กับคุณยายมาหลายแมทช์ ท้างฝังลูกนิมิต ปิดทองพระ ยกช่อฟ้ามุงหลังคาโบสถ์ ผู้การแกไม่เคยพลาด ไปทุกแมทช์ที่คุณยาย Recrute ด้วยความที่ Trend เดียวกัน



เดาไม่ยากเลยครับ ผู้การแกรู้ดีว่า งานนี้ต้องเลือกระหว่าง ชีวิตยาย กับ ระเบียบธนาคารแน่นอน คับ ในฐานะผู้ทรงศีล แกเลือกชีวิตยายแน่นอน ชั่วโมงน้าน !!! เงินสดในบัญชียายก็เลยเคลื่อนเข้าไปหาบัญชีหลานสะใภ้ แต่ด้วยความเก๋า แกใส่ มาสสาจสิบแปด ไว้ ให้ถอนได้เฉพาะค่ารักษาตามที่โรงบาลแจ้งบิลมา วรยุทธยังเก๋าพอนะคับเนี่ย











เรื่องราวมันก็น่าจะจบลงด้วยดี เพราะเป็นเรื่องระหว่างผู้ทรงศีลด้วยกานท้างน้าน คงไม่มีครายละเมิดกิเลสจะเอาเงินคุณยายไปเป็นของตัวเองแน่ ถ้า!!! หลานสายตรง ดั๊น โผล่ ขึ้นมาถามถึงเงินคุณยายที่เคลือนมาหาหลานสะใภ้ ซะง้าน รู้ซื้งเรย กว่าจะบรรลุโสดาบัน ทีมานยากเย็นขนาดหนายยยยย เหอ เหอ เหอ จบเอาดื้อๆแค่นี้ดีก่า เอาคอนเซปละครน้ำเน่า ให้ผู้ชมทายตอนจบกันดีกว่า






ปล. จริงๆเรื่องนี้มีแนวทางปฏิบัติตามระเบียบธนาคารอยู่แล้วนะครับ แต่จะรบกวนให้ผู้เกี่ยวข้องมาช่วยแถลงไขดีกว่านะค๊าบ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

โจรปล้นแบงก์ค๊าบบ พี่น้อง

รู้สึกตกใจและค่อนข้างประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าในยุคโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสารกันอย่างทันท่วงที ณ ปัจจุบันนี้ จะยังคงมีโจรมาปล้นแบงก์อีก จริงๆถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าโจรมาชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ เพราะมาคนเดียว ปล้นนี่ต้องสามคนขึ้นไป

เป็นที่น่าคิดนะครับ ขนาดโจรยังต้องลดขนาดการก่ออาชญากรรม จากสามคนเหลือคนเดียวบุกเดี่ยว ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจนั่นแหระคับ ทำให้กลุ่มโจรต้อง Downsizing ทีมงานลง 555 แต่ที่น่าแปลก ก็คือ ตามข่าวนะครับ เจ้าโจร Alone นี้ เค้าใช้คำพูดคำจาได้เหมาะกับสถานที่มาก พูดจามีหางเสียง มีครับทุกคำ “นี่คือการปล้นครับ” “เอาเงินใส่ถุงนะครับ” “ห้ามใช้โทรศัพท์นะครับ” ก็แสดงว่าน่าจะเป็นคนมีการศึกษาอยู่พอสมควร

ถ้าจะวิเคราะห์กันดีๆถึงความคุ้มค่าในการลงทุนแล้ว จริงๆการปล้นแบงก์ในยุคนี้ นับว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเลยครับ ถ้าเทียบกับการปล้นร้านทอง ลองคิดดูนะครับ เคาท์เตอร์นึงมีเงินไม่กี่หมื่น อย่างเก่งก็แสนกว่า เทียบกับทองคำเส้นห้าบาทสิบบาทได้ แค่เส้นสองเส้นเอง ไม่รู้คิดได้งัยมาปล้นแบงก์ เจอตัวเมื่อไหร่ต้องสอนเรื่อง High Risk High Return ซะแร้ว เอ้า!!พล่ามยาวอีกแระ ว่าจะพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวรับมือสถานการณ์เมื่อเกิดการโจรกรรม ซะหน่อย เกือบลืมไปเรย ค๊าบบบบ

สำหรับสาขาที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนก็ได้แนะนำกันไปบ้างแล้ว รวมถึงสาขาที่เคยมีทีม Fraud ไป Surprise shock เอ๊ย Surprise check ก็คงได้รับคำแนะนำกันไปแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าในรอบปี จะมีการปล้นแบงก์ไม่กี่ครั้ง แต่ก็นับว่าประมาทไม่ได้ เพราะโจรมีอาวุธอาจจะไม่ใช่แค่เสียหายด้านทรัพย์สินเท่านั้น เพดานความเสียหายยังประเมินไม่ได้ อาจจะถึงชีวิตร่างกายก็เป็นได้ หากจะละเลยเสียก็ยิ่งจะดูประมาทไปหน่อย โดยเฉพาะถ้าความเสียหายไปเกิดกับลูกค้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งเสียภาพลักษณ์กันไปใหญ่

ถ้าเราจะวิเคราะห์ถึงพฤติการณ์คนร้าย แน่นอนครับ ไม่มีคนร้ายที่ไหนฟลุ้คเข้ามาสาขาวันแรกแล้วปล้นหรอกครับ มันต้องมาดูลาดเลาก่อนเสมอ ม่ายง้านอาจเกิดการซื่อบื้อไปเข้าเคาท์เตอร์รับเปิดบัญชีใหม่ จะหน้าแตกซะป่าวๆ ก่อนปฏิบัติการ ต้องมาสำรวจว่า เคาท์เตอร์ไหนน่าจะมีเงินสด แน่นอนครับ เพื่อใช้เวลาในการปล้นให้น้อยที่สุด

ฉะนั้นกล้อง CCTV ย้อนหลังย่อมมีความสำคัญ ผู้บริหารสาขาไม่ควรละเลยการบันทึกภาพนะครับ ถ้ามีปัญหาการบันทึกภาพรีบทำ Incident เลยนะครับ เผื่อเกิดอะไรในภายหน้า จะได้ทราบว่า ผู้บริหารได้แจ้งไปแล้ว ไม่ได้ละเลยเพิกเฉย และการทำ Incident จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วยความรวดเร็วคับ

พนักงาน รปภ. ไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานสาขาทำงานเอกสารนะครับ หรืองานหลักอีกอย่างที่มักพบเห็นก็คือ ช่วยถ่ายเอกสาร บางที่มีช่วยเขียนสลิป เป็น Service Planner อีกต่างหาก เฮ้อ!!! บางทีไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้พนักงานก็มี สุดยอดดดด!! เค้าให้มารักษาความปลอดภัยค๊าบพี่น้อง กรณีเกิดเหตุปล้นแบงก์ครั้งนี้ รปภ.เราก็ไม่รู้ไปทำอะไรอยู่หลังแบงก์คับ พี่น้อง ไม่อยากจะคิดว่า หลีกทางให้โจรเร้ย ควรอยู่ตรงประตูทางเข้า เพื่อสังเกตลูกค้าที่จะเข้ามาทำรายการครับว่า ผิดปกติมั๊ย ถ้าไม่แน่ใจล็อคประตูเลยคับ อีกอย่าง สติ๊กเกอร์โลโก้แบงก์ที่ติดเป็นแนวตรงประตูกระจกจะสามารถใช้เป็นตัวเทียบความสูงของคนร้ายได้ครับ รปภ.ควรจะรู้ความสูงจากพื้นถึงแนวระดับสติกเกอร์ เพื่อสามารถแจ้งความสูงโดยประมาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ทันที เพราะถ้าเกิดเหตุแล้วมาวัดความสูงกันทีหลังรับรองหาสายวัดไม่เจอหรอกคับ ประมาณว่า อารามตกใจอยู่ หาอารายก็ไม่เจอ แม้กระทั่งปุ่มกดสัญญาณแจ้งตำรวจนั่นล่ะคับ

น้องๆ AT ที่โชคดี แจ๊กพ๊อต โจรมันดิ่งเข้ามาหาเคาท์เตอร์แล้วส่งถุงให้เอาเงินใส่ ก็มือสั่นๆทำเงินล่วงลงพื้นบ้างก็ได้นะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็หยิบเฉพาะถุงเหรียญให้มันบ้างคับ ถ้าเป็นแบงก์ก็พยายามหยิบปึ้งแบงก์ยี่สิบนะค๊าบ อันนี้คงต้องมีการซ้อมรับสถานการณ์กัน อารามตกใจไม่รู้ทำไมหยิบแบงก์พันกันแม่นจัง ที่สำคัญพยายามนึกถึงเสียงที่มันออกคำสั่งให้แม่นๆนะคับ จะเป็นประโยชน์ในการติดตามจับกุมมากเรยคับ อ้อ!! อย่าเผลอไปขายประกันให้มันล่ะ เข้าใจนะว่าโดนกดดันยอดขาย 555

หลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อรวบรวมสติได้ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ เทียบเงินสดทุกลิ้นชักครับ เพราะอาจมีบุคคลที่อาศัยสถานการณ์การปล้นแบงก์ ทำโจรกรรมซ้ำซ้อน ด้วยการหยิบเงินสดออกไป แล้วแจ้งเป็นยอดการถูกปล้น เพราะเกิดเหตุการณ์แล้ว ทุกคนจะต้องชุนลมุนกับเหตุการณ์โดยไม่ได้สนใจลิ้นชักตัวเองแน่นอนครับ

ปล.เหตุการณ์เช่นนี้ ถึงจะเกิดไม่บ่อย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าจะไม่เกิด สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆ ก็ควรให้มีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด และการจดจำตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะความสูง กับเสียง และชุดที่ใส่มาปล้น จะช่วยให้ติดตามคนร้ายได้เร็วนะคับ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แป๊บเดียวก็เสียวได้

จริงๆเรื่องเงินสดในลิ้นชัก จำได้ว่าเคยเขียนในบล็อกก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ว่า untouchable เด็ดขาด หมายถึง ถ้าไม่มีลูกค้ามาทำรายการฝากถอน หรือไม่ก็ต้องเป็นกิจกรรมของธนาคารเท่านั้น นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้จะหยิบจากลิ้นชักไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ทั้งสิ้น แล้วเงินในลิ้นชักก็ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของพนักงาน ถือเป็นเพียงที่พักเงินสดในลิ้นชักที่เคาท์เตอร์เพื่อทำรายการรับฝากในสาขา พนักงานมีอำนาจแค่ทำตามคำสั่งการฝากถอนของลูกค้า เมื่อสิ้นวันก็ต้องหยิบมาส่งคืนแคชเชียร์ หรือหากระหว่างมีเงินสดดำรงในลิ้นชักมากกว่าที่กำหนดก็ต้องนำส่งแคชเชียร์ ทันที นอกเหนือจากนี้ คุกล้วนๆคับ


เรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องก็เกิดขึ้นแบบไม่น่าเกิดจริงๆเลยคับ น้องๆคงคิดว่าเอาไปไม่กี่นาทีเด๊วเอามาคืนคงไม่เป็นไรม๊าง ก็เลยทำให้งานเข้าพี่จนได้คับ แมทช์นี้เลยได้เยือนสาขาในเรื่องเดิมๆครับ เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะต้องการจะขอสินเชื่อจากแบงก์อื่น แต่ Statement ของตัวเองไม่ค่อยได้เดินเท่าไหร่ เกรงว่าหากยื่นไปอาจได้น้อย ก็เลยหาวิธีที่จะทำให้ Statement ตัวเองเดินได้สวยงาม ปัญหาก็อยู่ตรงที่จะเอาเงินสดที่ไหนมาฝากเข้าถอนออก เพราะจริงๆไม่มีตังค์อ่ะ อย่ากระนั้นเรย เราก็ AT มืออาชีพอยู่แร้ว จับเงินทุกวัน แค่ยืมไปแป๊บเดียวไม่ถึงห้านาทีเด๊วเอากลับมาใส่ลิ้นชักเหมือนเดิม คงไม่มีใครเห็นหรอกม๊างงงงง !! ช่างคิดได้เน้อะ ไอเดียดีแต่วิธีมันผิดไปหน่อยครับ ควรจะใช้เงินตัวเองและไปเดินบัญชีที่สาขาอื่น ไม่ควรเป็นสาขาที่ตัวเองอยู่ เพราะจะทำให้เพื่อนๆที่ทำรายการให้ได้รับเคราะห์กรรมของเราไปด้วยนา เด๊วจาหาว่าไม่บอก


ถึงจะหยิบเงินจากลิ้นชักไปให้เพื่อนในสาขาทำรายการฝากเข้าบัญชีตัวเอง แล้วเดินไปกด ATM ถอนมาคืนลิ้นชัก น้องๆอาจจะคิดว่าไม่ได้ทำให้ธนาคารเสียหาย แต่ความจริงแล้ว ทำแค่นี้มันก็ครบองค์ประกอบความผิดของ ลักทรัพย์ แล้วครับ ที่สำคัญน้องๆเป็นลูกจ้างของธนาคาร ก็ทำให้ถูกเพิ่มโทษเป็นข้อหา ลักทรัพย์นายจ้าง จากจำคุก 3 ปี ก็เลยเป็น 5 ปี อันนี้เป็น Step พื้นฐานที่ต้องโดนแน่ๆ ถ้าเป็นเวลากลางคืนด้วยคือ พวกสาขา Inmall ที่ทำรายการได้ถึงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ก็ยิ่งโดนเพิ่มข้อหาเป็นเวลากลางคืนไปอีก กลายเป็นลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน โทษจำคุกก็เพิ่มเป็น 7 ปี งานนี้สนุกเรยครับ ได้กินข้าวแดงกันยาว ติดคุกตอนเป็นสาวพ้นโทษก็แก่กันพอดี นี่ล่ะครับ เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไรม๊างที่น้องๆคิดกันแบบง่ายๆ สามารถทำลายอนาคตได้ยาวนานทีเดียวเรยนะ


ปล. ถึงจะไม่มีความเสียหายแต่ Fraud ก็ยืนยันนะครับว่าต้องพาน้องไปเที่ยว Hong Kong เช่นเดิม และที่สำคัญ จัดเต็ม คับ ขอย้ำ จัดเต็มเต็ม ไม่มีลดข้อหาคับ อ้อ!! ถ้าขยายผลเจอเพิ่มก็แถมให้อีกคับไม่ต้องห่วง อิอิอิ

เพราะโชคร้าย หรือ กรรมเก่า



มีน้องๆขอให้จัดเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อนำเสนอบ้าง ก้อ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของน้องที่ขอมา หรือว่าเป็นความโชคร้ายของน้องที่เป็นนางเอกของเรื่องนี้นะครับ มีเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อเข้ามาพอดียังก๊ะรู้เรยว่า มีคนร้องขอ






  หลายท่านคงงงว่าดูหัวข้อเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับสินเชื่อใช่มั๊ยครับ พอดีเหลือเกินน้องที่ทำเรื่องนี้ทำหน้าที่สินเชื่อค๊าบ แต่ที่ตั้งหัวข้อเรื่องนี้ ก็เพราะจริงๆน้องเค้าทำมาตั้งแต่สองสามปีก่อนโน้น แน่ะ!!! แล้วที่สำคัญ ก็ไม่ได้เป็นต้นเรื่องของการสืบสวน หากแต่เป็นการขยายผลจากการที่ผมได้เข้าไปจัดการกับบางสาขาเกี่ยวกับเรื่องเช็ค ซึ่งได้เคยเล่าให้ฟังกันไว้ในหัวข้อ เช็ค A/C Payee เข้าผิดบัญชี มีลุ้นยันเกษียร นั่นล่ะครับ ก็เลยเป็นที่มาของการขยายผลและมาพบว่าน้องสินเชื่อคนนี้ได้เข้าผิดบัญชีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่บัญชีใครที่ไหนครับ เป็นบัญชีของคนใกล้ชิดตัวเอง

สิ่งที่น่าเห็นใจก็คือ คำสั่งล่าสุดนี้เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเพราะผลงานโดดเด่น และเป็นคนทำงานเก่ง แต่ช่วงเวลาเมื่อสองสามปีก่อนอาจจะตัดสินใจผิดไปหน่อย เลยใช้หน้าที่ในการทำสินเชื่อเป็นช่องโอกาส พล่ามต่อเด๊วจะงงกันไปใหญ่ เข้าเนื้อเรื่องเลยละกันนะครับ

เรื่องก็มีอยู่ว่า เวลาลูกค้ามาขอสินเชื่อที่สาขา ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเก้าเก้า เราจะเสนอขายประกันพ่วงไปด้วย จะกลยุทธอะไรก็ตาม แต่เหตุผลที่ฟังดูดีก็คือ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีโอกาสสูง น่าน!!! เจอประจำเลยตอนไปขอสินเชื่อ บางทีนะ คุยเรื่องประกันเยอะกว่าเรื่องสินเชื่อที่ไปขอซะอีก 555 อ้อ!! ที่สำคัญออฟชั่นที่มักจะได้ก็คือ ค่าเบี้ยไม่ต้องจ่ายครับเพราะเด๊วขอรวมไปยอดจัดสินเชื่อ แมะ!! ล่อใจกันซะขนาดนี้ ไม่ซื้อได้งัย คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เกี่ยงหรอกครับ ขอให้สินเชื่อผ่านละกัน แต่ปัญหาที่เกิดต่อน่ะสิครับ คือ ลูกค้ามักจะเปลี่ยนใจขอยกเลิกเงื่อนไขทำประกันหลังจากสินเชื่ออนุมัติ หรือไม่ ก็มีเหตุให้ทางเราไม่รับประกัน จึงเป็นที่มาของการทำเช็คคืนครับ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันได้รวมไปกับวงเงินที่ขอสินเชื่อไปแล้ว


แน่นอนครับ เช็คที่ออกจากบริษัทประกันก็ต้องเป็นเช็ค A/C Payee อีกเช่นเคย แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทางลูกค้า เราก็มักจะนำเช็คไปคืนเข้าบัญชีสินเชื่อของลูกค้าเพื่อตัดยอดหนี้วงเงินสินเชื่อ ซึ่งถ้าเหตุการณ์ปกติ ลูกค้าก็มักจะได้ประโยชน์ล้วนๆจากการที่น้องๆอำนวยความสะดวกให้ โดยเป็นผู้คีย์เช็คจากบริษัทประกันนำเข้าบัญชีลูกค้าให้ โดยที่ลูกค้าไม่ทราบด้วยซ้ำไป ซึ่งจุดนี้ทำให้น้องๆที่ใจไม่แข็ง และอาจกำลังเดือดร้อนพอดี เผลอตัวเผลอใจนำไปเข้าบัญชีตัวเองหรือคนใกล้ชิดได้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ หากเข้าบัญชีตัวเองก็จะต้องให้เพื่อนทำรายการให้ แล้วเพื่อนก็ไว้ใจเพื่อนเสียเหลือเกิน ทำรายการให้โดยไม่สงสัยเร้ยยยย เพื่อนขอมาก็จัดให้ตลอด พอเป็นเรื่องขึ้นมาล่ะคับ น้องๆที่ทำรายการให้ก็เข้าข่ายโชคร้ายแระ แต่สุดท้าย ยังไงก็แล้วแต่ครับ ไม่ว่าความผิดจะถูกปกปิดไว้นานเพียงใด ซักวัน น้ำลด ตอก็ต้องผุด ในวันที่ทำผิดอาจไม่มีใครรู้หรือไม่มีใครจับได้ นั่นอาจเป็นเพราะบุญเรายังเยอะอยู่ครับ พอบุญหมดก็เหมือนน้ำลด ตอมันก็โผล่มาแบบไม่รู้ตัว มารู้อีกที ทีมFraud ก้อมาหาที่สาขาแระ ว๊า!!!แย่จัง


ปล ที่น่าโชคร้ายกว่าก็คือ เพื่อนๆที่ทำรายการให้เพื่อน อุตส่าห์เชื่อใจมาทำกันได้ คราวหน้าถ้าเพื่อนให้ทำรายการให้ก็กระซิบผู้บริหารสาขาหน่อยก็ดีน๊า อย่างนี้เค้าเรียก กรรมเก่า มาโผล่ตอนบุญหมด ก็ ทำบุญเยอะๆ ปล่อยนก ปล่อยกา ปล่อยเต่า แต่ไม่ต้องปล่อยแก่ นะ เด๊วจาบาปหนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สองคนในร่างเดียว

วันนี้เปิดบล็อกมาต๊กกะจายอย่างแรง เมื่อเห็นจำนวนผู้ชมเข้ามาอ่านบล็อกเยอะมากเกินคาด รู้สึกมีกำลังใจเขียนมากมายเรยคับ เพียงแวะมาอ่าน แค่ผ่านๆก็ดีใจแร้วค๊าบบ

เช่นเคยครับ ปัญหาเดิมๆ แต่หลากหลายลีลาเหลือเกิน ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็พอๆกับคดีตำรวจไล่จับคนเล่นพนันนั่นแหระ คับ ต่างกันก็ตรงที่ลีลาการหลบหนีตำรวจ ยังไงยังง้านเลยล่ะ
จะว่าไปแร้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทีม Fraud เท่านั้น ที่สรรหานวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาใช้นะครับ วิวัฒนาการของลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (อ้าว เขียนเองยังงงเอง) คือ ตอนมาใช้บริการเราก็เป็นลูกค้า แต่พอเวลาผ่านไป ลูกค้าคนเดิมกลับไม่ใช่ลูกค้าซะแร้ว กลายเป็นลูกความซะง้าน 555 ก็เรื่องหลักๆของทุกสาขานั่นแหระคับ มีทุกวัน พันสาขา เป็นประตูบานแรกของลูกค้าเราเลยครับ เปิดบัญชีใหม่ นั่นเอง แระแร้วภารกิจอันสำคัญนี้ พี่ๆก็มักจะมอบให้เป็นการรับน้องใหม่ไฟแรงของสาขา ที่มุ่งมั่นขยันกับการเปิดบัญชีเป็นที่สุด เป็นผู้รับสิทธินี้ไปดำเนินการ ส่วนเหตุผลนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อิอิอิ

น้องๆ ทราบมั๊ยครับว่า นวัตกรรมใหม่ของลูกค้าเราที่สร้างความงุนงงให้กับทีม Fraud เป็นอย่างมากคือ ณ บัด Now ได้เกิดปรากฎการณ์ มนุษย์ 2 คน มีเลข ID Card 13 หลัก เลขเดียวกันมาแล้ว แล้วที่น่าต๊กกาจายมากกว่าน้านคือ บัตรประชาชนทั้ง 2 ใบ ออกโดยหน่วยงานรัฐซะด้วย พูดง่ายๆก็คือ นายแน่มาก ช่างกล้าเอามนุษย์ที่ไหนไม่รู้มาสวม ID คนในทะเบียนราษฎร์ เมื่อลูกค้ายื่นบัตรประชาชนมาขอเปิดบัญชี แค่เห็นบัตรมีสมาร์ทการ์ดเท่านั้น ล่ะ แม่เสียบเข้าแท่นอ่านทันที เดชะบุญที่ข้อมูลเก่าเคยเปิดบัญชีมาแล้วที่สาขาอื่น การเปิดบัญชีครั้งนี้ก็ยิ่งสะดวกโยธินเป็นไหนๆ เพียงแค่ชั่วอึดใจ บัญชีใหม่ก็เกิดขึ้นได้ทันทีอีก 1 บัญชี ประมาณว่า น้องชงมาปุ๊บ พี่ตบซุปปั๊บ ทั้งเอทีเอ็ม ท้าง SMS อันเลิศ สบายใจ เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนอีกซะหน่อย แหร่ม เร้ยยยย ประมาณว่า ช้านรอสิ่งนี้มานานแล้ว เยส เยส เยส

ทีนี้พอมัน Alert สิครับ ความก็เลยแตก เพราะมันดันไป Alert ที่มือถือของเจ้าของบัญชีแรกที่ข้อมูลวิ่งเข้ามาตอนน้องเสียบการ์ด อ่ะคับ เพียงแค่ชั่วอึดใจ ลูกค้าบัญชีแรกก็มาถึงสาขา เจ้าของสาขาแรกก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก็เจ้าแรกม่ายด้ายสมัคร SMS Alert นี่หว่า มันดังได้ยางงาย ครายถอนบัญชี ช้าน แต่พอเช็คเงินในบัญชีก็ยังอยู่ครบนิ เรียกข้อมูลดู ถึงได้รู้มีการเปิดใหม่เป็นบัญชีที่สอง ประมาณว่า สองคนในเลขเดียว งานก็เลยมาเข้า Fraud เรยคับ ต้องมาพิสูจน์กันว่า ครายตัวจริง ครายตัวโคลนนิ่ง

ปัญหานี้สามารถแก้ได้เบื้องต้นง่าย คับ ถ้าตอนเปิดบัญชี น้องๆควรจะเอ๊ะใจนิสนุง ว่า ลูกค้ามีบัญชีอยู่แล้ว จะมาเปิดใหม่อีกทำไม โดยเฉพาะเปิดบัญชีประเภทเดียวกัน ส่วนลีลาในการถามลูกค้าก็ไปสรรหาออกแบบคำถามตามใจชอบนะครับ เด๊วจะกระทบ เซเว่น อีเลฟเล่น ซะ

อีกข้อที่ควรระวังก็คือ หมายเลขโทรศัพท์เดิมจากข้อมูลเก่า น้องๆไม่ควรถามนำครับ ว่ายังใช้เบอร์เดิมใช่มั๊ย แต่ควรถามว่า เบอร์เก่าหมายเลขอะไรคะ เป็นไปได้ยากมากที่จะจำเบอร์เก่าตัวเองไม่ได้ แล้วถ้าลูกค้าบอกเบอร์ใหม่ซึ่งไม่ตรง ก็น่าจะใช้วิธีเหมือนที่มีหนุ่มๆมาขอเบอร์นั่นล่ะครับ ลองยิงเข้าไปเลย ว่ามันดังรึป่าว ถ้าดังก็ค่อยติ๊ก SMS Alert นอกเหนือจากนี้ ก็ไปวัดดวงกันเอาเองละกันนะค๊าบบบบบ

อ้อ แล้วถ้าชื่อตามหน้าบัตรประชาชนไม่ตรงกับข้อมูลเก่าที่เรียกจากบัญชีเดิม ก็อย่าใจดีกันถึงขนาดเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ขอเอกสารการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลนะค๊าบ ถึงจะติดซุป แต่ก็เชื่อได้ว่า พี่ซุปตาเค้ามั่นใจน้องกันซะจริ๊ง น้องยิง พี่ตบ จบข่าวคับพี่น้องงงงง

ปล. อย่าลืมทำบุญทำทาน ทำสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา โดยเฉพาะปลาหมอน๊า จะได้ม่ายต้องเจอหมอความ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะค๊าบบบน้องใหม่ท้างหลายยยย


วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พลาดเพราะปลอกแท้ๆ

ฮั่นแน่!!! เห็นหัวเรื่องรีบคลิ๊กอย่างไวเร้ยยยย รู้นะว่าคิดอะไรอยู่อ่ะ อย่าเพิ่งคิดไปถึงไหนต่อไหนนะค๊าบ ไอ้ปลอกที่ว่าเนี้ยะ ไม่ใช่ปลอกอะไรที่หนาย มานก็คือ ปลอกแหนบรัดธนบัตรนั่นเองครับ มันมีประโยชน์อะไรหรือ ก็มีไว้บอกว่าได้ผ่านการนับอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว่าครบหนึ่งร้อยฉบับ ; เพราะมันจะมีช่องว่างให้พนักงานที่นับเซ็นต์ชื่อไว้ด้วยล่ะ และมนุษย์ผู้เซ็นต์นี่แหระจะต้องเป็นผู้กรรมหากภายหลังมีการนำไปรัดเข้าเป็นปึกแล้วธนบัตรไม่ครบ ไม่ต้องตกใจนะครับว่าจะมีเฉพาะแบงก์เราแบงก์เดียวที่มีปลอกแบบนี้ มันมีกันทุกแบงก์นั่นแหระคับ แล้วที่สำคัญ ก่อนที่มันจะเข้าไปอยู่ในตู้Volt ของแบงก์เรา มันจะต้องเป็นปลอกของแบงก์เราเท่านั้นนะครับ พล่ามยังก๊ะเด็กสาขาจะไม่รู้ 555 รู้หมดแหระ แต่ทำไมถึงพลาดได้เนี้ยะ!!!!







เจ้าปลอกนี่ มันมีฤทธิ์เดชไม่ธรรมดานะครับน้องๆ ผมยังนึกชื่นชมคนคิดปลอกนี้ขึ้นมาตั้งแต่สมัยยังไม่ทำงานแบงก์ เพราะเคยนำธนบัตรจากแบงก์นึงไปฝากอีกแบงก์นึง ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว หรือจะเรียกให้ง่ายกว่าน้านก็คือ แบงก์อ่ะอยู่ติดกันชนิดที่ใช้เสาประตูร่วมกันทีเดียวเลยล่ะ เราแค่หิ้วธนบัตรจากแบงก์นึงใส่ถุงกระดาษแพ็คอย่างดีแล้วเดินไปอีกแบงก์นึง ต่อคิวฝากเงินประมาณคิวสองคิว ชนิดที่ว่าตดไว้ยังไม่หายเหม็นเรย ก็ได้เข้าไปทำรายการฝากแร้ว เชื่อมั๊ยครับท่านผู้ชม น้องแบงก์ที่เราไปฝากใหม่ เค้าแกะปลอกก่อนเรยแล้วนับใหม่ ไอ้เราก็นึกว่าเห็นเราเอาธนบัตรมาจากแบงก์คู่แข่ง น้องเค้าคงโกรธแค้นไม่อยากเห็นปลอกแบงก์อื่น (ชักออกแนวจิตนิดๆนะเนี่ยๆ) เลยถอดออกนับใหม่ เมื่อครบหนึ่งร้อยฉบับก็แอบยิ้มอย่างสะใจที่มุมปากเล็กน้อย แล้วก็หยิบปลอกของแบงก์ตัวเองมารัดเป็นแหนบแถมเซ็นต์ชื่อกำกับอย่างสะใจว่าครบ ไม่โดนต้ม เออ เอาเข้าไป คิดได้นะเรา






  น้องๆพอจะเข้าใจแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าผู้ที่คิดปลอกมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา เค้าต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมาก เล็งเห็นแล้วว่าจะหาเรื่องให้น้องๆที่สาขาต้องนับทวนธนบัตรให้ครบร้อยฉบับได้ยังไง เพราะส่วนใหญ่น้องๆพนักงานแบงก์สมัยก่อนจะเชื่อใจลูกค้ามาก ไม่ค่อยนับ หรือไม่ก็มีวิสัยทัศน์ที่ผิดๆ คือ ไม่กล้านับเงินต่อหน้าลูกค้า เด๊วลูกค้าจะหาว่าไม่ไว้ใจ






จากการสอบถามผู้ประสงค์ออกความเห็นแต่ไม่ประสงค์จะออกนามเพราะกลัวโดนประนามในภายหลัง ได้ให้ข้อมูลมาว่า ผู้คิดปลอกนี้ได้คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่รู้อารมณ์ไหนแกก็มาสะดุดหยุดตรงช่วง การรณรงค์ใส่ปลอกนี่ล่ะครับ ฟังดูชื่อคุ้นๆ ทะแม่งๆอยู่นา แกก็เลยนำมาเสนอผู้มีอำนาจให้มีการรณรงค์ใส่ปลอกให้กับธนบัตรด้วยครับ แล้วก็ยังกำหนดให้คนนับต้องเซ็นต์ด้วย เวลาธนบัตรไม่ครบจะได้ตามตัวถูก ต่อมาภายหลังการใส่ปลอกมันฟังดูไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับพนักงานสาวๆ แบงก์ก็เลยออกความเห็นในการเรียกคำเลี่ยงจากปลอกรัดแหนบเป็นเหลือคำว่า รัดแหนบ หรือ แหนบ เท่านั้น ครับ เรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดกันในบรรยากาศแห่งการร่ำสุรานะ ผู้รู้จริงโปรดมาชี้แนะด้วยนะครับ ก่อนที่น้องๆเค้าจะเอาไปเล่าต่อๆกันไป 555







พล่ามมาซะยาว เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็มาจากไอ้เจ้าปลอก หรือ แหนบ นี่ล่ะครับ เค้ามีไว้ให้ประจำสาขาแต่ละสาขา เพื่อให้พนักงานเรานับครับ พอดีลูกค้ารายใหญ่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆที่สาขา จะได้ไม่ต้องเสียเวลานับใหม่กันนาน พี่แกเลยขอปลอกของสาขาไปให้เสมียนฝ่ายการเงินที่ร้านแก นับครบแล้วรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย จากการสืบสวนในเชิงลึก ทราบว่า เฮียแกเล่นไปขอของทุกแบงก์เลยครับ เพราะแกต้องเอาเงินไปเข้าหลายแบงก์ ก็เลยใช้ปลอกรัดแหนบแยกแบงก์ไว้ให้เด็กเรย เวลาไปเข้าจะได้ไม่ผิดแบงก์ แต่ขอประทานโทษครับ!!! เฮียแกไม่ทันได้คิดว่า แกทำเช่นนี้ ทำให้น้องๆเราเอาแบบสบายเข้าว่า ในเมื่อเฮียใส่ปลอกมา หนูก็จัดเต็ม เซ็นต์ไปโดยไม่ต้องนับทวนต่อหน้าคนฝาก และแล้วมันก็เป็นที่มาของเงินขาดครับ เพราะเฮียแกดึงไปเข้าแบงก์อื่นแหนบนึง โดยลืมบอกเด็กที่จะเอามาฝากเข้าแบงก์เรา เด็กที่ร้านก็ไม่ได้นับก่อนจะเอาใส่ถุงกระดาษมาฝาก รวบเข้าถุงนำส่งสาขาของแบงก์เราเลย น้องๆที่สาขาเราก็ดีจนน่าใจหาย เห็นเหยื่อ เอ๊ย!! ลูกค้าคนกันเองมาท้างทีก็ต้องตีหนิดหนมเมาท์ซะหน่อยเผื่อฟลุ้คได้อีกแอ๊บ  ก็เลยไม่ได้นับทวนเพราะมัวแต่เมาท์ เห็นใส่ปลอกรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย แม่ก็เซ็นต์ตามแหนบเรย โชคดีนะครับที่ภาพกล้องวงจรยังไม่ลบและสามารถเก็บภาพให้เห็นจำนวนแหนบได้ เลยทำให้หาเจอว่าเงินที่ลูกค้านำมาฝากนั้น ไม่ครบตามสลิปที่เขียนมา ไม่ง้านละก้อ ต่อให้ทีม Fraud เทพขนาดไหน ก็คงหายากล่ะค๊าบ พี่น้อง งานนี้กว่าจะหาเจอก็เรียกกันได้ว่า ถึงกับต้องบนบานศาลหลังสาขากันเรยทีเดียว เล่นเอาซะ Fraud ไข้จับเลยค๊าบงานนี้ ยอมรับจริงๆว่า ถึงกับต้องลงทุนมุดโต๊ะหากันเลยนึกว่าเงินหล่นตามพื้น เฮ้อ!!!







ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปลอกใครปลอกมันค๊าบ อย่าเอาไปใส่แทนกันเด็ดขาด เด๊วติดเชื้อ เอ๊ย!! จะพลาดถ้าไม่ได้นับทวนต่อหน้ากัน ค๊าบบบบบ

วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องในมุ้งมายุ่งกะแบงก์จนด้ายยยย

เมื่อรักกันใหม่ๆ อะร๊ายอารายก็หวาน ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก เห็นพ้องกันไม่มีเห็นต่าง ยังก๊ะโปรโมชั่นมือถือ ประเภท ตัววางก่อน เค้าวางก่อนประมาณน้านเร้ย แต่พอหมดโปรโมชั่นนี่ดิ ไอ้ที่เห็นตามกันก็เริ่มจูนไม่ติด ก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนค่ายย้ายซิมกันให้วุ่น ซะง้าน

เรื่องของการบ้านการมุ้ง มันก็ควรจะยุ่งกันแต่ในมุ้งในบ้าน ดูแล้วก็ไม่น่าจามาเกี่ยวอารายกับแบงก์ได้เรยใช่ม๊ายค๊าบพี่น้อง แต่เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นน้านไม่ เมื่อคู่รักซิมเปิ้ลคิดอยากจะสร้างกิจการครอบครัวเพื่อความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต และแร้วท้างสองก็ได้เริ่มกิจการขึ้นมาแต่ยังขาดเงินลงทุนเพื่อจะเกิดสภาพคล่องในการบริหาร ก็เลยตกลงปลงใจมาใช้บริการ SME อีซี่โลน ของแบงก์ไหนก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ

อะไรจะบังเอิญขนาดน้าน แบงก์ก็มีการจัดโครงการปล่อยกู้สินเชื่อสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็กเล็ก(มี s สองตัวคับ เลยต้องมี 2 เล็ก) ที่กำลังหาเป้าหมายไว้สำหรับพุ่งชน คู่รักซิมเปิ้ล จึงได้เสนอขอสินเชื่อกับโครงการนี้ ซึ่งก็ได้ผ่านขวากหนามแห่งการประเมินสภาพกิจการ และมูลค่าหลักทรัพย์มาเป็นที่เรียบร้อย At the end (แปลว่าท้ายที่สุดหรือ ตอนจบ ชอบมากเรยครับ เป็นวลีที่มักจาได้ยินในโต๊ะประชุมบ่อยๆตอนใกล้ๆจะเลิกประชุม เรยประทับใจมาใช้ซะหน่อย) แบงก์อนุมัติให้กู้ แร้วก็มาถึงขั้นตอนการไปจดจำนองครับ แล้วด้วยความบังเอิญอีกแล้วคับ ฝ่ายเมียมาแจ้งแบงก์ว่าสามีพอดี้พอดีต้องเดินทางไปต่างประเทศ ศรีพันละเมียก็เลยต้องมาขอเอกสารแบบฟอร์มให้ความยินยอมคู่สมรสจากแบงก์ไปให้ฝาละมีเซ็นต์ให้ความยินยอมก่อนไปต่างประเทศ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถจดจำนองเพื่อรับเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ แระเช่นเคยแบงก์มีรึจะขัด เซเว่นอีเลฟเว่นเราเป็นเลิศอยู่แร้ว ไม่จำเป็นก็จะไม่เสียซักแต้ม ให้print แบบฟอร์มเปล่าไปเรยคับ แร้วคุณพันละเมียก็กลับมาแบงก์อีกครั้งพร้อมปรากฎลายเซ็นต์ฝาละมีในช่องผู้ให้ความยินยอม แถมตัวเองมาเซ็นต์ในช่องพยานต่อหน้าพนักงานสินเชื่อเพื่อความน่าเชื่อถืออีกต่างหาก ตามด้วยพนักงานสาขาที่เป็นเจ้าของพื้นที่เซ็นต์เป็นพยานอีกคน แล้วก็ได้เอกสารที่ครบถ้วนไปจดจำนอง อ้อ!! ลืมบอกไปว่า ฝาละมีคุณเธอด๊านเป็นบักสีดา เอ๊ย ฝรั่ง ซึ่งไม่จำเป็นแล้วทางเราก็ไม่ค่อยจะเสวนาด้วย เพราะเมื่อยมือกว่าจะสื่อกันเข้าใจ

หลังจากนั้น คู่รักซิมเปิ้ลนี้ก็ได้วงเงินสินเชื่อไปใช้แล้วก็ผ่อนชำระเรื่อยมา โดยฝ่ายสามีบักสีดานี้จะเป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีศรีภรรยา แล้วก็ตัด ATS ผ่อนชำระเป็นงวดๆไป เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก 1 ปีเห็นจะได้ ผ่อนไปแล้ว 12 งวด จนกระทั่งถึงงวดล่าสุดตัด ATS ม่ายผ่าน เรื่องก็เรยมาถึงฝ่ายติดตามหนี้ ก็ต้องไปติดตามหาตัวลูกหนี้ศรีพันละเมียว่าเหตุไฉนทำไมไม่ผ่อน แต่ยังไม่ทันที่จะออกไปหา ฝ่ายสามีบักสีดาก็ได้มาหาแบงก์ถึงที่เรย คุยกันจนเมื่อยมือพอจะจับความได้ว่า ศรีพันละเมียได้แอบเปลี่ยนค่ายย้ายซิมไปมีกิ๊ก สามีจับได้ก็ให้อภัยขอให้กลับตัวกลับใจมารักกันเหมือนเดิมแล้วเลิกกับกิ๊กซะ แต่ฝ่ายเมียยืนยันเสียงแข็งไม่กลับ แถมยังไปเปิดกิจการใหม่กับกิ๊กอีก ฝ่ายสามีก็ไม่ได้เป็นคนช่างคิดช่างแค้นกับเมีย ก็ได้แต่หันมาอาฆาตกับแบงก์แทนคับ โดยแจ้งข่าวดีให้แบงก์ทราบว่า หนังสือยินยอมในฐานะคู่สมรสน้าน ไอม่ายด้ายเซ็นต์ อึ้งกิมกี่สิคับฝ่ายสินเชื่อ แอร์ในสาขาก็เย็นเจี๊ยบแต่สินเชื่อเราเหงื่อท่วมเรย เปิดดูหนังสือยินยอมอีกครั้ง พิจารณาดีๆ เออเฮ้ย ไม่ค่อยเหมือนกับลายเซ็นต์ฝรั่งจิงๆด้วย และแร้วก็นั่งจิ้มแป้นคอมทำ อินสิเด๊ด เอ๊ย Incident

ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจเมียฝรั่งคับ ให้ฝรั่งมาเซ็นต์เอกสารต่อหน้าทุกครั้งนะค๊าบ คนที่อึ้งกิมกี่ต่อไปก็คือ พนักงานที่เซ็นต์เป็นพยานน่านแหระค๊าบ สินเชื่อยื่นอะไรมาให้เซ็นต์ก็ไว้ใจเซ็นต์ให้หมด แล้วก็มารอลุ้นตอนมีเรื่อง คิดได้ทีหลังว่าไม่น่าเร้ยยยย คิดได้ก็ช้าไปทุกที แมะ!!เพื่อนยื่นอะไรให้เซ็นต์ก็เซ็นต์แบบไม่ถาม ทีสามีตัวเองให้เซ็นต์เอกสารล่ะ แม่ตรวจถี่ยิบ ซักซะละเอียดเร้ยยยย คิดแร้วมานน่าน้อยใจใช่ม๊ายค๊าบ คุณสามี

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก

ยี่ต๊อก ในวงการของนักกฎหมาย จะหมายถึง ผลคดีที่เกิดขึ้นครั้งก่อนที่ใช้อ้างอิงในการจะลงโทษในคดีที่เกิดขึ้นใหม่หรือพูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่ใช้อ้างอิงเมื่อเกิดปัญหาใหม่ขึ้น ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าในวงการแบงก์จะใช้ศัพท์ตัวนี้ในกิจกรรมธุรกรรมทางการเงินได้ เท่าที่ถามท่านผู้อาวุโสของแบงก์ก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ว่า ต้นกำเนิดคำนี้มาจากไหนในวงการนี้ เพียงแต่ให้ความหมายได้ว่าเป็นใบกระดาษใบเล็กๆที่เขียนตัวเลขกำกับเงินสดไว้และใช้สำหรับอ้างอิงตอนหาเงินขาดเงินเกิน อ้อ!! พอจะใกล้เคียงความหมายที่เรารู้จักแระ อย่างน้อยๆก็แปลว่า สิ่งที่ใช้อ้างอิงตอนเงินขาด

ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน

สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ

ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)

สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก

ยี่ต๊อก ในวงการของนักกฎหมาย จะหมายถึง ผลคดีที่เกิดขึ้นครั้งก่อนที่ใช้อ้างอิงในการจะลงโทษในคดีที่เกิดขึ้นใหม่หรือพูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่ใช้อ้างอิงเมื่อเกิดปัญหาใหม่ขึ้น ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าในวงการแบงก์จะใช้ศัพท์ตัวนี้ในกิจกรรมธุรกรรมทางการเงินได้ เท่าที่ถามท่านผู้อาวุโสของแบงก์ก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ว่า ต้นกำเนิดคำนี้มาจากไหนในวงการนี้ เพียงแต่ให้ความหมายได้ว่าเป็นใบกระดาษใบเล็กๆที่เขียนตัวเลขกำกับเงินสดไว้และใช้สำหรับอ้างอิงตอนหาเงินขาดเงินเกิน อ้อ!! พอจะใกล้เคียงความหมายที่เรารู้จักแระ อย่างน้อยๆก็แปลว่า สิ่งที่ใช้อ้างอิงตอนเงินขาด

ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน

สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ

ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)


วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

Account Payee เข้าผิดบัญชีมีลุ้นยันเกษียร

ตั๋วเงิน หรือเช็ค ดูจะเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่มักจะสร้างความหฤหรรขวัญผวาให้กับผู้ทำรายการได้ตื่นเต้นกันได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อหลังจากอนุมัติรายการไปแล้ว เหมือนกับตั้งระเบิดเวลาไว้รอว่าเมื่อไหร่จะระเบิดกันเลยทีเดียวนะครับ แต่อันนี้เฉพาะสำหรับผู้ทำรายการที่รู้ตัวว่าไม่ได้ทำตามระเบียบนะ หรือพูดง่ายๆว่า เจตนาทำรายการให้เพราะต้องการบริการลูกค้า หรือกลัวยันต์7-11 นั่นแหระคับ อีกประเภทนึงก็คือผู้ทำรายการที่ใจถึงหรือวัดดวงกันเป็นประจำก็หมั่นทำบุญทำทานกันหน่อย

จำได้ว่าสมัยผมเรียน เรื่องเช็คนี่ ได้รับความสำคัญมาก ได้ศึกษากันตั้งแต่วิธีการเขียนเช็ค เทคนิคการเขียนตัวเงิน ตัวอักษร รวมไปถึงเทคนิคการเซ็นต์ชื่อเฉพาะในเช็ค การสลักหลัง ที่หนีไม่พ้นก็คือ เช็คที่ทำให้เป็นความผิดอาญา กับ ความผิดทางแพ่ง สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าในสมัยเป็นนักเรียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยความกลัวก็เลยศึกษาเยอะหน่อย ไม่คิดว่าจะหนีไม่พ้นต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็คพวกนี้อยู่ดี เฮ้อ!!!

จริงๆระเบียบธนาคารเราก็กำหนดไว้ชัดเจนมากนะครับ ให้ปฏิบัติกับเช็คแต่ละประเภทที่ลูกค้านำมาขึ้นเงินว่าให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งผมก็ได้ศึกษาตั้งก้าวแรกที่มาทำงานที่นี่ เลย เพราะเป็น Case แรกที่ได้ทำ ก็เลยทำให้ทราบระเบียบธนาคารว่าเจาะลึกลงไปกว่าที่กฎหมายกำหนดซะอีกเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน เพียงแค่ทำตามก็ปลอดภัยแระ

สิ่งที่แปลกใจมากก็คือ ปกติเช็คที่มีปัญหาก็มักจะเป็นเช็คที่ไม่ได้ตี Account Payee กับเช็คที่ไม่ได้ขีดฆ่าหรือผู้ถือ เท่านั้น ถ้าเป็นเช็คที่ตี Account Payee ก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยครับพี่น้อง ดูเงินในบัญชีเจ้าของเช็คมีพอก็ตัดเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับชื่อที่สั่งจ่ายหน้าเช็คก็จบ ขอย้ำนะครับว่า!!! ทำได้แค่กรณีเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น คือ ตัดเงินเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับหน้าเช็คสั่งจ่าย อ้อ!!! อันนี้หมายถึงผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อเทียบกับการ์ดลายเซ็นต์แล้วนะ

ฉะนั้น ถ้าเกิดเช็คที่ตี Account Payee ดันทะลึ่งไปเข้าบัญชีที่ชื่อไม่ตรงกับชื่อที่เช็คสั่งจ่าย คิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ทุจริตรึป่าว เป็นสิ่งที่แรกที่ต้องแว่บเข้ามาในหัวของทีม Fraud ครับ กระบวนการวิธีพิสูจน์ความบริสุทธิใจของผู้ทำรายการเลยต้องเหนื่อยหน่อย เพราะทุกสิ่งอย่างจะเข้าไปสู่กระบวนการแสดงตนว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งบอกได้เลยว่า หลักสันนิษฐานข้อแรก คือ น่าจะทุจริต เว้นแต่ผู้ทำรายการจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์

นี่ก็เป็นไกด์ไลน์หลักการสันนิษฐานของทีม Fruad นะครับ น้องๆให้ความสำคัญด้วยนะเพราะถ้าได้ลองอนุมัติรายการไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความผิดพลาดหรือเจตนาทำเพื่อบริการลูกค้า มันคุ้มกับความเหนื่อยที่ต้องมาพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้รับผลประโยชน์หรือป่าว ที่สำคัญ Fraud ต้องขยันพอที่จะมาช่วยรับฟังการแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยนะครับ ม่ายง้านก็รอผลนาน ยิ่งทำให้หลอนกันระยะยาว

อ้อ!! กรณีเรื่องเช็ค เรื่องลายเซ็นต์ ส่วนใหญ่ผู้บริหารสาขาจะมีความชำนาญ น้องๆอย่าตัดสินใจโดยพลการนะครับ ยังไงให้ถามระดับหัวหน้าธนกิจ ผู้ช่วย หรือผู้จัดการก่อน แต่ถ้าผู้บริหารสาขาไม่แน่ใจก็ปรึกษาทีม Fraud ก่อนทำรายการก็ยินดีนะครับ

วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พลาดน้อยนิด อย่าเอาชีวิตไปแลกน๊าน้อง

ช่วงนี้ลาพักร้อนค๊าบพี่น้อง รักษาสิทธิ เนื่องจากจะถูกตัดสิทธิวันลาที่ยกมาจากปีก่อน แต่ก็ตั้งแต่ลาก็ยังไปทำงานตร้อดดดด ไม่รู้จาไปไหนด้วย อีกอย่างโทรศัพท์เรียกใช้บริการก็มาเป็นระยะๆ ก็เลยต้องออกไปทำงานอยู่ดีค๊าบ

เรื่องของเรื่องก็คือ มีทางสาขาโทรศัพท์มาปรึกษา เรื่อง น้องที่สาขาคีย์รายการฝากเงินเข้าผิดบัญชี ติดต่อลูกค้าบัญชีที่โอนผิดแล้วทีแรกไม่ยอมคืนจากนั้นก็ไม่รับสายอีก โชคดีที่ลูกค้ายังไม่ได้ถอนเงินออก เลยแนะนำให้ใส่ MSN 18(ใส่มาสสาจ)เฉพาะจำนวนเงินที่โอนผิดไป แล้วทำ Incident 1 เข้าระบบ เด๊วทีม Fraud จัดการให้เอง แต่ปรากฎว่าลูกค้าบัญชีจริงที่รอรับโอนก็โทรมากดดันสาขาว่าต้องรีบใช้เงิน แมะ!! นึกเห็นใจน้องที่คีย์ผิดจริงๆ บาปซ้ำกรรมซัด และแล้วสาขาก็ขอความเห็นตัดเงินกลับมาคืนเลย ก็ประมาณว่า EC รายการ ซึ่งข้ามวันแล้ว อันนี้ทำไม่ได้นะครับ ขอย้ำอีกครั้ง เพราะอาจทำให้ถูกร้องเรียนได้ครับ แนะนำให้ติดต่อลูกค้าให้ทำรายการถอนเงินแล้วโอนมาคืนครับ จึงจะถูกต้อง ซึ่งในส่วนนี้ทีม Fraud ให้ความช่วยเหลือได้ครับในการติดตามลูกค้า

แต่อยู่ๆลูกค้าที่โอนผิดบัญชีก็ติดต่อมา แล้วบอกจะเซ็นต์ใบถอนให้ ให้มาพบที่ทำงานซึ่งเป็นอู่รถ ด้วยความดีใจพนักงานเราก็รีบไปพบลูกค้า คงลืมไปว่าตัวเองเป็นผู้หญิงม๊างงง อารามว่าดีใจจะได้ตัดเงินคืนบัญชีลูกค้า หารู้ไม่ว่าอาจเกิดภัยแก่ตนเองได้ โชคดีที่เราในฐานะ ผู้มีประสบการณ์นึกเอะใจโทรไปถาม จึงได้เบรคไว้ทัน แล้วส่งน้องทีมFruad เข้าไปสมทบ สถานที่นัดพบจึงได้เปลี่ยนไปเป็น นัดกันใหม่ที่สาขาใกล้บ้านลูกค้าคนน้าน เฮ้อ!!! โล่งอกไป นี่ถ้าไม่แน่ใจว่ามีหน้าตาเป็นอาวุธก็อย่าได้เสี่ยงเด็ดขาดนะน้อง พลาดแค่โอนผิด ห่วงชีวิตด้วยนา เด๊วมานจาไม่คุ้มมม

อ้อ!!! ที่ต้องมาเล่าให้ฟังกัน เพราะนี่ไม่ใช่สาขาแรกที่น้องๆต้องไปตะรอนตามเงินคืน เคยมีบางสาขาลูกค้าแลกดอลล่าร์ปลอม ซึ่งเป็นวินมอไซค์มีบ้านพักอยู่ที่ไซท์คนงานก่อสร้าง น้องที่ทำรายการไปตามหาเจ้าตัวคนแลก ในไซท์คนงาน ช่างกล้าหาญชาญชัยซะจริ๊งงงงงง ห่วงแต่เรื่องที่พลาด ไม่ห่วงชีวิตตัวเองเร้ยยยย

ทั้งสองกรณีดังกล่าวข้างต้น ถ้าต้องไปตามลูกค้าแบบเสี่ยงๆ นะครับ แจ้งทีม Fraud ได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ ห่วงชีวิตดีกว่าครับ แค่งานในสาขาก็หนักแล้ว งานติดตามลูกค้าก็เป็นหน้างานของทีม Fruad ครับ แต่ถ้าจะให้ดี อย่าพลาดกานบ่อยน๊า น้องๆ เหอ เหอ เหอ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บัญชีโคลนนิ่ง ตัวจริง ตัวแทน และตัวเธอผู้ทำรายการ

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณทีมงาน HR Soundbites อย่างเป็นทางก่อนเรยนะครับ ที่เข้ามาสัมภาษณ์และเป็นกระบอกเสียงให้กับทางทีมงาน Internal Fruad ช่วงนี้เข้าสาขารู้สึกได้รับมิตรไมตรีมากขึ้นเยอะเรย (เมื่อก่อนแค่รู้ว่า Fraud จะไป ก็เซ็งกานท้างสาขาแระ อิอิอิ) อ้อ!! น้องๆที่ ment มาให้กำลังใจก็ขอขอบคุณเป็นอย่างสูงด้วยค๊าบ หายเหนื่อยเรยค๊าบ

ต้องยอมรับว่าช่วงนี้ Incident1 เยอะมากเรยค๊าบ ยังดีที่มี Incident4 ปะปนมาพอเป็นกำลังใจกันบ้าง แต่ส่วนมากในช่วงนี้จะเป็นเรื่องการโอนเงินไปยังบัญชีที่มีการค้าขายสินค้ากันทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งผู้ซื้อก็ม่ายรู้จะเชื่อใจอารายกันขนาดโอนเงินไปให้ท้างๆที่ไม่รู้จักกันมาก่อน หน้าร้านค้าจริงๆก็ไม่มี มีแต่เบอร์บัญชีที่ให้โอนทางอินเตอร์เน็ต ปรากฎว่าบัญชีของผู้ทำธุรกิจทางอินเตอร์เน็ตจริงๆก็มีไม่น้อย แต่พวกมิจฉาชีพก็มักจะแอบแฝงตัวมาหลอกให้โอนเงินมาแล้วไม่ส่งสินค้าให้ก็ไม่น้อย ทีนี้ก็เลยมาเกิดคำถามกันว่า ทำไมถึงได้เชื่อใจขนาดโอนเงินไปให้ก่อนแล้วรอรับสินค้าทีหลัง คำตอบของลูกค้าน่าประทับใจมากครับ

“ก็เราเชื่อใจธนาคารค่ะ ว่าตรวจสอบดีแล้วก่อนเปิดบัญชีให้ลูกค้า”

อึ้งกิมกี่ เรยค๊าบท่านผู้ชม เจอคำตอบนี้ จากที่คิดอยู่ในใจว่า ลูกค้าเชื่อคนง่ายเกินไป กลายเป็นคดีพลิกเรย เหมือนถูกลูกค้าตบหน้าฉาดใหญ่ด้วยคำพูดว่า เค้าเชื่อใจเรา!!! แม่จ้าวเราต้องมาสำรวจตัวเองกันขนานใหญ่เลยว่า เรากำลังจะทำให้คนที่ไว้ใจเราเค้าเสียใจรึป่าวเนี่ย เชื่อว่าเรื่องนี้ก็สื่อความกันทุกวัน แต่ก็เข้าใจน้องๆว่าด้วยปัจจัยเสริมอะไรหลายๆอย่าง ที่ทำให้เราเชื่อใจลูกค้าที่มาเปิดบัญชีเช่นกัน วันนี้เลยมีทริคอีกเล็กน้อย มาเสริมเพิ่มไหวพริบกันอีก เรื่องเดิมน่าจะเคยเขียนไว้บ้างแล้วนะครับ

หากลูกค้าเคยมีบัญชีที่สาขาอื่นอยู่แล้ว อย่าได้โคลนนิ่งข้อมูลมาใส่ทันที ให้สอบถามเบอร์โทรศัพท์เดิมที่เคยใช้ในข้อมูลบัญชีเก่าว่าเคยใช้เบอร์อะไร หรือ สอบถามว่าเคยเปิดบัญชีไว้ที่สาขาไหน และอย่าใช้คำถามว่า “ที่อยู่และเบอร์โทรเก่ามีเปลี่ยนแปลงมั๊ยคะ” ถ้าเป็นไปได้ ให้ลูกค้ากรอกเอกสารใหม่ด้วยลายมือตัวเองทุกครั้งที่เปิดบัญชี

ควรเรียกการ์ดตัวอย่างลายเซ็นต์จากสาขาที่เคยเปิดมาเปรียบเทียบด้วย และอีกอย่างคือ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ถ้าลูกค้าจำไม่ได้ นั่นหมายถึง อาจจะเป็นตัวปลอม แจ้งลูกค้าเลยว่า “ถ้าจะให้ฝ่ายตรวจสอบมาพบก่อนเปิดบัญชีสะดวกมั๊ยคะ” ทริคนี้ก็เป็นวิธีทดสอบความมั่นใจลูกค้าได้อีกทาง ถ้าลูกค้าไม่มีพิรุธ แต่เราเกิดไม่แน่ใจ ก็เปิดบัญชีไปก่อนเพื่อเป็นการป้องกันลูกค้า Comment เด๊วจะเสียแต้ม เซเว่นอีเลฟเว่น แล้วรีบแจ้งทีม Fraud ได้เลยครับ เด๊วเพ่จาตรวจสอบให้เองค๊าบ หรือมีวิธีการเพื่อความปลอดภัย แจ้งผู้บริหารสาขา ใส่ MSN 18 ไว้ก็ไม่น่าเสียหายถ้าเรามั่นใจว่าลูกค้ามีพิรุธ (หากใส่ MSN 18 แล้ว ให้ทำ Incident 1 หรือแจ้งทีม Fraud ทันทีนะครับ)

อ้อ!!! เกือบลืม หากลูกค้าประสงค์ที่จะเปิดบัญชีแบบมีกรมธรรม์คุ้มครองด้วย ก้อไม่ได้หมายความว่าเป็นตัวจริงนะครับ เพราะกลยุทธนี้ รู้สึกจะมัดใจน้องๆสาขาอย่างได้ผลเลยอ่ะ ให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษด้วยน๊า

แถมเรื่องแปลกแต่จริงมาเล่าสู่กันสำหรับเรื่องนี้ เกิดขึ้นที่สาขาใดมิอาจบอกได้ เรื่องก็คือ เจ้าของบัตรประชาชนทำบัตรหล่นหาย วันดีคืนดีก็มีคนเก็บบัตรได้มาขอเปิดบัญชีออมทรัพย์พร้อมบัตรATM แล้วก็ใช้บัญชีนั้นเรื่อยมาเกือบสองปี วันดีขึ้นดี เจ้าของบัตรตัวจริงมาเปิดบัญชี ปรากฎว่าไม่สามารถเปิดได้ เพราะข้อมูลไม่ตรงกันกับบัญชีที่เดิมที่เคยเปิดไว้ สรุปคือ ไอ้ตัวปลอมมาเปิดบัญชีได้ ส่วนตัวจริงเปิดไม่ได้ ฮามั๊ยค๊าบบบ ตัวเธอผู้ทำรายการ 55555

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปกป้อง อ่ะไม่ผิด แต่ปกปิดเนี่ย ไม่รอดดดด ค๊าบบบ

บางครั้งที่มีเวลาว่าง(ซึ่งแทบจาไม่มีเรย) เคยมานั่งคิดว่างาน Fraud บางทีจะว่าเครียดก็เครียดนะ แต่ในบางมุมเรื่องฮาก้อไม่น้อย ไม่ใช่จากไหนหรอกครับ ก็จากน้องๆนี่ล่ะครับ เวลาโดนเรื่องก็เครียดกันซ้า ข้าวปลากินไม่ลง พอบอกว่าเด๊วFraud เลี้ยงข้าวเอง พวกซัดไม่เลี้ยงเรย คนละสองสามจานขนมอีกต่างหาก งงเรย สงสัยจะเครียดลงกระเพาแฮะ!!!


หลายๆครั้งที่ได้พบว่า เวลาเกิดเหตุแล้ว Fraud ต้องไปสอบปากคำน้องๆ จะมีผู้บริหารสาขามาคอยให้กำลังใจน้องๆเค้า อันนี้รู้สึกชื่นชมในความห่วงใยที่ผู้บังคับบัญชามีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา บางทีออกแนวปกป้อง น้องเค้าไม่ผิด น้องเค้าไม่ผิด ทั้งๆที่ตัวผู้บริหารเองก็เพิ่งย้ายมา ชื่อน้องเค้ายังจำไม่ได้ บ้านช่องก้อไม่เคยรู้ว่าอยู่ไหน แต่ที่ออกตัวไว้ก่อน คือ “น้องช้านไม่ผิดนะ” บางทีได้ยินก็ขำเหมือนกันนะ เพราะเรื่องลึกๆที่เราไปสืบมาก้อรู้อยู่แล้วว่าน้องเค้าผิดเต็มๆ แต่ด้วยสปิริตผู้บริหาร ปกป้องลูกน้องไว้ก่อน ขอชื่นชมละกันนะครับ แต่ความจริงก็คือความจริงครับ มันหนีFraud ไม่พ้นหรอกครับ ถ้าจะเปรียบไปแล้ว เรื่องจริงก็เหมือนน้ำตาล ส่วนFraud ก็เหมือนมด ไม่ต้องห่วงนะครับ น้ำตาลอยู่ไหน มดหาเจอชัวร์ ค๊าบบบ

เมื่อเร็วๆนี้ ได้พบเรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ปกติเจอแต่ ผู้บริหารสาขาปกป้องเด็ก แต่กลับเจอเรื่อง ตัวเองเป็นสั่งแท้ๆ แต่กลับให้เด็กรับผิดคนเดียว เพื่อปกปิดความผิดตัวเองที่เป็นคนสั่ง รู้สึกไม่ประทับใจเป็นครั้งแรกตั้งแต่ทำงานมาครับ เพราะที่สัมผัสมาตั้งแต่แรกเข้า บ้านเราอบอุ่นมาก ไม่ค่อยเรียกชื่อจริงจะถามแต่ชื่อเล่นกัน เพื่อความเป็นกันเองในครอบครัว พอมาเจอเรื่องนี้ก็ทำให้นึกเห็นใจน้องๆที่สาขามาก หลายครั้งหลายหนที่ต้องทำอะไรเพราะคำสั่ง ซึ่งบางทีตัวเองก็เข้ามาใหม่ รู้ว่าที่ทำก็น่าจะผิดระเบียบแต่ก็ต้องทำเพราะเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา น่าเห็นใจครับ ถ้าไม่ทำตามก็อาจจะได้รับผลกระทบต่อหน้าที่การงานได้ จริงๆเรื่องนี้มีทางออกนะครับ ได้ถามผู้รู้หลายท่านที่พอมีประสบการณ์มาแล้ว ก็คือ ให้น้องๆโทรแจ้ง 3xxx ให้บันทึกไว้ก่อนก็ได้ ว่าได้รับคำสั่งให้ทำแต่รู้ว่ามันผิดระเบียบ แล้วตอน Fraudไปสอบก็ให้แจ้งด้วยว่าเคยแจ้งให้3xxx บันทึกไว้แล้ว อย่างน้อยก็ช่วยยืนยันถึงเจตนาเราได้นะ


น้องๆก้อคงสงสัยกันต่อใช่มั๊ยครับ ว่า แล้วทำไมช้านต้องรับผิดคนเดียวเนี่ย ท้างๆที่ทำตามคำสั่งผู้มีอำนาจ ในแง่กฎหมาย แล้ว การทำผิดตามที่สั่ง แล้วแจ้ง 3xxx ก็ไม่ได้ทำให้น้องๆรอดตัวไม่ต้องรับผิด 100% หรอกครับ แต่ข้อดีก็คือ ทำให้คนสั่งการมารับโทษร่วมกันได้ครับ สั่งให้คนอื่นทำก็ต้องรับโทษเสมือนเป็นตัวการทำเองครับ

อ้อ แล้วที่น้องๆต้องทำตามคำสั่งทั้งๆที่รู้ว่าทำผิดระเบียบ เนี่ย พอจะเทียบเคียงกฎหมายว่าด้วยกระทำผิดด้วยความจำเป็น เพราะอยู่ในที่บังคับ(ในสาขาเดียวกัน) หรือไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้ อันนี้ต้องพิสูจน์ให้ได้นะครับว่า ไม่สามารถหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนได้จริงๆไม่ง้านก็ไม่รอดอยู่ดีคับ


ปล นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ยังไงยังไง ทำก็ตามที่ ใจสั่งมา ดีกว่า นายสั่งมา ค๊าบบบบบ ทำบุญทำทานเยอะๆ จะได้เจอเจ้านายดีๆนะน้องงง (เหมือนพี่งัย อิอิอิ)

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทริคในการเซ็นต์ชื่อลงเวลาทำงาน

จากการเข้าไปเยี่ยมชมตามสาขาต่างๆ มีข้อห่วงใยมาฝากในเรื่อง การลงเวลาทำงานด้วยครับ เนื่องจากกรณีมีเหตุผิดปกติเกี่ยวกับการทำงาน แล้วต้องมีการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งหากมีการลงรายละเอียดต่างๆไว้ครบถ้วน ก็อาจทำให้ตัดประเด็นข้อสงสัยในตัวเราได้ จึงมีทริคมาฝากดังนี้ครับ
1. ลายเซ็นต์ที่ใช้ในการลงเวลาทำงาน ไม่ควรเหมือนกับ ลายเซ็นต์ที่เราใช้เซ็นต์เอกสารที่สลิป ต่างๆในแต่ละวัน เนื่องจาก ในสลิปเป็นการเซ็นต์เอกสารแบบย่อ ทำให้ถูกปลอมได้ง่าย หากเรามาใช้ในการลงเวลาด้วย บางวันที่เราไม่ได้มาทำงานอาจถูกเซ็นต์แทนได้ (โดยเฉพาะวันที่มีเรื่อง....)
2. ในช่องหมายเหตุ ควรใส่รายละเอียดของวันนั้นว่า เราปฏิบัติหน้าที่อะไร ที่ไหน เช่น เป็น AT ที่เคาท์เตอร์ High ช่อง 2 ก็ควรใส่ AT High 2 แล้วเซ็นต์ชื่อกำกับอีกที เพื่อประโยชน์ในการยืนยันตัวเราเองว่า ทำหน้าที่อะไร นั่งตรงไหน หากเกิดเรื่องที่ เคาท์เตอร์อื่น เราก็รอด 555
3. ในวันรุ่งขึ้นควรตรวจดูย้อนหลังว่า ในการลงเวลาทำงาน พนักงานที่มาทำงานลงชื่อครบหรือไม่ และผู้จัดการสาขาหรือผู้ช่วยได้เซ็นต์ตรวจรับรองความถูกต้องในการมาปฏิบัติงานหรือยัง เพราะคนที่ไม่ได้ลงชื่อส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาตลอด ทำให้พวกที่ลงชื่อไว้แล้วเดือดร้อนไปด้วย

ปล. ทริคเล็กน้อยแค่นี้ ปฏิบัติง่าย แต่ให้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เวลาเกิดเรื่อง เรารอดตลอดครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เด็ดขาดดดด

สัญญาณอันตราย เมื่อลูกค้าขอสำเนาสลิป

น้องๆที่อยู่สาขา ขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เมื่อลูกค้ามาขอสำเนาสลิปการทำรายการ โดยเฉพาะรายการถอนเงิน หรือการจ่ายเช็ค มีเทคนิคป้องกันตัวเล็กน้อยมานำเสนอ ครับ
1. ให้ลูกค้าทำเป็นหนังสือมาขอ
2. ค้นหาสลิปที่ลูกค้าต้องการ แล้วรีบปรึกษาหัวหน้าธนกิจ อย่างน้อย 1 คน เพื่อหาตัวหาร เอ๊ย หารือ เพราะพี่เค้าจะมีประสบการณ์มากกว่า
3. ตรวจสอบลายเซ็นต์ที่ใบสลิปโดยเรียกการ์ดตัวอย่างลายเซ็นต์มาเปรียบเทียบ หากมีลักษณะแตกต่างกันมาก นั่นหมายความว่า งานเข้า ให้รีบปรึกษาผู้ช่วยฯ หรือผู้จัดการเพื่อเตรียมรับหน้า เอ๊ยรับมือลูกค้า
4. โทรหา FRAUD เป็นการด่วน พร้อมเตรียมเอกสารที่ลูกค้าขอและสลิป พร้อมการ์ดตัวอย่างลายเซ็นต์เพื่อให้ FRAUD ตรวจดู
5. ก่อนจะส่งสำเนาสลิปให้ลูกค้า ถ้าไม่ได้ปรึกษา FRAUD ให้ทำ INCIDENT อย่างด่วนจี๋

ปล. ถ้าวันรุ่งขึ้น FRAUD เข้าไปที่สาขา นั่นหมายความว่า .........(ตัวใครตัวมัน อิอิอิ)

เมื่อลูกค้า(ตัวปลอม)มาเปิดบัญชีใหม่ ค๊าบบบบ

ช่วงนี้ มีมิจฉาชีพหลายรูปแบบนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการนำบัตรประชาชนคนอื่นมาเปิดบัญชี น้องๆหลายๆสาขาขอคำแนะนำมา ก็เลยมีเทคนิคการตรวจสอบบุคคลมานำเสนอครับ โดยปกติแล้วบุคคลที่ปลอมตัวมาอาจจะเก็บบัตรประชาชนได้ แล้วก็พยายามแต่งกายให้คล้ายกับรูปในบัตรมาเปิด ซึ่งหากดูผิวเผินก็คล้าย แต่ก็มีเทคนิคในการตรวจสอบอย่างง่ายๆ ให้ลองปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวนะครับ

1. นำบัตรประชาชนไปถ่ายสำเนา โดยให้ผู้ขอเปิดบัญชีกรอกรายละเอียดส่วนตัวไปพลางๆ หากผู้ขอเปิดไม่กล้ากรอกเพราะกลัวกรอกรายละเอียดผิด ก็น่าจะระวังเป็นพิเศษ
2. ลองขอตรวจดูใบขับขี่หรือบัตรอื่นประกอบ ว่านอกจากบัตรประชาชนแล้วยังมีบัตรอื่นอีกหรือไม่ แล้วลองสอบถาม วัน เดือน ปีเกิด กรุ๊ปเลือด โดยไม่ให้ผู้ขอเปิดตั้งตัว เพื่อเช็คเอกลักษณ์บุคคล
3. ก่อนเปิดบัญชีทุกครั้ง ควรคีย์เลข 13 หลักเพื่อหาข้อมูลการเปิดบัญชีว่าเคยเปิดบัญชีมาก่อนหรือไม่ เพื่อความชัวร์ลองคีย์ชื่อ นามสกุล ค้นหาข้อมูลเก่าด้วยนะครับ เคยเจอมาแล้วว่า คีย์เลข 13 หลักไม่มีข้อมูล แต่คีย์ชื่อนามสกุลกลับมีการเปิดเฉยเรย พอดูวันเดือนปีเกิด ก็วันเดียวกัน แสดงว่าต้องมีครั้งใดครั้งหนึ่งเป็นการปลอม
4. แจ้งหัวหน้าธนกิจ หรือผู้ช่วยฯ ผู้จัดการ เพื่อตรวจสอบใบหน้าจริง กับในบัตรอีกครั้งว่า คล้ายกันหรือไม่ หากไม่ชัวร์จริงๆ แต่ลูกค้ายืนยันก็เปิดบัญชีไปก่อน แล้วรีบแจ้งให้ FRAUD ทราบว่าเป็นบัญชีต้องสงสัยเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคล

ปล. ว่างๆก็เข้า google แล้วลอง search อีเมลที่ลูกค้าให้ไว้ กับ เบอร์โทรว่าตรงกับที่ให้ไว้ในใบคำขอเปิดหรือป่าวนะครับ ถ้าตรงแสดงว่าตัวจริง แต่ถ้าไม่ตรงก็ยังไม่แน่ อาจเป็นได้ทั้งจริงและปลอม

น้องๆสาขาค๊าบ คนไว้ใจกับคนใกล้ตัว น่ากัวพอๆกานเรยค๊าบบบบ

ระยะหลังๆมีเคสที่เกิดขึ้นแล้ว มาจากสาเหตุเดียวกัน คนไว้ใจหรือคนใกล้ตัว เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังคับ

เรื่องแรก
มีลูกค้าระดับไอซียู คือ ฉันเห็นเธอเมื่อไหร่เป็นต้องได้รับสิทธิพิเศษตลอด แทบจะต้องปูพรมเข้าสาขา มาทำรายการโดยพกคนใกล้ชิดมาด้วย ซึ่งแน่นอนค๊าบลูกค้าผู้มีอำนาจไปนั่งห้องรับรอง คนใกล้ชิดเดินเอกสารให้ วันดีคืนดี มาบอกว่า ตัวเองไม่ได้มา พนักงานสาขาทำรายการไปได้งัย งงมั๊ยค๊าบน้อง เพราะในกล้องวงจรปิดก็เห็นแต่ คนใกล้ชิดมาเป็นคนทำรายการ แต่ในสลิป เซ็นสองช่อง คือ ช่อง เจ้าของบัญชี กับ ได้รับเงินครบถ้วนแร้ว แกถามว่า ผู้มีอำนาจไม่ได้มาและไม่มีการมอบฉันทะ อนุมัติรายการได้งัยอ่ะคะ งานนี้เล่นเอาน้องๆสาขาหนาววูบ นั่งนับสลิปกันหญ่ายว่าจาต้องสมทบทุนกันเท่าไหร่ สรุปแล้วคือ คนใกล้ตัวลูกค้าทำลูกค้าเองแล้วฟาดงวงฟาดงามาหาแบงค์
โชคดีที่ FRAUD เข้าระงับความเสียหายไว้ให้ได้ น้องๆเรยรอดตัวกันไป

เรื่องที่สอง
คนใกล้ชิดพนักงานขอให้เปิดบัญชีให้ ด้วยความไว้ใจก็เปิดให้ แต่โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาตรวจเอกสารตอนเย็นหลังสาขาปิด แล้วพบว่า ภาพถ่ายบัตรประชาชนในใบคำขอเปิดค่อนข้างจาง จึงได้ตรวจสอบไปยังเบอร์โทรที่ให้ไว้ในคำขอเปิด ปรากฎว่ามีผู้รับสายบอกว่าไม่ใช่เจ้าของบัญชี เมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชี พบว่ามีเช็คมาเข้าสองแสนกว่าในวันเปิด ที่สำคัญคือ เจ้าของเช็คไม่รู้ว่ามีเช็คมาเข้าบัญชี ผู้บังคับบัญชาท่านนั้นจึงได้ FREEZ บัญชี สามารถระงับความเสียหายไปได้ แต่น้องคนเปิดบัญชี งานเข้า เรย โชคดีที่ไม่มีความเสียหาย ผู้บังคับบัญชาท่านนั้นไหวพริบเยี่ยมจิง ขอชม ออกสื่อเรยคับ

เรื่องที่สาม
ลูกหลานของลูกค้านำบัญชีลูกค้ามาถอนเงิน เห็นกันบ่อยๆรู้ว่าทำไม่ได้ แต่ก็เพื่อเป็นการบริการ เลยทำรายการให้ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าของบัญชีก็มาสาขาแล้วบอกไม่รู้เรื่อง งานเข้าอีกแล้วคับท่าน
ปล. โทรตรวจสอบกับเจ้าของบัญชีกันหน่อยนะคับพี่น้อง จะได้ไม่เสียวสันหลังกันเวลาเจ้าของบัญชีมาสาขาค๊าบบบบ ถ้าโทรไม่ติดแนะนำให้ปฏิเสธค๊าบ มีกรณีตัวอย่างเคสที่จะเล่าต่อไปคับ

เรื่องที่สี่(เรื่องนี้พาดหัวข่าวไทยรัฐหน้าแรก)
เจ้าของบัญชีถูกฆ่าตาย โดยก่อนลงมือฆ่าคนร้ายให้เซ็นต์สลิปถอนเงินและเซ็นมอบฉันทะ จากนั้นได้นำสลิปใบถอน บัตรประชาชน สมุดบัญชีมาถอนเงิน โชคดีที่ผู้บริหารสาขาโทรหาเจ้าของบัญชีแล้วไม่มีคนรับ เลยแบ่งรับแบ่งสู้ถ่วงเวลาจนตำรวจตามมาที่สาขา แล้วสามารถจับคนร้ายได้คาสาขา เยี่ยมยุทธจริงๆ ขนาด FRAUD ยังยกนิ้วหัวแม่มือให้สองหัวเลยคับ (จะยกมากกว่านี้ก็เกรงใจ ค๊าบพี่น้อง)

เรื่องที่ห้า
เป็นคนรู้จักมักคุ้นในที่สาขา นำเช็คมาเข้าบัญชี แต่เป็นเช็คคนอื่นและเข้าบัญชีคนอื่น ด้วยความคุ้นเคย ขนาดไม่รู้เลขที่บัญชียังช่วยหาให้ เพราะไม่คิดว่าคนสนิทจะคิดไม่ซื่อ หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงดวงตก วันรุ่งขึ้นลูกค้ามาแต่เช้า งานเข้าคับพี่น้อง!!! โชคดีที่คนสนิทยังยอมโอนเงินคืนมาให้ ม่ายง้าน นอกจาก เสีย self แล้วยังต้องมาเสียตังค์กับคนสนิทคิดไม่ซื่ออีก 2 เด้งเรย


ปล. นิทานห้าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปฏิบัติตามกฎระเบียบตามที่ได้รับการอบรมมา ปลอดภัยที่สุดค๊าบพี่น้อง เคราะห์หามยามซวย ช่วยอารายกันไม่ได้เลยค๊าบ

EC ไม่ EASY อย่างที่คิดนะค๊าบ

เมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับน้องที่สาขาที่เคยเกิดเหตุ EC รายการ ด้วยความเจ้าเล่ห์ของลูกค้า ก็นำเรื่องราวมาฝากกันครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า ช่วงเช้า ลูกค้า(เป็นร้านขายสินค้า) มาทำรายการโอนเงินให้โรงงานผลิตสินค้า พอน้องที่สาขาทำรายการเสร็จ ก็คืนสำเนาสลิปการโอนเงินให้กับลูกค้าไป หลังจากนั้นช่วงบ่าย ลูกค้าคนเดิม ก็มาที่สาขาแล้วแจ้งว่า ขอยกเลิกรายการ เนื่องจากโรงงานไม่มีสินค้าจึงยกเลิกการสั่งซื้อ โดยจะขอเงินคืนจากสาขา อาจจะเป็นเพราะน้องคนที่ทำรายการดวงไม่ค่อย นึกยังไงก็ไม่ทราบทำยกเลิกรายการแล้วคืนเงินให้ โดยหัวหน้าก็ใส่ SUP ให้ด้วย(คงดวงตกทั้งคู่ 555) แล้วลูกค้าก็กลับบ้านไป
ต่อมาอีกสามเดือน โรงงานก็โทรมาโวยวาย สาขาว่า มีรายการแสดงยอดเงินโอน หายไป 1 รายการ แล้วเงินก็หายไปจากบัญชีด้วย ขอให้สาขาตรวจสอบด้วย งานเข้าล่ะคับ พี่น้อง
สืบสวนราวเรื่องก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ลูกค้าที่มาทำรายการโอนช่วงเช้า หลังจากได้สำเนาสลิปไป ก็ส่งแฟกซ์ไปแจ้งให้โรงงานทราบว่า ได้โอนเงินค่าสินค้าให้แล้ว พอโรงงานเช็คยอดเงินเรียบร้อยก็ออกไปส่งสินค้าให้ ลูกค้าเจ้าเล่ห์ดังกล่าวก้อเลยมาขอยกเลิกรายการ และรับเงินคืนจากสาขาไป เท่ากับได้สินค้าไปโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่คนที่ต้องจ่ายเงินแทนงานนี้ก้อคงไม่ใช่ใครอื่น น้องที่ทำยกเลิกรายการ นั่นล่ะครับ

กรณีอย่างนี้ น้องๆไม่ควรทำรายการยกเลิกให้นะครับ ควรจะให้ ลูกค้าติดต่อกับโรงงานให้ทำเรื่องโอนเงินคืนกันเอง เพราะรายการที่ทำไปแล้ว หากไม่มีเอกสารการแสดงความประสงค์ของลูกค้าให้ทำรายการ คนที่รับผิดชอบในการยกเลิกก็ คือ คนทำรายการเต็มๆนะครับ


ปล. โชคดีที่พระเจ้ายังเมตตา หลังที่ FRAUD เข้าไปดำเนินการแล้ว ลูกค้ายอมคืนเงินให้ ก็ทำให้น้องๆรอดตัวกันหวุดหวิด

ปากกามหัศจรรย์ อันตรายมากค๊าบ พี่น้อง

เมื่อวานมีสาขาแจ้งมาว่า ลูกค้าได้ใช้ปากกาชนิดพิเศษมาเขียนถอนเงินในสลิปใบถอน หลังจากทำรายการได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว หมึกที่ใช้เขียนบนสลิปใบถอน ได้จางหายไป โชคดีที่ลูกค้ายังไม่ออกไปจากสาขา จึงขอให้ลูกค้าเขียนใหม่ แต่ลูกค้าปฏิเสธไม่เขียนให้ใหม่ แต่ด้วยไหวพริบของน้องที่สาขา ได้นำสลิปไปส่องดูกับไฟอินฟราเรดที่ใช้ดูตัวอย่างลายเซ็นต์ จึงเห็นร่องรอยการเขียนและลายเซ็นต์ และให้ลูกค้าเขียนใหม่ด้วยปากกาลูกลื่น ลูกค้าจำนนด้วยหลักฐานจึงเขียนให้ใหม่อีกครั้ง

แจ้งเตือนมายังน้องๆที่สาขา สังเกตด้วยนะครับว่า ถ้าไม่ใช่หมึกที่เขียนโดยปากกาลูกลื่นให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ  


ปล. มีทริคเล็กน้อย ให้ลูกค้าใช้ปากกาลูกลื่นเซ็นต์ชื่อบนสลิปช่องได้รับเงินครบถ้วนแล้ว อีกครั้งก็จะดีนะครับ

หน้าไม่ให้ แต่ใช้แบงก์ดอลล่า

ได้ฟังข่าวการจับกุมโจรลักรถฟอร์จูนเนอร์ นึกชื่นชมผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ตำรวจจับโจรลักรถได้ แต่ประทับใจตรงการใช้ไหวพริบและปฏิภาณของตำรวจมากกว่า เรื่องมีอยู่ว่า ตำรวจตั้งด่าน แล้วมีรถฟอร์จูนเนอร์ขับผ่านมาที่ด่าน ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับขี่ก็มีให้ดู ไม่สังเกตเห็นอาการพิรุธของคนขับแต่อย่างใด แต่ตำรวจมาติดใจตรงที่ หน้าตาบ้านๆ แบบนี้ ขับรถฟอร์จูนเนอร์ เรยยยเหรอออ ก็เลยขอตรวจดูรถ ผลปรากฎว่า พบว่าตรงกุญแจสตาร์ทรถถูกงัด และต่อสายตรง จึงจับกุมตัวคนร้ายได้สอบสวนก็ให้การรับสารภาพ

ไหวพริบปฏิภาณโดยใช้หลักสังเกต ภายใต้แนวคิดที่ว่า หน้าไม่ให้ นี้ ก็มีกรณีตัวอย่างของ case ที่เคยเจอครับ คือ มีลูกค้าเป็นวินมอไซค์นำธนบัตรดอลล่าร์ มาแลกเงินที่สาขา ถ้าเราใช้หลักที่ว่า หน้าไม่ให้ แต่ใช้แบงก์ดอลล่าร์ มาสังเกตดูแล้ว เป็นไปได้ยากมากที่วินมอไซค์จะใช้แบงก์ดอลล่าร์ต่างประเทศ เพราะค่าโดยสารเต็มที่ก็ประมาณสามสิบสี่สิบบาท อีกทั้งวินมอไซค์ก็คงไม่ได้มีความคุ้นเคยที่จะรับแบงก์ต่างประเทศ ถ้าเป็นกรณีสาขาที่อยู่แหล่งท่องเที่ยวที่มีฝรั่งเยอะก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นสาขาห่างไกลจากชาวต่างชาติ ก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะที่เคยเจอขนาดสาขาไปซื้อปากกาตรวจแบงก์ปลอมมาตรวจแล้วก็ไม่ปรากฎสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นแบงก์ปลอม มารู้อีกทีก็ตอน ศูนย์รับแลกแจ้งให้ทราบว่า ปลอม


ปล. ที่สำคัญหากมีการดำเนินคดี ก็จะต้องดำเนินคดีกับวินมอไซค์คนที่มาแลก ซึ่งผมค่อนข้างเป็นห่วงในประเด็นข้อต่อสู้ที่ว่า ขนาดพนักงานแบงก์ยังดูไม่ออกว่าเป็นแบงก์ปลอม แล้ววินมอไซค์จะรู้ได้งัย ท่านผู้รู้มาช่วยแชร์ประสบการณ์การดูแบงก์ปลอมกันหน่อยนะครับ

หลักง่ายๆในการตรวจสอบลายเซ็นต์เหมือน

วิธีการดูลายเซ็นต์ว่า คล้าย หรือไม่ เพื่อใช้ประกอบในการเบิกถอน หรือเปรียบเทียบว่า เจ้าตัวเซ็นต์เองหรือไม่ มีหลักง่ายๆมาแนะนำครับ

1. ถ้าลายเซ็นต์ตัวอย่าง กับ ตัวที่เซ็นต์มาในสลิป เหมือนกันเป๊ะ ทั้งขนาด (วัดจากอักษรตัวแรกถึงตัวสุดท้าย) ความสูงก็เท่า ปลอมชัวร์!!!! (เพราะมันต้องก๊อปหรือสแกนมาจากต้นฉบับ ถึงได้เท่ากันเป๊ะ)
2. ให้สังเกต ลักษณะจุดพิเศษของลายเซ็นต์ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม จุด ประ ของลายเซ็นต์ต้นแบบ ว่ามีหรือไม่ แล้วเปรียบเทียบกับตัวที่เซ็นต์สลิปว่ามีหรือไม่ ถ้ามี ลักษณะวงกลมก็จะน่าจะมีความกลมใกล้เคียงกับต้นฉบับ หรือถ้าสามเหลี่ยม ก็ควรจะเป็นสามเหลี่ยมที่มีองศาแต่ละมุมใกล้เคียงกัน
3. มีขีดเส้นใต้ลายเซ็นต์ ให้สังเกตลักษณะเส้นว่า ตรง เฉียง หรือลากเส้นยาว มีจุดตอนท้าย หรือลากยาวท้ายตวัดลง ก็ควรจะคล้ายกันต้นฉบับและลายเซ็นต์ในสลิป

4. ถ้าดูยากจริงๆ ก็มีทริคเล็กน้อยคือ ให้คนที่แสดงตัวมาถอน เขียนชื่อจริงตัวบรรจง เพราะไม่มีมนุษย์ที่ไหนเขียนชื่อนามสกุลเองผิดหรอครับ

5. หากยังไม่แน่ใจ ขอดูบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ ประกอบเรย ไม่ต้องเกรงใจว่าเป็น HOME BRANCE ขอดูไปเหอะ เพื่อความปลอดภัยของเรา

ปล. ถ้า 5 ข้อข้างต้นยังไม่ได้ผล ก็หาตัวหาร เอ๊ย ผู้ชำนาญระดับหัวหน้าขึ้นไปมาช่วยดูอีกทีนะครับ ช่วยได้แค่นี้จิงๆ 555

นับตังค์ระวังนะค๊าบบบบพี่น้อง

พักนี้มีน้องๆเงินขาดกันบ่อยๆ ไม่โต๊ก(ชอบคำนี้จิงๆ ไม่รู้ใครบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา สงสัยตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานแระ) หลักร้อยยังพอทน หลักพันก็พอไหว หลักหมื่นขึ้นไปนี่ลมจะจับ ถ้าเป็นหลักแสนก็วันรุ่งขึ้นได้พบกันแน่ๆ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ในห้าง สาเหตุใหญ่ๆก้อมักจะมาจากเหตุหลักไม่กี่รายการ ที่ฮิตมากก็
- มีลูกค้ามาขอแลกตังค์
- ลูกค้าเอาเงินสดมาฝากในจำนวนที่เยอะ(หมายถึงธนบัตรเยอะนะ ไม่ใช่มูลค่าเงิน)
- คีย์รายการก่อน ส่งเงินกันทีหลัง (อันนี้อันตรายต่อสถานภาพพนักงานมากกกกก)
- นอกจากนี้ก็มักจะเป็นเรื่องการทุจริตแล้วล่ะคับ

มีเทคนิคการหาตังค์เวลาตังค์ขาดมาฝากอ่ะคับ เวลาตังค์ขาดจะได้สามารถหาเบื้องต้นได้ ไม่ต้องตกใจ
1. ตรวจดูในลิ้นชักทุกเคาท์เตอร์ โดยดึงลิ้นชักออกมาให้สุด ยกช่องเก็บเงินดู ธนบัตรอาจจะตกหล่นได้
2. บางทีอาจมีพวกสมุดบันทึก กระเป๋าตังค์เราวางทับอยู่ ให้ยกออกให้หมด
3. ถ้าไม่เจอก็ต้องมาตรวจสลิปเงินฝาก สลิปถอน pay in สลิป ว่ามีรายการใดคีย์ไว้แล้วยังไม่ได้รับส่งตังค์หรือไม่
4. ไม่พบอีก ทีนี้ก็ต้องมาดูยี่ต๊อกกันล่ะคับว่า มีธนบัตรอะไรบ้างในแต่ละวัน ถ้าไม่ได้ทำยี่ต๊อกหรือทิ้งไปแล้ว ก็อาการหนักแระ
5. สุดท้ายไม่เจอจริงๆก็ต้องกล้องวงจรปิดล่ะคับ แต่ปัญหาที่มักพบบ่อยๆ เวลาเข้าไปดูให้ที่สาขาก็คือ ศีรษะหรือกาบาลน้องๆนี่ล่ะคับ มักจะบังกล้อง CCTV โดยเฉพาะน้องๆที่ชอบยืนเวลานับตังค์อ่ะ บังมิดเรย แล้วเพ่จะไปเห็นได้ยังงาย
เข้าใจว่า 5 ข้อนี้ ถ้าไม่มีการทุจริตก็น่าจะหาเจอครับ แต่ถ้าหาไม่เจอก็ยังเพิ่งสรุปว่ามีการทุจริตนะครับ ตั้งพักไว้ แล้วก็โทรแจ้งเครือข่าย ทำincident มา เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยหาให้กันหลายทีมเลยค๊าบ

แต่ที่จะบอกกล่าวเล่าฟังกันในที่นี้ก็คือ อยากจะเตือนไว้สำหรับ เวลาลูกค้ามากันเยอะๆแล้วต้องรีบทำรายการ เพราะลูกค้าจะแสดงสีหน้าได้กดดันมากๆ ปัญหาที่พบบ่อยๆก็คือ
1. ลูกค้ามาขอแลกเงินแล้วหยิบผิดแหนบ เช่น จะหยิบแหนบแบงก์ยี่สิบ เป็นหยิบแหนบแบงก์พันไปให้ (ไม่ขำนะครับ มีมาแร้วลูกค้าสู้คดีด้วยว่าไม่ได้เอาไป)
2. นับเงินแล้วรวมกอง ไม่แยกตามรายการ อันนี้ก็พบบ่อย
3. ลูกค้าสับขาหลอก ทีแรกวางปึ้งแบงก์พัน แล้วขอเปลี่ยนเป็นแบงก์ร้อย หรือแบงก์อื่นหลายๆครั้ง
4. มีแบงก์สอดไส้ คือเอาแบงก์กาโม่ หรือ กระดาษเปล่าใส่ให้เราใส่เครื่องนับ ต้องระวังด้วยนะครับ ถ้าไม่เยอะมากก็นับมือดีกว่าแล้วปั่นอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าน้องๆปฏิบัติตามที่ได้อบรมมาเชื่อว่าไม่น่าจะผิดพลาดค๊าบบบบ
ที่สำคัญที่สุดควรดูด้วยว่ากล้องวงจรปิดสามารถเห็นการนับเงินได้หรือป่าว เพราะถ้ากล้องจับภาพไม่ได้เพราะตัวพนักงานบัง ก็สุดความสามารถจิงๆนะครับ

ปล. ยังมีวิธีการหาเงินขาดอีกหลายวิธีซึ่งเป็นเทคนิคชั้นสูง แต่เป็นความลับทางราษฎร ครับ ไม่สามารถบอกได้จิงๆ เกรงว่ามิจฉาชีพจะรู้ความลับค๊าบบบบ

เวฟ แล้ว แว๊บบบบ ระวังนะค๊าบบบบ

ช่วงนี้งานเข้าติดๆกันเยอะครับ เลยห่างหายกันไปบ้างนะครับ มีข้อน่าห่วงใยเรื่องนึง ซึ่งผมก็ไม่เคยทราบมาก่อนเหมือนกันครับ ว่า ค่าธรรมเนียมเปิดบัตร ATM นี่เค้าสามารถ ยกเว้นค่าธรรมเนียมกันได้ หรือที่เรียกกันตามภาษาน้องๆสาขาว่า เวฟ นั่นแหระคับ ปัญหาไม่ได้ดูอยู่ที่การเวฟ เพราะเท่าที่ซักถามจากผู้รู้แล้ว เป็นอำนาจของผู้บริหารสาขามีอำนาจให้การเวฟได้ แต่ก็เชื่อว่าน่าจะอยู่บนพื้นฐานความจำเป็นแห่งการ เวฟ คือ เพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าค่าธรรมเนียม ซึ่งธนาคารควรจะได้รับ นั่นหมายความว่า ต้องมีคำตอบที่น่าฟังได้นะครับ ว่า เวฟ ไปแล้วธนาคารได้ประโยชน์อะไร

แต่ปัญหาที่พบกลับเป็นการ เวฟ แล้ว แว๊บบบบ!!!! คือ เวฟ แล้วก็เงียบ ไม่เกิดประโยชน์กับทางธนาคารแต่อย่างใด ขอเตือนนะครับ!!! อันตรายต่อสถานภาพพนักงานมากค๊าบ น้องๆ ไม่จำเป็นอย่าเสี่ยงเด็ดขาด เก็บค่าธรรมเนียมไปตามระเบียบเถอะครับ ผมขอ!!

อ้อ!! แล้วถ้าเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมเต็ม แต่ เวฟ บางส่วนหรือทั้งหมด นี่ก้อ!!! นับถอยหลังเจอกันได้เลยค๊าบ


ปล. เชื่อเถอะค๊าบ ถ้าเวฟ แล้ว แว๊บบบบ เนี่ย มานแว๊บบบ ปายหนาย FRAUD หาเจอหมดแหระ ค๊าบบบบ เป็นห่วงจิงๆนะ จะบอกให้

สำเนารายการจดทะเบียนรถ สำคัญนะค๊าบ น้องลิสซิ่ง

มีน้องๆลิสซิ่งน้อยใจค๊าบ บอกไม่เห็นมีเรื่องลิสซิ่งมาลงบ้าง ก็จัดให้ตามคำขอค๊าบ จิงๆก็ไม่ใช่งานโดยตรง แต่ก็มักจะมีเคสมาขอความร่วมมือให้ช่วยดำเนินการมาบ่อยๆอยู่เหมือนกัน เคสที่จะหยิบยกขึ้นมาก็เป็นมหากาพย์ครับ สู้กันหลายภาค นำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาก็ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่เรื่องมาถึงผมก็มักจะเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ครั้นจะย้อนไปต้นเหตุก็คงไม่ทัน แต่ก็จะแนะนำกันไม่ให้พลาดกันตั้งแต่แรก เพราะเวลาแก้ไขนี่หัวหงอกไปหลายเส้นเรยแมทช์นี้ เรื่องของเรื่องก็เกิดจากสาเหตุนิดเดียวครับ

ขั้นตอนการซื้อรถ ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่ครับ แต่สิ่งที่ต้องใช้และที่ขาดไม่ได้ที่อยากฝากไว้สำหรับน้องๆที่ทำลิสซิ่ง ก็คือ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ ครับ อย่าเพิ่งชะล่าใจแค่ถ่ายสำเนามาประกอบในตัวเรื่องสัญญาเช่าซื้อนะครับ ถ้าเป็นไปได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ให้น้องๆไปคัดสมุดคู่มือจดทะเบียน เพื่อให้นายทะเบียนขนส่งรับรองสำเนาถูกต้องมาเก็บไว้ในมือตั้งแต่แรกด้วยนะครับ ทันทีที่สินเชื่ออนุมัติแล้ว มีการออกเช็คจ่ายดีเลอร์ไปแล้ว ได้ใบรับรถมาแล้ว ก็ไปจดทะเบียนรถให้เรียบร้อยแล้วขอคัดจากขนส่ง ให้รับรองสำเนาการจดมาเก็บไว้ในมือทันที มีเหตุมาจากเรื่องที่เล่าให้ฟังต่อไปนี้ครับ

นาย A อยากซื้อรถคันนึง ก็ไปที่โชว์รูม หลังจากได้รับคำแนะนำจากพริตตี้ประจำรถแล้ว ก็ตกลงใจซื้อ โดยจ่ายเงินดาวน์เป็นเช็ค ที่เหลือก็ขอสินเชื่อลิสซิ่งครับ ด้วยกระแสเงินสดและหน้าที่การงานของนาย A ก็ทำให้ได้รับอนุมัติอย่างไว ถอยรถป้ายแดงคันใหม่มาขับได้อย่างสบายใจ เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเช็คเงินดาวน์ของนาย A เด้ง คับ รถก็เอาไปแล้ว ลิสซิ่งก็จ่ายตังค์ให้โชว์รูมรถไปแล้ว งานเข้าเรยคับทีนี้ เพราะมันนำมาซึ่งการงอแงของโชว์รูมรถ เพราะเช็คเงินดาวน์เด้ง จิงๆไม่น่าจะเกี่ยวกับลิสซิ่งเรยคับ เพราะเราก็ทำถูกขั้นตอน ปัญหามาเกิดตอนขั้นตอนการจดทะเบียนรถคับ เพราะโชว์รูมติดต่อลูกค้าให้มาชำระเงินตามเช็คที่เด้งแล้วลูกค้าไม่มาจ่าย โชว์รูมรถก็เลยไม่ยอมให้ชุดจดทะเบียนแก่ลิสซิ่ง

เรื่องมันก็น่าจะจบอยู่ที่ ลูกค้าต้องขับรถป้ายแดงไปตลอด ตำรวจก็เรียกทุกครั้งสุดท้ายก็น่าจะยอมมาจ่ายเงินดาวน์แล้วก็จดทะเบียน ปรากฎว่าลูกค้ามีอิทธิฤทธิ์อภินิหารครับ สามารถไปจดทะเบียนได้เลขทะเบียนออกมา พระเจ้าช่วยกล้วยทอด โอ้จอร์จมันยอดมาก ทำได้ไงหว่า!!!! แต่ก็ทำมาแล้วครับ โชคดีที่น้องลิสซิ่งเราก็ไปขอคัดรายการจดทะเบียนนี้ไว้ เป็นที่มาของการพลิกผันคดีครับ เพราะรายการจดทะเบียนรถคันนี้ มี ลิสซิ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายA ถือสิทธิครอบครองด้วยสัญญาเช่าซื้อ

หลังจากนั้นไม่นานครับ อิทธิฤทธิ์อภินิหารของฝ่ายใดมิอาจทราบได้ อยู่ๆชื่อผู้ถือกรรมสิทธิก็เปลี่ยนไปเป็นของบุคคลอื่น โดยที่ลิสซิ่งเราไม่ได้ไปขอจดเปลี่ยนแปลง แม่เจ้า!!! อยู่ดีๆ รถเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไปได้เองคับ ที่สำคัญ ก็คือ สอบถามไปยังขนส่ง ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ขอเข้าพบนายทะเบียนก็ไม่มีโอกาสได้เข้าพบซักที เพราะท่านติดราษฎร เอ๊ย!! ราดชากาล ตาหลอดค๊าบบบบ (ไม่รู้ยุ่งอารายนักหนา) และแล้วงานก็มาถึงมือข้าพเจ้าอีกจนได้ค๊าบ โทษฐานที่เคยรู้จักมักคุ้นกับเสนาบดีฝ่ายคมนาคม

ทุกอย่างสามารถจบลงได้ด้วยดี ข้าพเจ้าสามารถทำให้นายทะเบียน เปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นชื่อ ลิสซิ่งเราได้อีกครั้ง หาใช่เพราะอิทธิฤทธิของกะพ๊มฝ่ายเดียว เพราะกะพ๊มมม มีอิทธิฤทธิแค่สามารถเข้าพบหัวหน้าขนส่งจังหวัดและนายทะเบียนได้เท่านั้น แต่ที่สามารถจดรายการข้อมูลกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องได้นั้น ก็เพราะ สำเนาสมุดคู่มือรับรองการจดทะเบียนที่ น้องลิสซิ่งเราไปคัดไว้ นั่นแหระคับ พอจามองภาพออกหรือยังคับ ว่า สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถที่มีการรับรองลายชื่อของนายทะเบียน สำคัญขนาดไหน ฝากน้องๆลิสซิ่งไว้ด้วยละกันนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด

ปล. คดีนี้จริงๆแล้วใหญ่โตและสร้างความเสียหายได้เยอะมาก แต่เนื้อหามิอาจนำมาเปิดเผยได้ เพียงแค่ต้องการชี้ให้น้องๆลิสซิ่งให้ความสำคัญกับ สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนที่มีนายทะเบียนรับรองสำเนาถูกต้อง ให้มากๆนะครับ

อ้อ!! แล้วไม่ต้องงงนะครับ ทำไมผมไม่พูดถึงเล่มทะเบียนจิง ถึงอยากรู้ ก้อไม่อยากให้ถาม อิอิอิ ถึงถามก็บอกไม่ได้ค๊าบบบ

หนูรวบเอง

เคสนี้ไปพบเข้าโดยบังเอิญ คือ ไม่ได้ตั้งใจจะตรวจขั้นตอนการบันทึกรายการของน้องๆหรอกครับ แต่ด้วยบังเอิญว่า มีประเด็นที่ต้องเข้าไปสืบสวน คือ ต้องท้าวความกันนิสนุง ว่า ลูกค้าเป็นบริษัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพ มีสาขาอยู่ต่างหวัด โดยเปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับให้สาขาต่างจังหวัดนำเงินค่าสินค้าฝากเข้าบัญชีทุกวัน แล้วส่งแฟกซ์ไปให้สำนักงานใหญ่ดู แต่มาเกิดเรื่องตรงที่ยอดเงินคงเหลือที่สำนักงานใหญ่บริษัท ไม่ตรงกับยอดที่สาขาบริษัทนำฝาก คืองานนี้ลูกจ้างของบริษัทโกงแหง๋ๆ แต่เพื่อความสบายใจของบริษัทลูกค้า ทางเราเลยอำนวยความสะดวกตรวจสอบให้ เพราะลูกค้ายืนยันว่ามาทำรายการโดยนำสมุดบัญชีออมทรัพย์ไปด้วยทุกครั้ง



งานนี้เลยต้องมาตรวจสอบการทำรายการกันย้อนหลังเพื่อยืนยันการทำงานของเราว่าโปร่งใสตรงไปตรงมาตลอด ปรากฎว่า เกือบงานเข้า เพราะไปเจอรายการที่ ฝาก No book หลายรายการ ทั้งๆที่เป็นวันเดียวกัน เล่นเอา Fraud เหงื่อหยดเรย นึกว่าเด็กเรามีเอี่ยวซะแร้ว โชคดีที่ลูกค้าไม่ได้ติดใจ เห็นการตรวจสอบยอดเงินและทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดจากลูกจ้างของลูกค้าเอง ก็ไปดำเนินการกับลูกจ้างของตัวเองฝ่ายเดียว



ส่วนรายการที่กล่าวถึงก็คือ ลูกค้ามาฝากเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์จำนวน 3 รายการ พร้อมนำสมุดคู่ฝากมาด้วย เข้าใจว่าน้องๆที่สาขา คงไม่อยากใส่สมุดเงินฝากทั้งสามรายการ เลยบันทึกรายการเป็น Nobook 2 รายการแรก ส่วนรายการที่ 3 ก็บันทึกเป็น มี book ซึ่งจะทำให้เห็นรายการเงินเข้าทั้ง 3 รายการ คงคิดว่าลูกค้าต้องการเห็นแค่ยอดเงินเข้าก็น่าจะจบ ประเด็นนี้ ถ้าไม่มีการต่อสู้ทางคดีว่า นำสมุดบัญชีมาทำรายการด้วยทุกครั้ง ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีการต่อสู้กันขนาดชี้ขาดผลคดี ก็ไม่อยากนึกนะครับ ว่าน้องๆจะโดนเอี่ยวด้วยขนาดไหน งานนี้โชคดีไป ที่กล้องวงจรปิดยังบันทึกภาพยืนยันว่าค้าทำรายการโดยมีสมุดและทำ 3 รายการรวด ยังไงก็ย้ำเตือนให้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดนะครับ จะได้ไม่ต้องมากุ้มใจ ไม่มี ล ลิง ค๊าบ ลิง จ๊าก จ๊าก เป็นห่วงนะ



ปล. งานนี้ Fraud เอาใจลูกค้าเป็นพิเศษค๊าบ เลยไม่ทันได้ติดใจการทำรายการนี้ น้องๆก็ทำบุญกันมาเยอะจริงๆ

KYC ดูดีๆมีรางวัล

น้องๆสาขาเคยตั้งข้อสังเกตมั๊ยครับว่า พอเลยระยะเวลาที่กล้องวงจรปิดจะสามารถเก็บบันทึกภาพได้ก็มักจะมีเรื่องเข้ามา และหลายๆครั้งที่มี case เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่หลงเหลือให้ตรวจหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็มักจะมีแค่สลิปฝากหรือถอน ใบคำขอเปิด ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเอกสารที่เกินความสามารถที่น้องๆจะจำเหตุการณ์ได้ งานนี้พวกพี่ๆก็มีหน้าที่มารื้อฟื้นความจำของน้องๆกัน ดูตั้งแต่ลายเซ็นต์ ข้อมูลระบบที่พิมพ์บนหัวสลิป พลิกหน้าพลิกหลัง ดูแล้วดูอีก เพื่อหาจุดที่จะรื้อฟื้นความจำน้องๆให้ได้ เพราะสถานภาพพนักงานจะอยู่หรือไปก็ขึ้นอยู่กับความจำนี่แหระ แต่ก็มักเป็นไปตามคาด
“เรื่องมันนานมาแล้วพี่”
“โห ลูกค้ามาทุกวัน ใครจะไปจำได้ว่าวันไหน”
“ถ้ามีภาพบันทึกกล้องวงจรปิดก็จบแล้ว”(แล้วมันมีมั๊ยล่ะ อิอิอิ)

แต่ก้ออีกนั่นแหระ ไม่มีอารายเกินความสามารถ FRAUD หรอกคับ เพราะคนเราเวลาทำอะไร ก็มักจะหลงเหลือหลักฐานให้สามารถติดตามมาปะติดปะต่อเรื่องจนได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือน้องๆที่ต้องบอกเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตอบคำถามตามระเบียบที่ต้องปฏิบัติ(ซึ่งมักจะไม่ค่อยปฏิบัติ รวบตาหลอด) และหลายๆครั้งเมื่อเปิดใจพูดสิ่งที่ปฏิบัติหน้างานกันจริงๆก็ทำให้ FRAUD สามารถคลี่คลายข้อเท็จจริงและรื้อฟื้นความจำน้องๆ ขึ้นมาได้ทำให้สถานภาพพนักงานยังคงอยู่ได้ต่อไป(555 ไม่เชื่อถามหลายๆสาขาดูว่าจิงอ๊ะป่าว ว่าพูดเรื่องจริงแล้วทำให้รอดตาย)
แต่ไปโดนเรื่องวินัยรึป่าว อันนี้ไม่รู้นะ ไม่เกี่ยวก๊ะ FRAUD !!!

จริงๆแล้ว เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ถ้าน้องๆยึด KYC (KNOW YOUR CUSTOMER) พิสูจน์ตัวตนของลูกค้าได้จริง หรือปฏิบัติอย่างจริงจัง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็คงไม่เกิด เช่น ดูบัตรประชาชนเป็นผู้ชายแต่คนมาทำรายการเป็นผู้หญิง ดูหน้าแล้วไม่เหมือน(ซึ่งไม่น่าจะแก่เกินบัตรกว่า 6 ปี) สิ่งที่มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนก็คือ จมูกครับ รองมาก็คาง แล้วก็หูครับ (ถ้าใครเคยดู โน้ส อุดมที่พูดถึงเรื่องการไปขอวีซ่า อเมกาแล้วต้องถ่ายรูปเห็นหู นี่ล่ะครับ!!! สิ่งที่สำคัญเพราะไม่ค่อยมีมนุษย์ที่ไหนไปทำศัลยกรรมหูครับ จึงให้เป็นตัวพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้ดี)

เมื่อเร็วๆนี้ มีการจับคนร้ายนำรูปตัวเองซึ่งอายุกว่าหกสิบปี ไปติดแทนบัตรประชาชนลูกน้องอายุสามสิบกว่าๆ แล้วมาขอเปิดบัญชี ซึ่งแน่นอนครับ ผลการเปิดบัญชีสำเร็จได้เลขบัญชีพร้อมสมุดออมทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย พี่ก็เชื่อครับว่าน้องๆ KYC กันมาแล้ว แต่อายุหกสิบกว่า กับ สามสิบกว่านี่ ยังให้ผ่าน มันน่าตีชะมัด นอกจากดูหน้าก็ดูพ.ศ.เกิดหน่อยก็ดีนะค๊าบบบ พี่น้อง นอกจากนี้ก็ต้องฝากทางพี่ๆที่อาวุโสของสาขาช่วย KYC กันอีกชั้นนะครับ บางที FRAUD ไปสืบสวนที่สาขายืนยันหนักแน่นว่า น้องก็ดูมาแล้ว ผมก็ดูแล้ว ผ่านตั้งสี่ตา จะไม่ดูได้งัย พอมาดูกล้องวงจรปิด น้องเรียกปุ๊บ พี่ก็คีย์อนุมัติปั๊บ อย่างนี้น่าโดนทั้งพี่ทั้งน้อง เร้ยยยยย ก็ยังไงก็ดูให้นานขึ้นอีกนิสนุงน๊า

ปล.เน้นย้ำโดยเฉพาะ จมูก คาง หู แล้วอีกเทคนิคคือ หมู่โลหิตครับ เจ้าตัวต้องจำได้ ถ้าตอบผิดรับรองได้ว่าผิดฝาผิดตัวแน่นอนค๊าบบบ

ข้อระมัดระวังเกี่ยวกับเงินในลิ้นชัก

ช่วงนี้งานเข้าเยอะจิงๆคับพี่น้อง แทบไม่มีเวลามาเขียนเรื่องเล่าบอกข่าวกันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องหาเวลามาเขียนจนได้ เพราะรู้สึกน้องๆสาขาจะเริ่มย่ามใจกันเยอะจะว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่น่าจะใช่เพราะสื่อความกันทุกวัน นึกแล้วเหนื่อยใจจริง เฉพาะสัปดาห์นี้ ต้องริบบัตรพนักงานของน้องๆไปหลายคน พอขยายผลก็ต้องริบบัตรเพื่อนๆน้องเพิ่มอีกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยนะครับ
น้องๆระมัดระวังเรื่องการชำระบัตรเครดิตของตัวเองหน่อยนะครับ ถึงแม้ว่าเมื่อชำระด้วยเงินสดไปแล้ว สามารถกดเงินมาคืนได้ก็ตาม เน้นย้ำว่า อย่าแตะเงินในระบบเด็ดขาด ไม่ใช่แค่หมดสภาพพนักงานนะครับ ได้ไปเที่ยว Hong Krong กับทีมFEAUD แน่นอน อย่าคิดว่าไม่ได้ทำให้เสียหายนะครับ
เงินในลิ้นชักที่น้องๆ till buy มาจากแคชเชียร์นั้น ไม่ได้ให้ครอบครองนะครับ เพราะน้องบางคนมีเพื่อนสนิทเป็นนักกฎหมายแล้วเข้าใจผิดๆว่า ธนาคารให้ครอบครองเงินแล้วนำส่งในจำนวนที่ถูกต้องเมื่อสิ้นวัน ต้องทำความเข้าใจใหม่นะครับ นอกจากจะไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายแล้ว มีเพียงแค่หน้าที่รับจ่ายนำเข้าลิ้นชักเท่านั้นเอง ถ้าออกนอกลิ้นชักแล้วไม่ใช่เพื่อธุรกรรมของธนาคาร ก็ คุก คุก คุก (เป็นอาการไออย่างรุนแรงค๊าบ ต้อง Fraud เท่านั้นถึงจะระงับอาการนี้ได้ )
พอกล่าวถึงเงินในลิ้นชัก ก็มีการโต้แย้งอีกว่า แล้วเงินที่รับจากลูกค้าแต่ยังไม่นำเข้าลิ้นชักล่ะ เอาไปหมุนก่อนได้ป่าว ก็ คุก คุก คุก!!! อีกเช่นกันครับ เพราะลูกค้ายื่นให้น้องๆก็เพราะน้องๆเป็นตัวแทนในนามธนาคารครับ มีหน้าที่รับแล้วเข้าลิ้นชัก ถ้าไม่เข้าลิ้นชัก ก็นับว่าลักทรัพย์ทันทีครับ เพราะลูกค้าไม่ได้ต้องการให้น้องๆถือไว้ ต้องการให้นำเข้าธนาคารเลยทันทีครับ
อ้อ!!! ไหนๆก็อธิบายเรื่องนี้กันมาแล้ว ก็ขอแจ้งข่าวเพิ่มเติมด้วยเรยนะครับ ขณะนี้ทีมสืบสวนภายในองค์กร ได้นำนวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาเริ่มปฏิบัติการแล้ว คือ ระบบ Detector จะสามารถตรวจสอบพบรายการผิดปกติแล้วเข้าไปหาน้องๆที่สาขาได้ทันทีโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า (เอ๊ะ คล้ายๆวันมาฆะ ยังงัยก็ไม่รู้) ก็อย่าประมาทนะครับ เด๊วนี้กรรมติดจรวดครับ ไวมั่กๆ ขอบอก

ผัวเมีย ยังง๊าย ยางงาย ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน

เมื่อบล็อกที่แล้วได้แจ้งข่าวให้น้องๆทราบกันนะครับว่า เด๊วนี้ Fraud ได้นำวิธีการสืบสวนเชิงรุก คือ Detector มาช่วยตรวจดูเฝ้าระวังการทุจริตนะครับ ก็ปรากฎว่า ได้ผลเกินคาดครับ สามารถตรวจจับความผิดปกติของรายการที่น้องๆพลั้งเผลอทำกันได้เยอะนะครับ ซึ่งหลายๆสาขาก็ได้เข้าไปเยือนที่สาขาในทันทีที่ตรวจพบและแนะนำกันบ้างแล้ว นะครับ

ส่วนน้องๆบางท่านที่อาจจะไม่ได้มีเจตนาแต่ต้องเข้าใจนะครับว่า กิจการธนาคารต้องอาศัยความเชื่อถือของลูกค้าเป็นอย่างสูง สิ่งที่จะปล่อยผ่านไม่ได้เลยก็คือ การเซ็นต์แทน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆหรือไม่ก็ตาม อาจจะไม่ถึงกับทุจริต แต่ก็เป็นการไม่ควรอย่างยิ่ง ถึงแม้จะเป็นคนใกล้ชิด ญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้กระทั่งเป็นสามีภรรยา ไม่ว่ามีใบอนุญาตขับขี่กัน(ทะเบียนสมรสนั่นแหระค๊าบ) หรือขับขี่กันโดยไม่มีใบอนุญาตก็ตามนะครับ ถึงกฎหมายจะให้เสมือนเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ตาม สำหรับธุรกิจธนาคารเราไม่อนุญาตให้ทำนะครับ พักนี้เจอบ่อย เลยต้องเตือนกันไว้ อย่าให้เสียสถานภาพพนักงานโดยไม่จำเป็นเรยนะครับ

เรื่องที่จะบอกเล่ากันก็มีอยู่ว่า จากการที่ได้เฝ้าระวังตรวจสอบด้วยวิธีการต่างๆ(ขอปิดเป็นความลับนะค๊าบ) ก็ทำให้พบโดยบังเอิญ พนักงานของเราได้จดทะเบียนสมรสกับบุคคลภายนอก บังเอิญสามีหรือภรรยาบุคคลภายนอกนั้น ได้มีบัญชีกับธนาคาร ไม่ว่าจะด้วยการยึดอำนาจครอบครองการบริหารเงินของครอบครัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้พนักงานเข้ากระชับพื้นที่สามีรวมไปถึงบัญชีเงินฝาก บัญชีกองทุน ด้วยความเข้าใจว่าสามีภรรยาถือเสมือนบุคคลคนเดียวกันก็เลยกระทำการรวบอำนาจเบิกถอนเอง จะโดยคำสั่งหรือคำอ้อนวอนของอีกฝ่ายหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นการปฏิบัติที่ผิดระเบียบธนาคารนะครับ หากอีกฝ่ายไม่พอใจในภายหลัง อาจถึงกับทำให้นับว่าเป็นการทุจริตได้เลยทีเดียว ฉะนั้น ขอย้ำครับ อย่าเสี่ยงเด็ดขาด อยู่บ้านอาจเป็นคนคนเดียวกันครับ แต่ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ รับรองได้ไม่ใช่คนคนเดียวกันแน่นอนค๊าบบ พี่น้อง

ปล ได้รับการยืนยันจากผู้มีประสบการณ์ว่า อยู่กับเราก็เป็นคนของเราครับ พอคลาดสายตาเราไม่รู้เป็นคนของครายยยยยย เหอ เหอ เหอ

มุขใหม่ ขายกองทุนค๊าบพี่น้อง

ช่วงนี้รู้สึกบอลพรีเมียร์จะพลิกบ่อยนะครับ จากที่ไม่เคยดูบอลก็เลยทำให้ทีมFraud Detector ต้องให้ความใส่ใจผลบอลพรีเมียร์เป็นพิเศษและติดตามผลการแข่งขันอย่างใกล้ชิด ทีมเต็งพลิกเมื่อไหร่ เป็นสัญญาณแรกว่างานกำลังจะเข้าชนิดที่สึนามินับญาติกับ Incident ของFraud กันเลยทีเดียวครับ
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ยังไม่มีอะไรรอดพ้นสายตาย Fraud Detector ไปได้หรอกครับ เพราะตามหลักอาชญากรรม คนร้ายย่อมทิ้งหลักฐานไว้เสมอ ด้วยเหตุที่ภาวะจิตใจที่กำลังทำผิด หัวใจจะเต้นแรง มือจะสั่น ทำอะไรก็จะขาดๆเกินๆเสมอ เป็นเหตุให้สามารถจับพฤติการณ์ผิดสังเกตของการเดินบัญชีได้ โดยเฉพาะในภาวะที่การลงทุนไม่ความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนหลักทรัพย์เป็นเงินสด แต่กลับมีการขายกองทุนบางตัวออกมาทั้งๆที่ใกล้จะครบกำหนด นี่ก็เป็นอีก Sign หนึ่งที่ทำให้พบเห็นความผิดปกติ แน่นอนครับ ส่วนรายละเอียดในการสืบสวนขอปิดเป็นความลับเช่นนะครับว่าสืบทราบได้อย่างไร แต่รับรองได้ครับ ไม่รอดพ้นสายตา Fraud Detector ครับ
หากผู้บริหารสาขาหมั่นตรวจดูการขายกองทุนว่าในแต่ละวันมีลูกค้ารายไหนขายกองทุนบ้าง แนะนำขั้นตอนแรกลองโทร Confirm กับลูกค้าก่อนเลยครับ เพราะเชื่อว่าในแต่ละวันมีลูกค้าน้อยรายมากที่จะขายกองทุน หรือหากไม่อยากรบกวนลูกค้าก็ลองติดตามดูหลังจากมีการขายกองทุนไปมีอะไรผิดสังเกตหรือไม่ (ขั้นตอนการตรวจดู Flow ของการซื้อขายกองทุน เข้าใจว่าผู้บริหารสาขาส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบอยู่แล้วนะครับ) และทันทีที่ตรวจพบแนะนำรีบแจ้ง Fraud ก่อนเลยครับ รับรองได้ว่า มาไว เคลมไว ขังไว ครับ เหอ เหอ เหอ
อ้อ แล้วที่ยังคาใจกันว่า ในเมื่อเงิน TOK (เพิ่งทราบจากผู้อาวุโสในแบงก์ว่า แปลว่า TOTAL OK) จะมีการทุจริตได้อย่างไร ไม่ต้องห่วงหรอกครับอาชญากรรมก็มีนวตกรรมในการโจรกรรมที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ มองในแง่ดีก็ฝึกสมองของทีม Detector Fraud ครับ แต่ถ้าในแง่ความเป็นจริงถือเป็นการคิดสั้นและทำลายสถานภาพพนักงานได้อย่างรวดเร็ว ค๊าบ

ปล. ต้องขออภัยที่เข้าไปที่สาขาแล้วพาลูกน้องของท่านไปเที่ยว Hong Kong โดยที่ไม่ได้แจ้งท่านทราบล่วงหน้า ก็บอกแล้วว่า มาไว เคลมไว ขังไว ค๊าบบบบบ

เซ็นต์แทน กับ เซ็นต์ปลอม ความเหมือนที่แตกต่าง

เมื่อผมได้มีโอกาสไปพบปะน้องๆที่สาขา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานเข้า Fruad หรืองานเข้าน้องๆที่สาขาก็ตามนะค๊าบ ปัญหาโลกแตกสำหรับน้องๆมักจะเป็นเรื่อง ลายเซ็นต์ แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ น้องๆมักจะสับสนกันระหว่าง เซ็นต์แทน กับ เซ็นต์ปลอม ซึ่งสองอย่างนี้ให้ผลคนละเรื่องเลยนะครับ
การเซ็นต์แทน ที่น้องๆมักจะบอกว่าลูกค้าโทรมาสั่งทางโทรศัพท์ แล้วบอกให้ทำแทนไปก่อนเด๊วจะมาเซ็นต์ให้ทีหลัง หรือที่เรียกกันว่า ไหว้วานกันนั่นแหระ อาจจะเป็นเพราะลูกค้าเชื่อใจหรือเพราะความสนิทชิดเชื้อก็ตามที จริงๆไม่อยากจะแนะนำให้ทำครับ แต่ก็ทราบดีว่ามันเลี่ยงยากเหลือเกิน ถ้าไม่บริการเด๊วจะกระทบ ซีอี (เซเว่นอีเลฟเว่น) ไม่น่าเชื่อคาถาซีอีนี้ น้องบางคนเล่าให้ฟังว่าถึงกับละเมอ 555 ไม่รู้จิงป่าว
ไหนๆก็เลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ก็พอจะมีคาถากันตัวไว้ได้บ้าง แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยนะครับ ที่พอจะทำให้รอดตายกันได้บ้าง ก็คือ ถ้าจำเป็นต้องดำเนินการแทนลูกค้าแล้วลูกค้ารับปาก รับประกันว่าจะมาเซ็นต์ให้ทีหลังนั้น ถ้าน้องต้องเซ็นต์ชื่อแทน ที่ถูกต้องตามหลัก(หลักการเอาตัวรอดนะ) ต้องเซ็นต์ชื่อน้องคนที่ทำรายการนะครับ แล้วเขียนคำว่า “(แทน)” ไว้ท้ายลายเซ็นต์น้อง แล้วก็จำไว้เลยว่าหลังจากเซ็นต์เสร็จปั๊บ จะกระทบต่อสถานภาพพนักงานน้องๆทันทีครับ ส่วนทางรอดน่ะ มีทางเดียวครับ ถ้าลูกค้ามาเซ็นต์กำกับ รับรองการทำรายการที่น้องๆได้ทำรายการไปครับ ถ้าลูกค้ามาเซ็นต์ สถานภาพพนักงานของน้องก็ยังอยู่ครับ แต่ถ้าลูกค้าไม่มาเซ็นต์ให้ ก็ตัวครายย ตัวเผือกก ครับ
ส่วนการที่น้องๆไปเซ็นต์ชื่อโดยเซ็นต์เป็นลายเซ็นต์ของลูกค้า อันนั้นเรียกว่า เซ็นต์ปลอม ครับ ถึงลูกค้าจะมาเซ็นต์รับรองรายการให้ก็นับว่าเป็นการ ปลอมลายเซ็นต์ ตามกฎหมายก็เรียกว่า ปลอมแปลงเอกสารครับ ก็จะได้สิทธิพิเศษตีตั๋วฟรีไปเที่ยว HONG KONG กับ Fruad โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ค๊าบบบบบบ

ปล. ไม่จำเป็นก็อย่าทำเลยค๊าบ ไม่คุ้มหรอก ทางที่ดี ส่งแฟกซ์ให้ลูกค้าเซ็นต์ชื่อ แล้วแฟกซ์กลับมาให้เราดูจะปลอดภัยกว่าครับ

เซอร์ไพรส์ ช็อค เอ๊ย!! เซอร์ไพรส์ เช็ค จ้า

ห่างหายกันไปเป็นเดือนนะครับ สำหรับสาขาทางภาคเหนือก็คงไม่สงสัยนะครับ ว่าผมหายไปไหนมา อิอิอิ จริงๆก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ วางแผนไปเซอร์ไพรส์เช็คสาขาทางภาคเหนือมาอ่ะคับ แค่ Fraud ไป Surprise chechk น้องๆสาขาไม่ต้องถึงกับ shock !!! กันหรอกนะครับ เพราะช่วงนี้เป็นช่วง Fraud Promotion ค๊าบ เช็คให้ฟรี ไม่มี charge ไม่เสียแต้ม ไม่โดน ment มีแต่คำแนะนำดีๆมาฝากกันเท่านั้นเอง

ก่อนอื่นก็ต้องขอพระคุณท่านผู้บริหารสาขาที่ให้ความร่วมมือในการ Surprise check ของ ทีมงาน Fruad เป็นอย่างดีด้วยนะครับ ทีม Internal Fraud เราก็จะเริ่มทำการตลาดเชิงรุกไปอย่างต่อเนื่อง ก้อถือเป็นการซ้อมรบให้กับสาขาไปในตัว อย่าเพิ่งกังวลใจไปว่าจะต้องโดน Comment ทำให้เสียระดับการประเมิน เพราะ Fraud จะเน้นเฉพาะช่องทางที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตเท่านั้นครับ ไม่เน้นเรื่องการปฏิบัติตาม Flow ของงาน ซึ่งจะมีทีมงานอื่นๆดำเนินการอยู่แล้ว อีกอย่างก็ถือเป็นข้อดีนะครับ ถ้าเราไปแนะนำให้ก่อน ก็อาจทำให้อุดช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดทุจริตแล้วท่านก็จะได้ไม่ต้องเสียแต้ม หากปล่อยให้เกิดสถานการณ์ขึ้นจริงแล้ว คงมีผลต่อคะแนนแน่นอน ฉะนั้นก็เพื่อเป็นการไม่ประมาท สาขาไหน Request เราก็จะเข้าไปดูให้ก่อนนะค๊าบบบ (อ้อ ก่อนยื่น Request ปรึกษาเขตก่อนนะครับ อิอิอิ)

ผลจากการไปตรวจสาขาก็เลยทำให้มีข้อห่วงใยบางประการมาฝากกันนะครับ ถือซะว่าเป็นของฝากนักกอล์ฟ ละกัน

อันดับแรก เน้นเรื่องใบลงเวลาครับ แนะนำให้ผู้บริหารสาขาควรตรวจทุกวันนะครับ แล้วก็ร้อยละ 99 ถ้าผู้บริหารไม่ตรวจว่าพนักงานลงชื่อครบหรือไม่ ก็มักจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นครับ นับจากสถิติเฉพาะ Case ที่ผมเข้าไปเองนะครับ เกิด Case ทีไร ผมขอดูใบลงเวลาก่อนตลอด แล้วก็มักจะเป็นไปตามคาด ก็ถ้าเข้มข้นเรื่องนี้ รับรองช่วยได้เยอะมากครับ อ้อ!! แล้วที่ฝากไว้ก็คือ ช่องหมายเหตุ กรุณาใส่ ตำแหน่งที่พนักงานลงเคาท์เตอร์ด้วยนะครับ ว่า High 1 ,High 2 หรือ Low 1, Low 2 เวลาเกิดเหตุช่วย Fraud ได้เยอะเรย

อันดับสอง กระเป๋าส่วนตัวต่างๆของน้องๆนะครับเช่น กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ กระเป๋าเงิน กระเป๋าเคาะพ่นสี ปะ ผุ หรือกระเป๋าเครื่องสำอางค์นั่นแหระคับ เอาไปเก็บไว้ในล็อคเกอร์เถอะครับ ถ้าเอามาใกล้ลิ้นชัก เวลาเทียบเงินสิ้นวันแล้วเงินขาด ปัญหาใหญ่เลยครับ อาจได้ร่วมสนุกกับทางรายการทั้งๆที่ไม่ได้สมัครเข้ามาเล่นกับรายการนะครับ

อันดับสาม ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานทั่วไป ซึ่งน้องๆส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนกันเป็นอย่างดี เพียงแต่มีข้อควรระวังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารของลูกค้าครับ เช่น บัตรประชาชน แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็ถ่ายเอกสารไว้ทุกครั้งจะดีมากครับ เพราะบางทีลูกค้าเปลี่ยนบัตรใหม่ อาจจะด้วยบัตรหมดอายุ หรือบัตรหาย เราจะได้มีข้อมูลอัพเดทบัตร อีกอย่างก็คือ ช่วยสังเกตใบหน้าลูกค้าด้วยว่า รูปในบัตรกับตัวเป็นๆที่มาปรากฎต่อหน้าเราน่ะ เหมือนกันป่าว ถ้าดูยากก็ดูที่หู เป็นหลักครับ รับรองว่า ไม่มีใครไปศัลยกรรมหูแน่นอน

ส่วนเรื่องอื่นๆ รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เด๊วไว้จะเขียนเป็นตอนๆไปละกันครับ ทำไปทำมาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน

ปล. ตอนนี้ TEAM Internal Fraud ของเฮียตรง กำลังเตรียมการอบรมให้กับสาขา น้องๆสาขาที่ต้องการให้อบรมหัวอะไรเป็นพิเศษก็แจ้งกันมาได้นะครับ ส่วนบล็อกที่ผมเขียนก็ว่าจะรวมเล่มไปให้ ครายสนใจก็บอกนะครับ

รูดปื้ด รูดปื้ด กราวรูดเรยค๊าบบบบ

นับเป็นความมหัศจรรย์ของมนุษย์อีกรูปแบบนึงนะครับที่สามารถสรรหาวิธีการช่วยตัดสินใจซื้อโดยให้เครดิตซื้อก่อน จ่ายทีหลัง จริงๆก็ไม่ใช่ของแปลกหรอกครับ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่คนสมัยก่อนมีไม่เยอะ ความน่าเชื่อก็มีมากกว่าคนยุคนี้ ระบบเครดิตสมัยนี้ก็คือ ระบบเงินเชื่อ สมัยก่อนนั่นแหระครับ

คำว่า เงินเชื่อ ก็ย่อมาจาก เรื่องเงินเชื่อถือได้ จ่ายแน่นอน เรียกสั้นๆว่าเงินเชื่อ ซึ่งยุคเรานี้เรียกว่า ให้เครดิต เมื่อก่อนผู้พิจารณาสินเชื่อเครดิตนี้ก็คือ อาเจ๊ก อาแปะ อาซิ้ม อาซ้อ ที่เป็นผู้พิจารณา โดยอาศัยโหงวเฮ้ง เป็นหลัก ส่วนเรื่องนิสัย บ้านช่อง การเดินบัญชี แกไม่มีเวลาไปดูหรอกครับ มั่นใจก็ให้กันเรย ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่ชำระหนี้ แกก็เร่งรัดหนี้สินด้วยการด่าประจาน รู้กันท้างตลาด ทำให้มนุษย์ผู้ได้เครดิตผู้นั้นต้องย่องแอบมาจ่าย ม่ายง้านเสียเครดิตไม่มีทางไปขอเครดิตกับเจ้าอื่นได้แน่นอน

แต่ในยุคนี้คนเริ่มเยอะ การรู้จักกันก็มีระยะห่างต่างจากสมัยก่อนเยอะ ซึ่งการจะให้เครดิตใครก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ส่วนขั้นตอนการให้เครดิตก็มีขั้นตอนที่มากขึ้น ระยะทางของการอนุมัติสินเชื่อก็ยาวขึ้น เริ่มต้างแต่ ทีมล่าเหยื่อ เอ๊ย! เซลล์ขายบัตร ก็มีทั้งสังกัด Bank และ NonBank นอกจากนี้ยังมี ฟรีอยู่แร้ว เอ๊ย! ฟรีแรนซ์ อีกต่างหาก ต่างคนต่างก็สรรหาลูกค้ากันในทุกรูปแบบ สลับขายกันเองก็ไม่น้อย รวมๆแล้ว ต่างคนต่างถือบัตรไม่น้อยกว่าสิบใบ จริงๆน่าจะมีการแข่งขันสะสมบัตรนะ ว่าใครมีมากที่สุดและวงเงินสูงสุดได้รถเก๋งซักคันแถมคนนั่งข้างคนขับด้วยจะดีมากกกกกกก

ที่จะกล่าวถึงเรื่องรูดปื้ด นี้ก็คือ เรื่องวิธีการของเซลล์นักล่านี่ล่ะครับ ผมไม่ค่อยห่วงเซลล์ที่สังกัด Bank และ NonBank เท่าไหร่หรอกครับ ห่วงก็แต่ เซลอินดี้ ฟรีแลนซ์ นี่ล่ะ เพราะคุณเธอไม่ค่อยสังกัดค่ายไหน ไม่รู้ด้วยเหตุเค้าไม่รับ หรือ เธอรักอิสระ วิธีการคุณเธอก็ต้องไปผ่านไลเซ่น เซลที่มีสังกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เซลไลเซ่น ชอบมากกกกกกกกก อยู่ดีๆก็ได้ลูกค้า แมะ!!ช่างโชคดีจริงๆ และแน่นอนครับ โชคลาภไม่มาหาคนไม่ทำบุญแน่นอน วันดีคืนดี เซลไลเซ่น
ก็มี Fraud ไปหาถึงที่ทำงาน แล้วก็ชวนไปนั่งคุยกระหนุงกระหนิงที่โรงพักครับ เพราะอะไรน่ะรึ Fraud ตรวจพบว่า มีการปลอมสลิปเงินเดือนที่ใช้สมัครบัตรเครดิตด้วย Licence หนูนี่ล่ะครับ เป็นงัยครับ โชคดีอ๊ะป่าว

เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ผู้ที่โดนหางเลขท่านต่อไปก็คือผู้สมัครครับ รับไปเต็มๆท้างลูกค้าและแม่ค้าบัตร ส่วนฟรีแรนซ์ หายเข้ากลีบเมฆไปตามระเบียบ ถ้าท้างแม่ค้าและลูกค้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แม่ฟรีแลนซ์น้านมีตัวตนอยู่จริงๆ ล่ะก้อ!! ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ บินไปกับFraud ค๊าบ HongKong ไปไม่กลับ ฉะนั้นอย่าเพลินกับของฟรีนะครับ ตรวจสอบหน่อย ม่ายง้านได้พิสูจน์ตัวเองกานอีกเยอะ รักนะ ถึงบอกก่อน

ปล. จ่ายรึยังค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายรึยังค่าโทรศัพท์ จ่ายรึยังค่าบ้าน ค่ารถ จ่ายรึงยังมากมายไปหมด ค่าบัตรเครดิต หรือค่าประกันชีวิต หรือค่าปรับ ตึ่งตึ้ง

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เล่นแบงก์ไม่ได้ เลยเล่นกันเองซะง้าน

เรื่องก็มีอยู่ว่า น้องเรยา(นามสมมติ) เป็นนักศึกษาอยู่มหาลัยแห่งหนึ่ง ชักชวนเพื่อนสาวมาเที่ยวเล่นที่ห้องพัก หลังจากนั้นไม่นานเธอได้ตรวจพบว่า สมุดบัญชี กับ บัตรประชาชนเธอได้หายไป จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับตำรวจ เธอไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับเรื่องสมุดบัญชีหายเท่าไรนักเพราะเธอมีบัตร ATM ฉะนั้นในการทำธุรกรรมทางการเงินเบิกถอน จึงไม่ต้องใช้สมุดบัญชีก็ได้

เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด วันดีคืนดี เธอไปกด ATM แล้วเงินไม่ออก พอตรวจรายการเดินบัญชีจึงพบว่าเงินถูกถอนไปโดย นังเรยาตัวปลอมมาทำรายการที่สาขา งานเข้าสาขาล่ะสิคับ งานนี้ เพราะเรยาตัวจริงดั๊นไปรับจ็อบเป็นพนักงาน Part time อยู่ที่แบงก์สีฟ้า ฉะนั้นกุนซือเธอเพียบเรย เธอจึงเริ่มเดินเครื่องตามแผนการกดดันขอเงินคืนจากสาขาทันที โดยการกดดันให้ผู้จัดการสาขาคืนเงินเธอมาให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นเธอจะดำเนินการ.....(เซ็นเซอร์)..... ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะตัวเธอ กุนซือเธอก็ได้ไหว้เวียนโทรมากดดันผู้จัดการสาขาจนเป็นที่มาของ รายงาน Incident ครับ

และแล้วงานก็เข้าข้าพเจ้าจนได้ พอดีวันน้านนึกขยัน ได้รับรายงานปุ๊บก็ไปถึงสาขาภายในไม่กี่อึดใจ จนผู้จัดการสาขาก็ตกใจเหมือนกัน อิอิอิ บอกแร้วมาไว เคลมไว ขังไว แต่ส่วนดีก็คือ ทำให้ผู้จัดการสาขาได้คลายความกดดันไปนิสนุง เพราะมวยได้เปลี่ยนทางครับ เนื่องจาก Fraud อาสาคุยกับลูกค้าให้ ซึ่งทันทีที่ได้คุยก็รู้สึกแปลกๆตามประสานักสืบขี้สงสัย เพราะน้องเรยาเธอมาดูกล้อง CCTV แล้ว กลับบอกว่าไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนเธอปลอมตัวมาถอน ถามก็ไม่ยอมบอกว่าเพื่อนที่มาเที่ยวห้องพัก ชื่ออะไร ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับข้าพเจ้ามาก แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงการหลอกล่อจนต้องคายชื่อเพื่อนเธอออกมาให้เรารู้ เหอ เหอ เหอ มวยมานคนละช้านกานน้องเอ้ยยยย!!!

เมื่อได้ชื่อคีย์แมนมาแล้ว อารายก็ไม่ยากแระ ไม่เพียงแต่สืบรู้ว่าใครถอน ขยายผลไปจนรู้ว่าถอนแล้วเอาเงินไปฝากที่ไหน บัญชีอะไร ยิ่งสร้างความมั่นใจให้ทีมสืบสวนเป็นอย่างมาก แต่เรื่องกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แทนที่น้องเรยาตัวจริงจะให้ความร่วมมือในการให้เบาะแสเพื่อนเธอ กลับตั้งหน้าตั้งตาทวงถามให้สาขาคืนเงินเธออย่างเดียว เรื่องคุณเพื่อนเธอ เธอไม่สน แต่ก็อีกนั่นแหระ ไม่นานก็สืบจนรู้ว่าเรยาตัวปลอมอยู่ไหน จนสามารถติดตามให้เธอคืนเงินกลับเข้าบัญชีเรยาตัวจริงจนได้ ด้วยความดีใจทางสาขาจึงโทรไปแจ้งให้น้องเรยาตัวจริงทราบว่าได้เงินคืนแล้ว แต่เธอกลับหาดีใจไม่ แล้วก็ขาดการติดต่อไป ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะได้เงินคืน เธอแทบจะโทรมาทวงเงินจากทั้งทางสาขาและทางทีมสืบสวนทั้งเช้าสายบ่ายเย็นเช่นขวัญกับเรียม งงกันมั๊ยครับพี่น้อง เงินหายทวงแบงก์ พอแบงก์ตามเงินมาให้ได้ ก็ไม่มารับเงินคืน

ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ระหว่างเพื่อนนักศึกษาทั้งสองนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยไปต่างๆนาๆว่า เธอทั้งสองร่วมมือกันมาต้มแบงก์รึป่าวเนี่ย ทำให้ต้องสืบหาเรื่องจริงต่อไป และแล้วในที่สุดความจริงก็ปรากฎจนได้ ที่เธอไม่รีบมารับตังค์คืนก็เพราะเธอมัวแต่ไปเรียกเงินแสนจากตัวเพื่อนรักเธอนี่เอง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนินคดีอาญา ฐาน ลักสมุดบัญชีและบัตรประชาชนเธอ เฮ้อ!!! ทีแรกคงกะได้เงินแบงก์ฟรีๆละสิท่าเพราะยังไงตัวเองก็ตามจากเพื่อนได้อยู่แล้ว หารู้ไม่ว่าพนักงานเราต้องเดือดร้อนหากแบงก์ต้องชดใช้เงินคืน ทำไปได้นะคนเรา

ปล. นี่ล่ะน๊า ถึงจะเป็นเพื่อนรัก แต่ก็หักเหลี่ยมโหดกันได้นะ จะบอกให้ เพราะเรื่องเงินมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วววว ค๊าบบบ KYC กันให้มั่นๆ ทำบุญทำทานกันให้เยอะๆน๊า