วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

สายลับจับบ้านเล็กๆ

ช่วงนี้ได้รับภารกิจใหม่จากลูกพี่ใหญ่ ให้สืบสวนติดตามจับกุมผู้ไม่ค่อยประสงค์ดีกับธนาคารที่ยังลอยนวลอยู่ ก็เลยห่างหายไปจากสาขานะครับ คงไม่ได้ไปเยือนกันเป็นพักใหญ่ ไม่รู้ว่าดีใจกันรึป่าว 555

จริงๆก็ไม่ใช่งานใหม่หรอกคับ ก็เป็นปฏิบัติการเดิมๆที่เคยทำสมัยยังเป็นตำรวจอยู่ แต่ในครั้งนั้น ไม่ใช่ภารกิจหลักค๊าบ ปกติผมจะเป็นพนักงานสอบสวน มีหน้าที่หลักในการรับแจ้งความอยู่ที่โรงพัก พอออกเวรว่างๆ ก็ไปเอาหมายจับมาดูว่า หมายไหนพอจะมีเงินรางวัลนำจับให้ทำมาหากินได้บ้าง ก็จะเอามาดู แล้วก็วางกำลังสายสืบติดตามจับกุมกันไปทีละหมาย ซึ่งก็ถือเป็นการลงทุนชนิดนึงครับ จับได้ก็กำไรเป็นกอบเป็นกำ จับไม่ได้ก็ขาดทุนยับ ขนาดต้องเซ็นต์ข้าวแกงกินกันเป็นเดือนๆเรยล่ะ เสียดาย ช่วงๆกิจการดีๆ ไม่ได้ขอสินเชื่อขยายการลงทุนเป็นธุรกิจจริงๆจังๆ ไม่ง้านป่านนี้คงเข้าตลาดหุ้นไปแล้วม๊างงงง 5555

ความแตกต่างของการสืบจับระหว่างตำรวจสืบจับผู้ต้องหาตามหมาย กับ การสืบจับผู้ไม่ประสงค์ดีกับแบงก์ที่ยังลอยนวล ก็คือ เรื่องข้อมูล ข่าวสารครับ ถ้าจะถามว่า อย่างไหนยากกว่ากัน ก็ตอบได้เลยครับ คนร้ายตามหมายตำรวจยากกว่าเยอะ เพราะเค้าคือ โจรมืออาชีพ คงเข้าใจนะคับ ว่ามืออาชีพนั่นย่อมหมายถึง เค้ามีรายได้จากอาชีพนี้เป็นหลัก เพราะฉะนั้น เค้าก้อต้องมีเครื่องไม้เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆในการประกอบกิจการและเผื่อการหลบหนี หรือพรางตัว

แต่ในรายของผู้ไม่ประสงค์ดีกับธนาคารน้าน เป็นโจรจำเป็น หรือ ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นแต่สถานการณ์บังคับ หรือไม่ก็ ขอเป็นโจรชั่วคราวเมื่อพ้นวิกฤติก็ชีวิตแล้ว ก็จะมาชดใช้ความผิดเอง ฉะนั้น การหลบหนีก็ย่อมแตกต่างกัน อีกทั้งเมื่อถูกจับกุมมาดำเนินคดีแล้ว ศาลท่านก็ให้ความเห็นใจต่างกัน ลงโทษต่างกันอยู่แล้ว เพราะมีอาชีพหลักอย่างอื่นที่ไม่ใช่โจร หรือจะเรียกอีกอย่างว่า โจรไซไลน์น่านแหระค๊าบบ

แน่นอนครับ โจรมืออาชีพ คงต้องโดนลงโทษอย่างหนัก เพราะศาลท่านเล็งเห็นว่า คงไปทำอาชีพอื่นที่ไม่ถนัดไม่ได้แล้ว ก็ควรจะเก็บตัวไว้ในที่ปลอดภัยซะ ชาวบ้านจะได้ไม่เดือดร้อน อีกอย่างพวกนี้กว่าจะสืบจับกันมาได้นั้น รัฐต้องลงทุนให้ตำรวจหนักมาก กระเป๋าแทบฉีกกว่าจะได้มาแต่ละตัว จริงๆแล้วก็ยืนยันได้เลยว่า ถ้าเงินทุนพอ ตำรวจจับได้ทุกคดีครับ แต่ทุกวันนี้ ยอมรับจริงๆว่า จับกันตามกำลังเงินทุนครับ ทุนหมด ก็เพลาๆกัน ไม่ง้านเด๊วมากินทุนเงินเดือนเข้าอีกจะลำบากไปถึงครอบครัว อิอิอิ อันนี้เรื่องจริง ก็เลยเป็นที่มาของการไล่ล่าจับเฉพาะหมายที่มีเงินรางวัลไปต่อทุนการจับหมายต่อไป ค๊าบบบ พี่น้อง

มาถึงเรื่องที่เล่าให้ฟังหลังจากไปปฎิบัติภารกิจ สายลับจับบ้านเล็ก เอ๊ย! ไม่ใช่ สายลับจับโจรไซด์ไลน์ของแบงก์เราเนี่ย อย่างที่เกริ่นไว้แต่แรก ความยากง่ายอยู่ที่ข้อมูล สมัยเป็นตำรวจที่จับยากเพราะเราไม่ค่อยได้ข้อมูล แต่สำหรับโจรไซด์ไลน์จ๊อบแบงก์ เนี่ย ข้อมูล เราเพียบ เครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากรที่พร้อมจะให้ความร่วมมือก็ครบครัน ฉะนั้น บอกได้เลยว่า เลือกได้เลยว่าจะจับรายไหนก่อน นี่กล่าวถึงเฉพาะข้อมูลจาก 4 M ที่แบงก์ให้มานะครับ หมายแรกใช้เวลาไม่เกิน 2 วัน สำหรับปฏิบัติไล่ล่า จับได้คาบ้านเลยครับ เพราะข้อมูลเราชัวร์มาก ทำให้ทราบทุกความเคลื่อนไหว



นอกจากข้อมูลจากอุปกรณ์ที่แบงก์ให้มานั้น และถือเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก คืออะไรทราบมั๊ยครับ ก็น้องๆที่สาขานี่งัยครับ รวมถึงบุคลากรในแบงก์เราทุกๆคนนี่ล่ะครับ สามารถเป็นแหล่งข่าวที่แจ้งข้อมูลที่อัพเดท หรือไม่ก็ทางผู้ที่เคยกระทำผิดต่อแบงก์เราอาจจะยังติดต่อน้องๆในสาขามาเพื่อขอทราบถึงการดำเนินการของแบงก์ว่ายังตามจับอยู่มั๊ย ก็ขอให้แจ้งเค้าเลยครับว่า ติดตามอย่างใกล้ชิด ทีละหมาย ยิ่งโดยเฉพาะตอนนี้เป็นภารกิจหลักที่มอบหมายให้ผมทำ ชนิดที่วางงานอื่นไปเลย ตามจับอย่างเดียว ฉะนั้น เวลาเหลือเฟือมากเลยคับ ในการติดตาม ขนาดขยับแค่สองวันก็จับได้แล้ว 1 หมาย ซึ่งเป็นการประกอบกำลังจากทีม Fraud หลายๆทีม ช่วยกันทำให้สามารถติดตามจับกุมได้ไวขนาดนี้ ส่วนเรื่องทุ่มเทในการติดตาม ไม่ต้องห่วงครับ ทีม Fraud ใจเกินร้อยอยู่แร้ววววว

ท้ายนี้ที่อย่างจะบอกและขอความร่วมมือจากพี่ๆน้องๆ เราชาว SCB คับ ถ้าอดีตบุคลากรของเราเองที่ทำผิดแล้วยังหลบหนีอยู่ บอกไม่ต้องหนีหรอกคับ ตามจับได้หมดอยู่แล้ว ถ้าเป็นไปได้ก็ติดต่อมาขอมอบตัว ก็จะยังได้รับคำแนะนำให้หนักเป็นเบาครับ แต่ถ้าต้องให้ติดตามจับ ก็ขอคิดค่าเหนื่อยเป็นบทลงโทษเต็มๆ และทุกข้อหาที่สามารถจะเอาผิดได้ละกันนะค๊าบ เพราะมานเหนื่อยจิงๆ ไปตามจีบสาวยังไม่เคยไปเฝ้านานขนาดนี้เร้ยยยยย

ปล.หากต้องการให้ข้อมูลเบาะแสหรือ ผู้เคยกระทำต้องการจะติดต่อแจ้งมาก็ได้ครับ ส่วนช่องทางอื่นก็ใน SCBCPACE หรือ เฟสบุ๊ก Search หาชื่อ TONY Walker หรือกลุ่มร้อยเวรออนไลน์ ก็ได้ครับ

วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ทิ้งทวนก่อนจาก

“ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา จนกว่าจะพบกันใหม่....” เพลงนี้ในสมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม มักจะได้ยินช่วงใกล้ๆสอบปิดภาคเรียนสุดท้าย หรือไม่ก็ประมาณช่วงเขียน Friendsheet ให้กันก่อนจะจากลา เพื่อระลึกถึงความผูกพันต่างๆ ที่ได้เคยสร้างวีรกรรมไว้ร่วมกันสมัยเรียน ก็ทำให้นึกถึงความทรงจำที่ดี แล้วก็ยิ้มทุกครั้งที่นึกถึง ก่อนแยกย้ายกันไปสู่สถานบันการศึกษาแห่งใหม่ หรือรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ

ไม่แน่ใจว่า สมัยนี้เค้าใช้เพลงอะไรในการร่ำลากันนะครับ บังเอิญผมไม่ได้จบในรั้วมหาวิทยาลัย ก็เลยจะชินแต่เพลงสถาบันของผมเท่านั้น ซึ่งน่าจะไม่เหมือนกับเพลงของชาวมหาลัยนะครับ คงนึกออกนะครับ ของผมมักจะเป็นเพลงที่แต่งสมัยวงสุนทราภรณ์อ่ะคับ ประมาณว่า ลาแล้วจักรดาว ลาก่อนสามพราน จังหวะดนตรีก็ประมาณวอลท์ แทงโก้ สวิงริงโก้ อารายทำนองเนี้ย เข้าใจว่าในยุคผมของมหาลัยน่าจะประมาณแร๊พเตอร์ เต็มที่ก็ไม่ถึงฮิปฮอบเหมือนสมัยนี้ ชัวร์ ป๊าดดด

ยิ่งจบมาอยู่ในสังคมวัยทำงานด้วยแล้ว เวลามีการพ้นตำแหน่ง ย้ายหน่วยงาน เราก็มักจะมีการร่ำลาด้วยการจัดงานเลี้ยง ร้องเพลงอำลา เมื่อเร็วๆนี้ ก็มีนะ แต่ก็ได้ยินเพลงร่ำลาก่อนจากเหมือนกันนะ เค้าร้องเพลง นางแมว อ่ะ ของหินเหล็กไฟ แกคงจะคิดถึงกันมากอ่ะคับ เน้นหนักท่อนฮุค มากเลย เพลงทั้งเพลงได้ยินแต่ท่อน “ไป ไป ไปลงนรกซะเถอะที่รัก ไป ไป ไป ไป” คงจาอาวรณ์กันน่าดู

เกริ่นกันมาซะยาว เรื่องที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่จะจากกันในช่วงทำงานนี่ล่ะคับ แต่เป็นการจากลาด้วยวิธีปกติ หรือ การลาออก นั่นล่ะคับ มักจะมีช่วงเวลาให้รอคำสั่งมีผลประมาณ 30 วัน เป็นอย่างน้อย ช่วงนี้ล่ะคับ เป็นช่วงที่เหมือนเป็นช่องว่าง คนจะไปก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน คนอยู่ก็ไม่ค่อยอยากจะมอบหมายงานให้ซักเท่าไหร่เพราะไหนๆก็จะไปแล้ว เลยหนักไปทางให้เคลียร์งานที่ค้างๆไว้ซะ จังหวะนี้เองล่ะคับพี่น้อง เจ้าหล่อนที่ยื่นใบลาออกจะเป็นเสมือนอากาศธาตุในสาขา ครายๆก็จะมองผ่านเธอไป สิ่งที่ไม่น่าจะเกิด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนก็มุ่งแต่จะรอคนใหม่เข้ามาแทนที่

เหตุไม่คาดฝันส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการที่ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรกว่าเรื่องจะแดง เช่น การขายผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เคยติดต่อไว้ แล้วลูกค้าเกิดสนใจในช่วงนี้พอดี ด้วยเหตุที่ว่าเวลาน้องเค้ายื่นใบลาออก แน่นอนครับ ลูกค้าไม่ได้รับรู้ด้วยชัวร์ๆ เคราะห์หามยามร้าย ลูกค้าก็ดันมาตัดสินใจซื้อเอาช่วงที่คำสั่งลาออกเจ้าหล่อนกำลังจะมีผลบังคับพอดี ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอีกแร้วคับท่าน ฝากตังค์มาชำระค่าผลิตภัณฑ์ซะอีก ยังไงล่ะทีนี้ ใบเสร็จรับเงินชั่วคราวก็ไม่ได้ขอไว้ ด้วยความไว้ใจล้วนๆ วันเวลาผ่านไป น้องเค้าก็บ๊าย บาย ไปแระ เหลือแต่ลูกค้ากับพนักงานที่ยังคงทำงานอยู่ มาทำ Eye Contact กัน มองกันทำตาปริบๆนี่ล่ะคับ ไม่รู้จะคุยกันยังไงดี คนให้ตังค์มาก็ไม่รู้ว่าฝากตังค์ไปกับคนลาออก คนอยู่ก็ไม่รู้ว่าคนลาออกมานรับตังค์มาแล้ว เช่นเดิมคับ นึกไรไม่ออก โทรหา Fraud ก่อนดีก่า ว่าแล้วงานก็เข้าคับ 24 ชม.ทำการ กระพ๊มก็ต้องไปปรากฏตัว ณ สาขา เพื่อไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น

เมื่อความจริงปรากฏดังนี้ ถึงจาออกไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรคับ เพราะชีวประวัติน้องเค้าที่เคยให้ไว้สมัยเป็นพนักงานน่ะ มันแน่นมาก ตามหาตัวไม่ยากหรอกค๊าบบ ถึงตามตัวยังไม่ได้ ก็ออกหมายจับให้เอาตังค์มาคืนลูกค้าได้อยู่ดีล่ะ ฉะนั้น อย่าเพิ่งย่ามใจนะคับ ว่า ถ้ารอดพ้นไปได้ถึงวันคำสั่งมีผล แล้วจารอดแร้ว ลอยนวล หาเป็นเช่นนั้นไม่ สิ่งที่ทิ้งทวนไว้ก่อนจาก อาจเข้าทำนองเพลงท่อนต่อจากที่เกริ่นไว้แต่ต้นรายการนะค๊าบบบ “....ไม่นานหรอกหนา เราคงได้มาพบกัน” แต่คงพบกันแบบไม่ค่อยสบอารมณ์กันเท่าไหร่เน้อะ อย่าทิ้งทวนกันเร้ยยย

ก่อนออกก็ยังไงปัดก้น ปัดเก้าอี้ให้สะอาดก่อนนะค๊าบบบ จะได้ไม่ต้องตามตัวมาล้างมาเช็ดกันภายหลัง อ้อ! แล้วถ้าสาขาไหนไม่มั่นใจเก้าอี้คนที่จะลาออกว่าสะอาดรึป่าว บอกกันได้น๊าจะได้ดมให้ เอ๊ย!ดูให้ว่าใสสะอาดรึป่าว ค๊าบบบ

ปล.เห็นชื่อเรื่องแล้วอย่าเพิ่งคิดว่ากระพ๊มจะจากไปน๊า ยังรักชาวสีม่วงอยู่ค๊าบ งานก็ท้าทาย มีอะไรใหม่ๆมาให้ตื่นเต้นอยู่ ถึงจะตื่นเต้นน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้คิดจากไปร๊อกกก (ถึงคิดก็ไม่บอก 555)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ช่วยชีวิต กะ ผิดระเบียบ

ในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี เชื่อว่าเราชาวพุทธส่วนใหญ่ก็จะงดเหล้าเข้าพรรษา โดยเฉพาะคอสุราที่ร่ำกันหนักในช่วงนอกพรรษา ผมก็คนนึงครับที่เข้าพรรษาทุกปี ด้วยเหตุขัดใจเพื่อนคอเหล้าไม่ค่อยเป็น ฉะนั้นต้องอาศัยช่วงจังหวะนี้อ้างเหตุเข้าพรรษาเป็นเวลาพักตับไปในตัว ซึ่งช่วงเวลานี้ก็ยอมรับว่า มารผจญมายั่วกิเลสซะเหลือเกิน มาทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเคสที่ต้องทำในช่วงเข้าพรรษา มักจะเป็นเคสหินๆ หรือต้องทุ่มเทเกินกำลังมากกว่าปกติ ถึงจะสำเร็จลงได้ ประมาณว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด



แน่นอนครับ การปฏิบัติตนอยู่ในช่วงละเว้น ก็ย่อมเป็นที่ลองของของบรรดาเหล่าสิงห์ร่วมก๊วนอยู่แร้ว ไม่ว่าจะสรรหาสุราชั้นดี สถานที่เร้าใจมายั่วน้ำลายให้ออกพรรษาก่อนกำหนด ช่างทำใจยากจริ๊ง!! แต่ก็นั่นแหระ ใจต้องแข็งเข้าไว้ เด๊วมันก็ผ่านไป



เคสนี้ก็ได้ไปพบปะกับผู้ทรงศีล เอ๊ย!! ไม่ใช่ ผู้เลื่อมใสในธรรมะ ปฏิบัติธรรมถือศีล 5 เชื่อได้ว่า กิเลสคงกระทบใจท่านได้ยาก สถานที่พบปะท่านก็มักจะเป็นแหล่งธรรม งานบุญต่างๆ โดยเฉพาะงานอีเว้นท์ประเภท ปิดทอง ฝังลูกนิมิต ยกช่อฟ้าใบระกา มุงหลังคาโบสถ์อารายประมาณเนี้ยะ แมะ!! ช่างแตกต่างกับสถานที่ของเราจริ๊งงงง แต่ก็อย่างว่า คนละกิเลส เปรียบเสมือนแม่เหล็กขั้วบวกฉันใด เหล่ามารผู้หลงใหลในกิเลสก็เป็นดั่งแม่เหล็กขั้วลบ ฉันนั้น ขั้วบวกไม่ต้องไปทำอะไร อยู่นิ่งๆเฉยๆ ขั้วลบ ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เป็นพวกอิเล็กตรอน ก็วิ่งแถเข้ามาหาเองนั่นล่ะคับ ดั่งน้ำตาลอยู่ไหน มดวิ่งหาจนเจอน่านแหระค๊าบ



และแล้ว การพบปะของแม่เหล็กสองขั้วก็เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของเรื่องนี้จนได้ครับ เป็นเหตุให้ผมได้มาร่วมสนุกกับทางรายการนี้ คับ เป็นเรื่องของคุณยายคนเก่าคนแก่ของพื้นที่ มีที่ดินทรัพย์สินมากมาย การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันเป็นไปแค่พอเพียงแก่ร่างกาย ไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไร เอาค่าเช่าที่ดินมาค่าอยู่ค่ากินไปวันๆ เหลือกินเหลือใช้ก็เอาไปทำบุญ ทำทาน สร้างโบสถ์ วิหาร ทอดกฐิน ผ้าป่า ฝังลูกนิมิต มีความสุขกับการได้ทำบุญปฏิบัติธรรม ก็แน่นอนครับ ลูกหลานที่มีแนวคิดใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออีกขั้วนึง ย่อมอยู่ด้วยไม่ได้แน่นอน แพ้ทางกันเห็นๆ ต้องแยกตัวไป ส่วนที่อยู่ด้วยกันได้ก็ต้องเป็นทางเดียวกันเท่านั้น แกจึงเหลือแค่หลานสะใภ้คอยดูแลปรนนิบัติ ส่วนหลานแท้ๆแพ้ทางไปอยู่เมืองหลวงซะง้าน เรื่องการไปมาหาสู่ เชื่อขนมกินได้ ต้องเป็นไฟท์บังคับเท่านั้นถึงจะได้มาพบปะ แมทช์อื่นที่ไม่สำคัญ ม่ายมีทางเห็นหัวรวมถึงการดูแลปรนนิบัติย่อมไม่มีทาง คงมีแต่หลานสะใภ้เท่านั้นแหระ



เรื่องมันมาเกิดตอนคุณยายท่านนี้เกิดป่วยขึ้นชนิดล้มหมอนนอนเสื่อ ถูกหามเข้าห้อง ฉันเห็นเธอ หรือ ไอ ซี ยู นี่ล่ะ กระดิกกระเดี้ยวตัวแทบไม่ได้ ด้วยจรรยาบรรณสถานพยาบาลครับ ขอดูหลักทรัพย์ก่อนทำการรักษาแน่นอน (คุ้นๆแฮะ เหมือนตอนยื่นกู้ยังงัยม่ายรู้) กรรมของคนมีตังค์เงินสดที่อยู่ในบัญชี มีแกเท่านั้นผู้มีอำนาจถอน แล้วแกแน่นิ่งโคม่าไปซะขนาดนี้ ครายจามาถอนตังค์ค่ารักษาฟะเนี่ย อย่ากระนั้นเรย แม่พยามาร เอ๊ย พยาบาลก็แนะนำให้หลานสะใภ้มาถอนตังค์บัญชีคุณยายมาไว้บัญชีตัวเองซะ จะได้มั่นใจว่ามีค่ารักษาชัวร์ แล้วขั้นตอนการรักษาก็จะเกิดทันที แถมมีข้อห่วงใยให้ตัดสินใจไวอีกนิด ว่า ถ้าช้ากว่านี้ปลุกคุณยายไม่ฟื้นแน่ แม๊ะ!!! ข้อเสนอได้ใจจริงๆ เพียงแค่ได้ยินข้อเสนอ หลานสะใภ้ก็วิ่งโร่มาที่แบงก์แร้ว



งานก็เลยเข้าผู้การสาขาสิครับ เพราะงานนี้ต้องตัดสินใจแบบรวดเร็วหักดิบ เอาชีวิตยายเป็นเดิมพันแน่นอนครับ ประกอบกับหลานสะใภ้มาร้องไห้กดดันอยู่กลางสาขา ย่อมอยู่ในสายตาของลูกค้ามากมาย แล้วก็ด้วยเหตุที่เป็นผู้ทรงศีลด้วยกัน เคยร่วมอีเว้นท์กับคุณยายมาหลายแมทช์ ท้างฝังลูกนิมิต ปิดทองพระ ยกช่อฟ้ามุงหลังคาโบสถ์ ผู้การแกไม่เคยพลาด ไปทุกแมทช์ที่คุณยาย Recrute ด้วยความที่ Trend เดียวกัน



เดาไม่ยากเลยครับ ผู้การแกรู้ดีว่า งานนี้ต้องเลือกระหว่าง ชีวิตยาย กับ ระเบียบธนาคารแน่นอน คับ ในฐานะผู้ทรงศีล แกเลือกชีวิตยายแน่นอน ชั่วโมงน้าน !!! เงินสดในบัญชียายก็เลยเคลื่อนเข้าไปหาบัญชีหลานสะใภ้ แต่ด้วยความเก๋า แกใส่ มาสสาจสิบแปด ไว้ ให้ถอนได้เฉพาะค่ารักษาตามที่โรงบาลแจ้งบิลมา วรยุทธยังเก๋าพอนะคับเนี่ย











เรื่องราวมันก็น่าจะจบลงด้วยดี เพราะเป็นเรื่องระหว่างผู้ทรงศีลด้วยกานท้างน้าน คงไม่มีครายละเมิดกิเลสจะเอาเงินคุณยายไปเป็นของตัวเองแน่ ถ้า!!! หลานสายตรง ดั๊น โผล่ ขึ้นมาถามถึงเงินคุณยายที่เคลือนมาหาหลานสะใภ้ ซะง้าน รู้ซื้งเรย กว่าจะบรรลุโสดาบัน ทีมานยากเย็นขนาดหนายยยยย เหอ เหอ เหอ จบเอาดื้อๆแค่นี้ดีก่า เอาคอนเซปละครน้ำเน่า ให้ผู้ชมทายตอนจบกันดีกว่า






ปล. จริงๆเรื่องนี้มีแนวทางปฏิบัติตามระเบียบธนาคารอยู่แล้วนะครับ แต่จะรบกวนให้ผู้เกี่ยวข้องมาช่วยแถลงไขดีกว่านะค๊าบ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

โจรปล้นแบงก์ค๊าบบ พี่น้อง

รู้สึกตกใจและค่อนข้างประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าในยุคโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสารกันอย่างทันท่วงที ณ ปัจจุบันนี้ จะยังคงมีโจรมาปล้นแบงก์อีก จริงๆถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าโจรมาชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ เพราะมาคนเดียว ปล้นนี่ต้องสามคนขึ้นไป

เป็นที่น่าคิดนะครับ ขนาดโจรยังต้องลดขนาดการก่ออาชญากรรม จากสามคนเหลือคนเดียวบุกเดี่ยว ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจนั่นแหระคับ ทำให้กลุ่มโจรต้อง Downsizing ทีมงานลง 555 แต่ที่น่าแปลก ก็คือ ตามข่าวนะครับ เจ้าโจร Alone นี้ เค้าใช้คำพูดคำจาได้เหมาะกับสถานที่มาก พูดจามีหางเสียง มีครับทุกคำ “นี่คือการปล้นครับ” “เอาเงินใส่ถุงนะครับ” “ห้ามใช้โทรศัพท์นะครับ” ก็แสดงว่าน่าจะเป็นคนมีการศึกษาอยู่พอสมควร

ถ้าจะวิเคราะห์กันดีๆถึงความคุ้มค่าในการลงทุนแล้ว จริงๆการปล้นแบงก์ในยุคนี้ นับว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเลยครับ ถ้าเทียบกับการปล้นร้านทอง ลองคิดดูนะครับ เคาท์เตอร์นึงมีเงินไม่กี่หมื่น อย่างเก่งก็แสนกว่า เทียบกับทองคำเส้นห้าบาทสิบบาทได้ แค่เส้นสองเส้นเอง ไม่รู้คิดได้งัยมาปล้นแบงก์ เจอตัวเมื่อไหร่ต้องสอนเรื่อง High Risk High Return ซะแร้ว เอ้า!!พล่ามยาวอีกแระ ว่าจะพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวรับมือสถานการณ์เมื่อเกิดการโจรกรรม ซะหน่อย เกือบลืมไปเรย ค๊าบบบบ

สำหรับสาขาที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนก็ได้แนะนำกันไปบ้างแล้ว รวมถึงสาขาที่เคยมีทีม Fraud ไป Surprise shock เอ๊ย Surprise check ก็คงได้รับคำแนะนำกันไปแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าในรอบปี จะมีการปล้นแบงก์ไม่กี่ครั้ง แต่ก็นับว่าประมาทไม่ได้ เพราะโจรมีอาวุธอาจจะไม่ใช่แค่เสียหายด้านทรัพย์สินเท่านั้น เพดานความเสียหายยังประเมินไม่ได้ อาจจะถึงชีวิตร่างกายก็เป็นได้ หากจะละเลยเสียก็ยิ่งจะดูประมาทไปหน่อย โดยเฉพาะถ้าความเสียหายไปเกิดกับลูกค้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งเสียภาพลักษณ์กันไปใหญ่

ถ้าเราจะวิเคราะห์ถึงพฤติการณ์คนร้าย แน่นอนครับ ไม่มีคนร้ายที่ไหนฟลุ้คเข้ามาสาขาวันแรกแล้วปล้นหรอกครับ มันต้องมาดูลาดเลาก่อนเสมอ ม่ายง้านอาจเกิดการซื่อบื้อไปเข้าเคาท์เตอร์รับเปิดบัญชีใหม่ จะหน้าแตกซะป่าวๆ ก่อนปฏิบัติการ ต้องมาสำรวจว่า เคาท์เตอร์ไหนน่าจะมีเงินสด แน่นอนครับ เพื่อใช้เวลาในการปล้นให้น้อยที่สุด

ฉะนั้นกล้อง CCTV ย้อนหลังย่อมมีความสำคัญ ผู้บริหารสาขาไม่ควรละเลยการบันทึกภาพนะครับ ถ้ามีปัญหาการบันทึกภาพรีบทำ Incident เลยนะครับ เผื่อเกิดอะไรในภายหน้า จะได้ทราบว่า ผู้บริหารได้แจ้งไปแล้ว ไม่ได้ละเลยเพิกเฉย และการทำ Incident จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วยความรวดเร็วคับ

พนักงาน รปภ. ไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานสาขาทำงานเอกสารนะครับ หรืองานหลักอีกอย่างที่มักพบเห็นก็คือ ช่วยถ่ายเอกสาร บางที่มีช่วยเขียนสลิป เป็น Service Planner อีกต่างหาก เฮ้อ!!! บางทีไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้พนักงานก็มี สุดยอดดดด!! เค้าให้มารักษาความปลอดภัยค๊าบพี่น้อง กรณีเกิดเหตุปล้นแบงก์ครั้งนี้ รปภ.เราก็ไม่รู้ไปทำอะไรอยู่หลังแบงก์คับ พี่น้อง ไม่อยากจะคิดว่า หลีกทางให้โจรเร้ย ควรอยู่ตรงประตูทางเข้า เพื่อสังเกตลูกค้าที่จะเข้ามาทำรายการครับว่า ผิดปกติมั๊ย ถ้าไม่แน่ใจล็อคประตูเลยคับ อีกอย่าง สติ๊กเกอร์โลโก้แบงก์ที่ติดเป็นแนวตรงประตูกระจกจะสามารถใช้เป็นตัวเทียบความสูงของคนร้ายได้ครับ รปภ.ควรจะรู้ความสูงจากพื้นถึงแนวระดับสติกเกอร์ เพื่อสามารถแจ้งความสูงโดยประมาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ทันที เพราะถ้าเกิดเหตุแล้วมาวัดความสูงกันทีหลังรับรองหาสายวัดไม่เจอหรอกคับ ประมาณว่า อารามตกใจอยู่ หาอารายก็ไม่เจอ แม้กระทั่งปุ่มกดสัญญาณแจ้งตำรวจนั่นล่ะคับ

น้องๆ AT ที่โชคดี แจ๊กพ๊อต โจรมันดิ่งเข้ามาหาเคาท์เตอร์แล้วส่งถุงให้เอาเงินใส่ ก็มือสั่นๆทำเงินล่วงลงพื้นบ้างก็ได้นะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็หยิบเฉพาะถุงเหรียญให้มันบ้างคับ ถ้าเป็นแบงก์ก็พยายามหยิบปึ้งแบงก์ยี่สิบนะค๊าบ อันนี้คงต้องมีการซ้อมรับสถานการณ์กัน อารามตกใจไม่รู้ทำไมหยิบแบงก์พันกันแม่นจัง ที่สำคัญพยายามนึกถึงเสียงที่มันออกคำสั่งให้แม่นๆนะคับ จะเป็นประโยชน์ในการติดตามจับกุมมากเรยคับ อ้อ!! อย่าเผลอไปขายประกันให้มันล่ะ เข้าใจนะว่าโดนกดดันยอดขาย 555

หลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อรวบรวมสติได้ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ เทียบเงินสดทุกลิ้นชักครับ เพราะอาจมีบุคคลที่อาศัยสถานการณ์การปล้นแบงก์ ทำโจรกรรมซ้ำซ้อน ด้วยการหยิบเงินสดออกไป แล้วแจ้งเป็นยอดการถูกปล้น เพราะเกิดเหตุการณ์แล้ว ทุกคนจะต้องชุนลมุนกับเหตุการณ์โดยไม่ได้สนใจลิ้นชักตัวเองแน่นอนครับ

ปล.เหตุการณ์เช่นนี้ ถึงจะเกิดไม่บ่อย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าจะไม่เกิด สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆ ก็ควรให้มีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด และการจดจำตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะความสูง กับเสียง และชุดที่ใส่มาปล้น จะช่วยให้ติดตามคนร้ายได้เร็วนะคับ