วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการแกงค์ Call Center

กลุ่มอาชญากรรม แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ โดยทั่วไปอาชญากรรมในลักษณะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ นั้น สำหรับในประเทศพัฒนาแล้ว มักจะเกิดในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรืออยู่ในช่วงภาวะเงินฝืด ซึ่งหากเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์ในจำนวนน้อยกว่า พฤติการณ์ในการกระทำผิดก็เป็นการอาชญากรรมเชิงเดี่ยว กระทำผิดโดยลำพังหรือไม่ก็ร่วมกันกระทำผิดกับพวกในกลุ่มเล็กๆ ไม่มีความซับซ้อนในวิธีการกระทำผิด อีกทั้งไม่มีลักษณะเป็นกลุ่มแกงค์ที่ถาวรแต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันผลจากการนวตกรรมในด้านต่างๆซึ่งพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ระบบโทรคมนาคม โดยเฉพาะนวตกรรมด้านเครือข่ายข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ยังผลทำให้การก่ออาชญากรรมมีลักษณะที่เปลี่ยนไป โดยมิได้กระทำผิดเพียงเชิงเดี่ยว หากแต่เป็นการกระทำความผิดในรูปแบบซ้ำๆ อาศัยช่องทางการสื่อสารที่การกระทำผิดไม่จำเป็นที่ผู้กระทำผิดจะต้องอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ ก็สามารถก่ออาชญากรรมได้ โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ ระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ประกอบกับนวตกรรมการในการอำนวยความสะดวกในธุรกรรมทางการเงินจากระบบสถาบันการเงินต่างๆ ยิ่งทำให้การสืบสวนปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้ยากยิ่งขึ้น มิจฉาชีพเหล่านี้จึงได้พัฒนาวิธีการจากลักษณะก่ออาชญากรรมเชิงเดี่ยว เป็นการหาแนวร่วม ก่ออาชญากรรมในลักษณะถาวร มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนระหว่าง ผู้บริหารการก่ออาชญากรรม กับฝ่ายปฏิบัติการ จนวิวัฒนาการเป็นองค์กรอาชญากรรม หรือ Gangster ในยุคก่อน องค์กรอาชญากรรม หรือ Gangster มักจะเป็นกลุ่มนักเลง มีรูปแบบอาชญากรรมในลักษณะเรียกค่าคุ้มครอง และต้องแสดงตัวให้ปรากฎในพื้นที่ที่กลุ่มตนเองควบคุมเพื่อให้ผู้อื่นเกรงกลัว และกลุ่มอื่นไม่สามารถมาแย่งชิงพื้นที่ผลประโยชน์ได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อให้ง่ายต่อการบังคับบัญชาสมาชิกขององค์กร และมีบทลงโทษสมาชิกให้ปรากฎต่อสังคมเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการแข็งข้อ หรือคิดต่อต้านกลุ่มองค์กรอาชญากรรมนี้ ทำให้การสืบสวนติดตามจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถกระทำได้โดยง่าย อีกทั้งหากยังไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาจับกุมดำเนินคดี เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังสามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลผู้กระทำผิดเพื่อใช้ในการสืบสวนเมื่อเกิดเหตุได้ ทำให้องค์กรอาชญากรรมมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมในการออกปฏิบัติการได้ กลุ่มองค์กรอาชญากรรมจึงได้มีวิวัฒนาการรูปแบบโดยปฏิบัติการในเชิงองค์กรอาชญากรรมเช่นเดิม หากแต่ไม่เน้นการปรากฎตัวต่อหน้าสังคมเช่นเดิม โดยจะปรับเปลี่ยนวิธีการในการปฏิบัติการอยู่คนละพื้นที่กับพื้นที่ที่เหยื่อพักอาศัย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยอาศัยเทคโนโลยีในด้านการสื่อสารเป็นเครื่องมือปฏิบัติการ รูปแบบก็เปลี่ยนไป จากลักษณะการใช้อำนาจอิทธิพลให้เกิดความยำเกรง ก็เปลี่ยนเป็นลักษณะการหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้หลอกลวงหรือสร้างรูปแบบการในการหลอกลวง โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ เหยื่อต้องเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงิน อาทิ มีบัตร ATM Credit Card หรือ ธุรกรรมการเงินทางอินเตอร์เน็ต (Internet Banking) จึงทำให้สถาบันการเงินต้องเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง จึงจะทำให้กลุ่มองค์กรอาชญากรรมนี้กระทำการได้สำเร็จ ยังผลเสียมาถึงสถาบันการเงิน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องอาศัยความมั่นคงทางสถาบันการเงินเป็นตัวขับเคลื่อน เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด จึงเป็นการทำลายความน่าเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการธนาคาร ผู้ให้บริการด้านผลิตภัณฑ์ต่างๆทางการเงิน โดยรูปแบบที่องค์กรอาชญากรรมในยุคปัจจุบันนี้ จะเป็นรูปแบบ มีศูนย์กลางบังคับบัญชาอยู่ที่หนึ่ง และมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่อีกที่หนึ่ง อีกทั้งวิธีการที่ใช้ปฏิบัติการกระจายเข้าทำกับเหยื่อเป็นรายบุคคล โดยเลียนแบบองค์กรธนาคารที่ใช้รูปแบบศูนย์กลางข้อมูลเพื่อดูแลลูกค้า ภายใต้แนวคิด One stop Service คือ เป็นศูนย์ Call Center ติดต่อที่เบอร์เดียว ในการปฏิบัติของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ Call Center มีลักษณะองค์ประกอบหลัก คือ 1.มีศูนย์ปฏิบัติการ 2.ใช้โทรศัพท์ในการติดต่อเป็นหลัก หรือติดต่อโดยทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะไม่มีการพบหน้ากันระหว่างมิจฉาชีพกับเหยื่อ 3.เหยื่อต้องมีบัญชีกับธนาคาร และสามารถทำธุรกรรมโอนเงินให้บุคคลอื่นได้ 4.เหยื่อจะต้องเป็นผู้ทำรายการโอนเงินด้วยตนเอง 5.มีการสร้างเรื่องเท็จในการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ 6.นวตกรรมใหม่ของอาชญากรรมลักษณะ Call Center Ex. สร้างตัวแทนกำมะลอมารับเคราะห์ จากองค์ประกอบการกระทำผิดของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถอธิบายได้ดังนี้ 1.มีศูนย์ปฏิบัติการ จากปฏิบัติตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า กลุ่มมิจฉาชีพ Call Center จะมีที่ตั้งอยู่คนละพื้นที่กลุ่มเหยื่อ โดยกลุ่มเหยื่อเป็นประชาชนในประเทศไทย แต่กลุ่มมิจฉาชีพมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในประเทศจีน ซึ่งในการตรวจค้นจับกุม ไม่สามารถกระทำได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเพียงลำพัง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐของจีนให้เข้ามาร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นจับกุม นั้น เป็นบ้านเดี่ยวซึ่งกลุ่มมิจฉาเช่าเป็นรายเดือน เนื่องจากจะต้องย้ายศูนย์ปฏิบัติการบ่อยๆ และที่จับกุมตัวได้ก็มักจะเป็นมิจฉาชีพในระดับปฏิบัติการ ซึ่งจะมีศูนย์บริหารอีกที่หนึ่ง ทำให้ไม่สามารถสาวไปถึงตัวมิจฉาชีพระดับบริหารได้ เมื่อสมาชิกระดับปฏิบัติการถูกจับกุมได้ กลุ่มบริหารก็จะหาสมาชิกระดับปฏิบัติการกลุ่มใหม่มาทำหน้าที่แทน โดยจะเปลี่ยนสถานที่ในการตั้งศูนย์ปฏิบัติการไปเรื่อยๆ 2.ใช้โทรศัพท์ในการติดต่อเป็นหลัก จะเห็นได้ว่า กลุ่มมิจฉาชีพ มีศูนย์ปฏิบัติการคนละพื้นที่กับเหยื่อ วัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้า กัน ฉะนั้นในการปฏิบัติการจึงต้องอาศัยช่องทางความสะดวกในการสื่อสาร โดยการแปลงระบบอินเตอร์เน็ตให้สามารถโทรเข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือของเหยื่อได้ อีกทั้งยังต้องใช้ระบบบล็อกหมายเลข โดยจะไม่แสดงเลขหมายโทรเข้าให้เหยื่อเห็น จึงทำให้ไม่สามารถติดต่อกลับได้ 3.เหยื่อต้องมีบัญชีกับธนาคาร และสามารถทำธุรกรรมโอนเงินให้บุคคลอื่นได้ เนื่องจากกลุ่มแกงค์ Call center จะไม่มีการเข้ามาพบเหยื่อ ฉะนั้น การที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ คือ หลอกเอาเงินมาให้ได้ จะต้องอาศัยธนาคารเป็นตัวกลางในการโอนถ่ายเงินสดจากเหยื่อมายังแกงค์ Call Center ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีบัญชีธนาคาร ส่วนวิธีการโอนอาจทำได้หลายวิธี คือ 3.1 ทางบัตร ATM 3.2 ทาง Internet Banking 3.3 ใช้บริการที่เคาท์เตอร์ธนาคาร โดยมีพนักงานสาขาทำรายการโอนเงิน 4.เหยื่อจะต้องเป็นผู้ทำรายการโอนเงินด้วยตนเอง ปัจจุบันช่องทางการทำรายการของลูกค้ามีให้เลือก 3 ช่องทางดังกล่าวข้างต้น ซึ่งธนาคารจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อีกทั้งในการทำรายการต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ จึงมีการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อจับภาพการทำรายการลูกค้า ซึ่งแกงค์ Call Center ก็ทราบดีว่า มีกล้อง CCTV จับภาพอยู่ จึงต้องหาวิธีต่างๆให้เหยื่อมาทำรายการด้วยตนเอง เพื่อหวังผลให้ภาพที่ปรากฎผู้ทำรายการเป็นภาพของเหยื่อ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้แกงค์ Call Center ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีทางกฎหมาย 5.มีการสร้างเรื่องเท็จในการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยปกติการสร้างเนื้อเรื่องเท็จเพื่อหลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อแล้วสามารถปฏิบัติตามที่แกงค์ Call Center บอกเป็นขั้นตอน จนนำไปสู่ขั้นตอนการโอนเงินจากบัญชีเหยื่อไปยังบัญชีแกงค์ Call Center จะมีหลายเรื่อง แต่พอจะสรุปเป็นรูปแบบใหญ่ได้เป็น 3 กลุ่ม โดยพิจารณาเฉพาะที่เรื่องที่เป็นลักษณะปฏิบัติการของแกงค์ Call Center เท่านั้น ไม่รวมไปถึงการสร้างเรื่องเท็จของอาชญากรบุคคล รูปแบบในการหลอกลวง โดยในปัจจุบันนี้ พอจะจำแนก ออกได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 5.1รูปแบบการสร้างเรื่องเท็จ เกี่ยวกับระบบข้อมูลการเงินของเหยื่อ แล้วโทรศัพท์มาหลอก ให้โอนเงิน 5.2 รูปแบบการติดต่อหาคู่ของหญิงสาว แล้วหลอกให้โอนเงิน 5.3 รูปแบบ Phishing ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบมีรายละเอียดดังนี้ 5.1รูปแบบการสร้างเรื่องเท็จ เกี่ยวกับระบบข้อมูลการเงินของเหยื่อ แล้วโทรศัพท์มาหลอก ให้โอนเงิน ขั้นตอนการหลอกลวงของแกงค์ Call Center จะใช้วิธี Randome หมายเลขโทรศัพท์มือถือ แล้วโทรเข้าไปหาเหยื่อ โดยจะหลอกว่า โทรมากรมสรรพากร หรือ DSI แจ้งเหยื่อว่า ตรวจสอบพบว่าเหยื่อมีการหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งหากเหยื่อหลงเชื่อและไม่อยากมีปัญหาทางภาษี ก็จะแนะนำให้เหยื่อเดินมาที่ตู้ ATM แล้วทำรายการเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการโอนเงินเข้าบัญชีของแกงค์ Call Center ซึ่งโดยปกติเหยื่อจะไม่ชำนาญในการทำรายการเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะกดปุ่มที่ตู้ตามขั้นตอนที่แกงค์ Call Center แนะนำ จนถึงรายการโอนเงินไปเข้าบัญชีปลายทาง ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัวก็ได้ทำรายการโอนเงินจากบัญชีตัวเองไปหมดแล้ว 5.2รูปแบบการติดต่อหาคู่ของหญิงสาว แล้วหลอกให้โอนเงิน รูปแบบนี้ จะมีขั้นตอนก่อนหน้าที่จะมีวิธีการหลอกโอนเงิน คือ จะต้องมีการติดต่อกับเหยื่อผ่านทาง Internet มาก่อน โดยอาจจะผ่านเว็บยอดนิยมเกี่ยวกับการหาคู่ หรือแนะนำตัว ซึ่งปัจจุบันเว็บที่ได้รับความนิยมในการติดต่อหากัน คือ Face Book ซึ่งปัจจุบันสามารถ Chat online กันได้แบบสดๆ เมื่อเหยื่อเริ่มให้ความสนใจและคุ้นเคยกันในลักษณะเหมือนหนุ่มจีบสาว แล้ว แกงค์ Call Center จะดำเนินการต่อไปคือ ขั้นตอนการนัดพบเพื่อจะเข้ามาแต่งงานด้วย โดยจะมีการนัดหมายวันเวลาตามเวลาตารางการบินที่แกงค์ได้หลอกไว้ว่าจะเดินทางมาจากประเทศใด โดยไม่ได้นัดหมายให้เหยื่อมารับที่สนามบิน ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาเดินทางมาถึง ก็จะโทรศัพท์มาหลอกเหยื่อว่า ถูกฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง หรือ ศุลกากร จับตัวไว้ที่สนามบินเนื่องจากเอกสารไม่ครบ ไม่มีเงินบาทไทยจ่ายค่าดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ แล้วก็จะหลอกให้เหยื่อหาวิธีโอนเงินมาให้ยืมก่อน เพื่อจะได้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ ครั้นเมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินมาให้ ก็จะเงียบหายไป 5.3รูปแบบ Phishing รูปแบบนี้ จะดำเนินทาง Internet โดยจะอาศัยความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ให้บริการทางออนไลน์ โดยแกงค์นี้ จะทำเว็บเพจเลียนแบบเว็บของธนาคารออนไลน์ เพื่อหลอกให้ผู้มีบัญชีกับธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นเว็บของธนาคาร โดยความมุ่งหวังของแกงค์นี้ จะมุ่งให้ได้มาซี่ง User และ Password ของเหยื่อที่มีบัญชีออนไลน์กับธนาคาร โดยเมื่อเหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นเว็บของธนาคารก็จะทำการ Log on เพื่อจะเข้าไปทำรายการธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร ซึ่งในการLog on จะต้องกรอก Username กับ Password ในช่องที่กำหนด ครั้นเมื่อกรอกไปแล้ว แกงค์นี้ก็จะนำ Username กับ Password ไปกรอกเข้าเว็บจริงของธนาคารแล้วทำการโอนเงินจากบัญชีในธนาคารของเหยื่อไปจนหมด 6.นวตกรรมใหม่ของอาชญากรรมลักษณะ Call Center จากการปราบปรามแกงค์ Call Center อย่างจริงจังของฝ่ายตำรวจ ทำให้แกงค์ Call Center มีวิวัฒนาการในการลบเลี่ยงในการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ โดยจะทำการสร้างนอมินี ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นบังเกอร์หรือ แพะรับบาป แทนตัวเอง โดยวิธีการ หลอกผู้ที่จะเป็นนอมินี ให้มาเป็นตัวแทนในการรับโอนเงินแทน เพื่อส่งต่อให้แกงค์ Call Center อีกทอดหนึ่ง ซึ่งนอมินี จะไม่ทราบว่าตัวเองถูกหลอก เพราะคิดว่าตนเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนในการรับชำระหนี้คล้ายๆกับ PayPoint ประเภทเคาท์เตอร์เซอร์วิส โดยแกงค์ Call Center จะเป็นผู้ดำเนินการหลอกลวงเหยื่อด้วยฝ่ายปฏิบัติการของตน แล้วให้เหยื่อโอนเงินเข้าไปในบัญชีของ นอมินี จากนั้นก็จะแจ้งนอมินีว่า มีลูกค้าโอนเงินมาชำระหนี้ ให้โอนต่อมายังบัญชีของแกงค์ Call Center โดยให้นอมินีหักเปอร์เซ็นต์นายหน้าตามที่ตกลงกันไว้ ครั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมก็จะจับกุมนอมินีมาดำเนินคดีในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวนอมินีเองก็ถือเป็นผู้เสียหายที่โดนแกงค์ Call Center หลอกเช่นเดียวกัน แนวทางการแก้ไข จากการศึกษาพฤติกรรมของแกงค์ Call Center ทำให้ทราบว่า แกงค์ Call Center จะอาศัยรูปแบบการใช้ ชีวิตประจำของเหยื่อ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้อินเตอร์เน็ต โดยแกงค์ จะหาวิธีการหรือเนื้อเรื่องเท็จที่อยู่ในความสนใจของเหยื่อ มากระตุ้นให้เหยื่อเกิดความกลัว เช่น การหลบเลี่ยงภาษี การเป็นหนี้บัตรเครดิต หรืออาจจะใช้ความโลภของตัวเหยื่อเองมาหลอก เช่น หลอกว่าจะโอนเงินมาเข้าบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษีโดยจะให้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง ซึ่งแม้ว่าเหยื่อจะหลงเชื่อในเนื้อเรื่องที่แกงค์ Call Center สร้างขึ้นมาก็ตาม แต่หากเหยื่อรู้จักระมัดระวังก็จะสามารถป้องกันตัวเองให้โอนเงินได้ โดยสามารถป้องกันตัวเองได้ดังนี้ 1.ให้ความสนใจเกี่ยวกับข่าวสารธนาคารที่ได้แจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับระบบต่างๆของธนาคาร 2.รู้จักตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องกับหน่วยงานราชการก่อนที่จะดำเนินการทางการเงิน โดยหาข้อมูลติดต่อกับหน่วยงานราชการเอง ซึ่งปกติแล้วหน่วยงานราชการจะไม่ติดต่อมายังประชาชนทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่จะติดต่อทางจดหมายราชการ 3.หากใช้บริการทางออนไลน์ของทางธนาคาร ก็ควรจะตรวจสอบเว็บลิงค์ของธนาคารหรือไม่ก็โทรศัพท์เข้าไปติดต่อที่ศูนย์บริการของธนาคารโดยตรง ไม่ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่มีผู้ติดต่อเข้ามาโดยไม่ได้ตรวจสอบกับธนาคารก่อน ปัจจุบันทางธนาคารได้มีหน่วยงานในการติดตามป้องกันภัยจากกลุ่มมิจฉาชีพ โดยจะทำหน้าที่เฝ้าระวังการทำรายการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิต การใช้บัญชีออนไลน์ โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน) มีสายบริหารการป้องกันการทุจริต ทำหน้าที่รับผิดชอบเฝ้าระวัง ตรวจสอบและติดตามการทำรายการของลูกค้า โดยมีชุดปฏิบัติการให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากมีรายการที่ทีมเฝ้าระวังโดยตรวจสอบทางมอนิเตอร์ ซึ่งหากมีรายการที่น่าสงสัยก็จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังลูกค้าเพื่อสอบถามยืนยันว่าเป็นผู้ทำรายการหรือไม่ ซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบพบบัญชีต้องสงสัยว่าจะอยู่ในส่วนของกลุ่มแกงค์มิจฉาชีพ ก็จะทำการเฝ้าระวัง โดยหากมีการทำรายการเพื่อโอนเข้าบัญชีดังกล่าว ก็จะติดต่อและแจ้งเตือนไปยังลูกค้าผู้ทำรายการ ซึ่งเคยมีเหตุเกิดขึ้นขณะที่ลูกค้ากำลังถูกแกงค์ Call Center หลอกให้ทำรายการโอนเงินทาง ATM ทีมป้องกันทุจริตทางบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของสายบริหารการป้องกันการทุจริต SCB ก็ได้ติดต่อไปยังลูกค้า ทำให้สามารถระงับการโอนได้ทัน สรุป แม้ว่าจะมีการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในรูปแบบของ Call Center อย่างจริงจังและสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้อย่างต่อเนื่อง หากแต่ในปัจจุบันแกงค์ Call Center ก็มีระดับการบริหารในลักษณะองค์กรอาชญากรรม คือ มีทั้งฝ่ายปฏิบัติการ กับ ฝ่ายบริหาร ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถจับกุมได้เพียงในระดับฝ่ายปฏิบัติการ ฉะนั้นฝ่ายบริหารแกงค์ Call Center ก็สามารถย้ายฐานปฏิบัติการแล้วหาฝ่ายปฏิบัติการมาดำเนินการทุจริตได้ต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้จับกุมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นการที่จะไม่ทำให้ตัวให้ตกเป็นเหยื่อของแกงค์ Call Center ก็จะต้องมีการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้เท่าทันถึงรูปแบบวิวัฒนาการของแกงค์ Call Center ที่เปลี่ยนไปด้วย จึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อและไม่นำมาซึ่งความสูญเสียทางการเงินและทรัพย์สิน

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เงินขาดเงินเกิน ความบังเอิญที่อันตราย

ตามเสียงเรียกร้องของน้องๆที่อยากให้เล่า Case ที่เกิดขึ้นบ่อยๆนะครับ จริงๆก็ว่าจะทยอยเขียนอยู่แล้วนะครับ เพราะมันเกิดบ่อยจริงๆ บ่อยจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็เป็นเรื่องแปลกนั่นแหระ คับ      Intro มาซะยาว ไม่ใช่เรื่องอื่นใดไกลตัวหรอกครับ เงินขาด เงินเกิน นี่ล่ะครับ คิดซะว่าเป็นการลุ้นร่วมสนุกกับทางรายการหลังปิดทำการทุกวันละกันนะจะได้ม่ายเครียด  จริงๆแล้วผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแปลกหรอกครับ ที่จะมีเงินขาดเงินเกินบ้างในแต่ละวัน เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่สองส่วน คือ ส่วนที่เป็นระบบคอมฯ กับ ส่วนที่เป็นมนุษย์ ถ้าไม่นับปัจจัยอื่น ไม่ระบบก็คนนี่ละครับที่ error (อ่านว่า เออเร่อนะ  ไม่ใช่ เออบะเร่อ)        ถ้าระบบผิดพลาดหรือมีการ error ขึ้น ยังง๊าย ยังงายฝ่ายระบบก็ต้องตรวจพบและสามารถ ปรับปรุงรายการให้ถูกต้องได้ แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นก็เป็นจาก มนุษย์นี่ล่ะครับ เพราะมีปัจจัย้ดานอารมณ์เข้ามาทุกวัน ทำให้มีผล รมณ์เสีย!!ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะลูกค้าที่ยิ่งหญ่ายท้างหลายแหล่สามารถกระตุ้นอารมณ์(โมโห) ของน้องๆได้เป็นอย่างดี ก็ทำให้บางรายการมีนับผิดขาดๆ เกินๆ กันบ้าง      แต่เรื่องที่จะนำเสนอนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของน้องๆนะครับ ตามที่เกริ่นแต่แรก เป็นเรื่องที่น้องๆอยากให้เล่า Case ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มันเป็นเรื่องเงินขาดเงินเกินจากการเจตนาของน้องๆบางคนที่เข้าใจผิดครับ โดยเฉพาะน้องๆที่ชั่วโมงบินยังน้อย สอบผ่านปากกาแดงชนิดหมึกแดงยังไม่ทันแห้งเลย ซึ่งจากการได้สอบถามพูดคุยมักจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์กับความเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับเงินขาด เงินเกินนี่ล่ะครับ      สิ่งที่น้องๆมักต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดเงินขาดก็คือ ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายไป ถ้าน้อยๆหลักสิบหลักร้อย ก็พอกล้ำกลืนฝืนทนจ่ายไป พอจ่ายไปมากๆเข้า วันดีคืนดีมานับยอดจ่ายก็เข้าไปหลักพันบาท หลักหมื่นบ้าง ยิ่งทำให้รู้สึกขาดทุน เอ๊ย!! เสียดาย (ปกติไม่ได้ลงทุนนิ แค่ลงแรง)   อยู่มาวันนึงพระเจ้าทดสอบใจ เลยประทานพรให้เป็นวันเงินเกิน ความปั่นป่วนทางด้านอารมณ์น้องๆก็เกิดทันที ต้องมาชั่งใจระหว่างที่ขาดทุนไป กับที่มีเงินเกินตอนสรุปยอดเงิน จะเอายังไงดี (ทั้งๆที่สื่อความกันทุกวัน) ประกอบกับถึงกำหนดพวกเงินด่วนโทรมาทวงพอดี ไม่ว่าจะเป็น ควิกแคช เพาเวอร์บาย Easyบาย Eอ้อน Eติ๋ม Eแต๋ว(สองอีหลังนี่ทวงนอกระบบมีตบ มีด่า)  น้องๆที่แพ้ใจตัวเองก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ขาดทุนมาเยอะแล้วตอนเงินขาด วันนี้ละว๊าเงินเกินขอถอนทุนคืนละกัน  คิดได้ดังนี้แล้วก็ไอ คุก คุก คุก คับน้อง  เพราะทันทีที่เงินหลุดจากมือลูกค้าส่งมอบให้น้องๆปั๊บ ถือเป็นเงินที่อยู่ในความครอบครองของธนาคารทันทีครับ เพราะน้องๆก็คือ ลูกจ้างของธนาคาร กระทำการแทนธนาคารในการรับไว้เพื่อนำเข้าระบบธนาคาร ไม่มีสิทธิครอบครองเงินในนามส่วนตัวแม้แต่วินาทีเดียว รวมถึงเงินที่ลูกค้าให้เกินกว่าจำนวนที่ทำรายการด้วยนะครับ ลูกค้าส่งมอบให้เพราะน้องๆใส่เครื่องแบบ SCB เป็นสัญลักษณ์ของธนาคาร ไม่ใช่ส่งมอบเงินให้เพราะเป็นน้องกิ๊บ เชอรี่ น้องมายด์ ฉะนั้น รับแล้วนับ นับแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก ส่งแคชเชียร์ ซะก็จบ ถ้าหลุดไปทางอื่นก็จบเห่ คับ   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนตัดฟืนทำขวานหล่นไปในน้ำแล้ว ถ้าเทพารักษ์ลงไปงมให้แล้วโชว์ ขวานเงิน ขวานทอง ให้ดู ก็ให้แจ้ง SUP ตั้งพักไว้นะครับ อย่ารับไว้เด็ดขาดดดด!!!