วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ทริคในการเซ็นต์ชื่อลงเวลาทำงาน

จากการเข้าไปเยี่ยมชมตามสาขาต่างๆ มีข้อห่วงใยมาฝากในเรื่อง การลงเวลาทำงานด้วยครับ เนื่องจากกรณีมีเหตุผิดปกติเกี่ยวกับการทำงาน แล้วต้องมีการตรวจสอบย้อนหลัง ซึ่งหากมีการลงรายละเอียดต่างๆไว้ครบถ้วน ก็อาจทำให้ตัดประเด็นข้อสงสัยในตัวเราได้ จึงมีทริคมาฝากดังนี้ครับ
1. ลายเซ็นต์ที่ใช้ในการลงเวลาทำงาน ไม่ควรเหมือนกับ ลายเซ็นต์ที่เราใช้เซ็นต์เอกสารที่สลิป ต่างๆในแต่ละวัน เนื่องจาก ในสลิปเป็นการเซ็นต์เอกสารแบบย่อ ทำให้ถูกปลอมได้ง่าย หากเรามาใช้ในการลงเวลาด้วย บางวันที่เราไม่ได้มาทำงานอาจถูกเซ็นต์แทนได้ (โดยเฉพาะวันที่มีเรื่อง....)
2. ในช่องหมายเหตุ ควรใส่รายละเอียดของวันนั้นว่า เราปฏิบัติหน้าที่อะไร ที่ไหน เช่น เป็น AT ที่เคาท์เตอร์ High ช่อง 2 ก็ควรใส่ AT High 2 แล้วเซ็นต์ชื่อกำกับอีกที เพื่อประโยชน์ในการยืนยันตัวเราเองว่า ทำหน้าที่อะไร นั่งตรงไหน หากเกิดเรื่องที่ เคาท์เตอร์อื่น เราก็รอด 555
3. ในวันรุ่งขึ้นควรตรวจดูย้อนหลังว่า ในการลงเวลาทำงาน พนักงานที่มาทำงานลงชื่อครบหรือไม่ และผู้จัดการสาขาหรือผู้ช่วยได้เซ็นต์ตรวจรับรองความถูกต้องในการมาปฏิบัติงานหรือยัง เพราะคนที่ไม่ได้ลงชื่อส่วนใหญ่มักจะเกิดปัญหาตลอด ทำให้พวกที่ลงชื่อไว้แล้วเดือดร้อนไปด้วย

ปล. ทริคเล็กน้อยแค่นี้ ปฏิบัติง่าย แต่ให้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้เวลาเกิดเรื่อง เรารอดตลอดครับ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่เด็ดขาดดดด

สัญญาณอันตราย เมื่อลูกค้าขอสำเนาสลิป

น้องๆที่อยู่สาขา ขอให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เมื่อลูกค้ามาขอสำเนาสลิปการทำรายการ โดยเฉพาะรายการถอนเงิน หรือการจ่ายเช็ค มีเทคนิคป้องกันตัวเล็กน้อยมานำเสนอ ครับ
1. ให้ลูกค้าทำเป็นหนังสือมาขอ
2. ค้นหาสลิปที่ลูกค้าต้องการ แล้วรีบปรึกษาหัวหน้าธนกิจ อย่างน้อย 1 คน เพื่อหาตัวหาร เอ๊ย หารือ เพราะพี่เค้าจะมีประสบการณ์มากกว่า
3. ตรวจสอบลายเซ็นต์ที่ใบสลิปโดยเรียกการ์ดตัวอย่างลายเซ็นต์มาเปรียบเทียบ หากมีลักษณะแตกต่างกันมาก นั่นหมายความว่า งานเข้า ให้รีบปรึกษาผู้ช่วยฯ หรือผู้จัดการเพื่อเตรียมรับหน้า เอ๊ยรับมือลูกค้า
4. โทรหา FRAUD เป็นการด่วน พร้อมเตรียมเอกสารที่ลูกค้าขอและสลิป พร้อมการ์ดตัวอย่างลายเซ็นต์เพื่อให้ FRAUD ตรวจดู
5. ก่อนจะส่งสำเนาสลิปให้ลูกค้า ถ้าไม่ได้ปรึกษา FRAUD ให้ทำ INCIDENT อย่างด่วนจี๋

ปล. ถ้าวันรุ่งขึ้น FRAUD เข้าไปที่สาขา นั่นหมายความว่า .........(ตัวใครตัวมัน อิอิอิ)

เมื่อลูกค้า(ตัวปลอม)มาเปิดบัญชีใหม่ ค๊าบบบบ

ช่วงนี้ มีมิจฉาชีพหลายรูปแบบนะครับ โดยเฉพาะเรื่องการนำบัตรประชาชนคนอื่นมาเปิดบัญชี น้องๆหลายๆสาขาขอคำแนะนำมา ก็เลยมีเทคนิคการตรวจสอบบุคคลมานำเสนอครับ โดยปกติแล้วบุคคลที่ปลอมตัวมาอาจจะเก็บบัตรประชาชนได้ แล้วก็พยายามแต่งกายให้คล้ายกับรูปในบัตรมาเปิด ซึ่งหากดูผิวเผินก็คล้าย แต่ก็มีเทคนิคในการตรวจสอบอย่างง่ายๆ ให้ลองปฏิบัติเพื่อป้องกันตัวนะครับ

1. นำบัตรประชาชนไปถ่ายสำเนา โดยให้ผู้ขอเปิดบัญชีกรอกรายละเอียดส่วนตัวไปพลางๆ หากผู้ขอเปิดไม่กล้ากรอกเพราะกลัวกรอกรายละเอียดผิด ก็น่าจะระวังเป็นพิเศษ
2. ลองขอตรวจดูใบขับขี่หรือบัตรอื่นประกอบ ว่านอกจากบัตรประชาชนแล้วยังมีบัตรอื่นอีกหรือไม่ แล้วลองสอบถาม วัน เดือน ปีเกิด กรุ๊ปเลือด โดยไม่ให้ผู้ขอเปิดตั้งตัว เพื่อเช็คเอกลักษณ์บุคคล
3. ก่อนเปิดบัญชีทุกครั้ง ควรคีย์เลข 13 หลักเพื่อหาข้อมูลการเปิดบัญชีว่าเคยเปิดบัญชีมาก่อนหรือไม่ เพื่อความชัวร์ลองคีย์ชื่อ นามสกุล ค้นหาข้อมูลเก่าด้วยนะครับ เคยเจอมาแล้วว่า คีย์เลข 13 หลักไม่มีข้อมูล แต่คีย์ชื่อนามสกุลกลับมีการเปิดเฉยเรย พอดูวันเดือนปีเกิด ก็วันเดียวกัน แสดงว่าต้องมีครั้งใดครั้งหนึ่งเป็นการปลอม
4. แจ้งหัวหน้าธนกิจ หรือผู้ช่วยฯ ผู้จัดการ เพื่อตรวจสอบใบหน้าจริง กับในบัตรอีกครั้งว่า คล้ายกันหรือไม่ หากไม่ชัวร์จริงๆ แต่ลูกค้ายืนยันก็เปิดบัญชีไปก่อน แล้วรีบแจ้งให้ FRAUD ทราบว่าเป็นบัญชีต้องสงสัยเพื่อพิสูจน์ตัวบุคคล

ปล. ว่างๆก็เข้า google แล้วลอง search อีเมลที่ลูกค้าให้ไว้ กับ เบอร์โทรว่าตรงกับที่ให้ไว้ในใบคำขอเปิดหรือป่าวนะครับ ถ้าตรงแสดงว่าตัวจริง แต่ถ้าไม่ตรงก็ยังไม่แน่ อาจเป็นได้ทั้งจริงและปลอม

น้องๆสาขาค๊าบ คนไว้ใจกับคนใกล้ตัว น่ากัวพอๆกานเรยค๊าบบบบ

ระยะหลังๆมีเคสที่เกิดขึ้นแล้ว มาจากสาเหตุเดียวกัน คนไว้ใจหรือคนใกล้ตัว เลยอยากนำมาเล่าสู่กันฟังคับ

เรื่องแรก
มีลูกค้าระดับไอซียู คือ ฉันเห็นเธอเมื่อไหร่เป็นต้องได้รับสิทธิพิเศษตลอด แทบจะต้องปูพรมเข้าสาขา มาทำรายการโดยพกคนใกล้ชิดมาด้วย ซึ่งแน่นอนค๊าบลูกค้าผู้มีอำนาจไปนั่งห้องรับรอง คนใกล้ชิดเดินเอกสารให้ วันดีคืนดี มาบอกว่า ตัวเองไม่ได้มา พนักงานสาขาทำรายการไปได้งัย งงมั๊ยค๊าบน้อง เพราะในกล้องวงจรปิดก็เห็นแต่ คนใกล้ชิดมาเป็นคนทำรายการ แต่ในสลิป เซ็นสองช่อง คือ ช่อง เจ้าของบัญชี กับ ได้รับเงินครบถ้วนแร้ว แกถามว่า ผู้มีอำนาจไม่ได้มาและไม่มีการมอบฉันทะ อนุมัติรายการได้งัยอ่ะคะ งานนี้เล่นเอาน้องๆสาขาหนาววูบ นั่งนับสลิปกันหญ่ายว่าจาต้องสมทบทุนกันเท่าไหร่ สรุปแล้วคือ คนใกล้ตัวลูกค้าทำลูกค้าเองแล้วฟาดงวงฟาดงามาหาแบงค์
โชคดีที่ FRAUD เข้าระงับความเสียหายไว้ให้ได้ น้องๆเรยรอดตัวกันไป

เรื่องที่สอง
คนใกล้ชิดพนักงานขอให้เปิดบัญชีให้ ด้วยความไว้ใจก็เปิดให้ แต่โชคดีที่ผู้บังคับบัญชาตรวจเอกสารตอนเย็นหลังสาขาปิด แล้วพบว่า ภาพถ่ายบัตรประชาชนในใบคำขอเปิดค่อนข้างจาง จึงได้ตรวจสอบไปยังเบอร์โทรที่ให้ไว้ในคำขอเปิด ปรากฎว่ามีผู้รับสายบอกว่าไม่ใช่เจ้าของบัญชี เมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชี พบว่ามีเช็คมาเข้าสองแสนกว่าในวันเปิด ที่สำคัญคือ เจ้าของเช็คไม่รู้ว่ามีเช็คมาเข้าบัญชี ผู้บังคับบัญชาท่านนั้นจึงได้ FREEZ บัญชี สามารถระงับความเสียหายไปได้ แต่น้องคนเปิดบัญชี งานเข้า เรย โชคดีที่ไม่มีความเสียหาย ผู้บังคับบัญชาท่านนั้นไหวพริบเยี่ยมจิง ขอชม ออกสื่อเรยคับ

เรื่องที่สาม
ลูกหลานของลูกค้านำบัญชีลูกค้ามาถอนเงิน เห็นกันบ่อยๆรู้ว่าทำไม่ได้ แต่ก็เพื่อเป็นการบริการ เลยทำรายการให้ หลังจากนั้นไม่นานเจ้าของบัญชีก็มาสาขาแล้วบอกไม่รู้เรื่อง งานเข้าอีกแล้วคับท่าน
ปล. โทรตรวจสอบกับเจ้าของบัญชีกันหน่อยนะคับพี่น้อง จะได้ไม่เสียวสันหลังกันเวลาเจ้าของบัญชีมาสาขาค๊าบบบบ ถ้าโทรไม่ติดแนะนำให้ปฏิเสธค๊าบ มีกรณีตัวอย่างเคสที่จะเล่าต่อไปคับ

เรื่องที่สี่(เรื่องนี้พาดหัวข่าวไทยรัฐหน้าแรก)
เจ้าของบัญชีถูกฆ่าตาย โดยก่อนลงมือฆ่าคนร้ายให้เซ็นต์สลิปถอนเงินและเซ็นมอบฉันทะ จากนั้นได้นำสลิปใบถอน บัตรประชาชน สมุดบัญชีมาถอนเงิน โชคดีที่ผู้บริหารสาขาโทรหาเจ้าของบัญชีแล้วไม่มีคนรับ เลยแบ่งรับแบ่งสู้ถ่วงเวลาจนตำรวจตามมาที่สาขา แล้วสามารถจับคนร้ายได้คาสาขา เยี่ยมยุทธจริงๆ ขนาด FRAUD ยังยกนิ้วหัวแม่มือให้สองหัวเลยคับ (จะยกมากกว่านี้ก็เกรงใจ ค๊าบพี่น้อง)

เรื่องที่ห้า
เป็นคนรู้จักมักคุ้นในที่สาขา นำเช็คมาเข้าบัญชี แต่เป็นเช็คคนอื่นและเข้าบัญชีคนอื่น ด้วยความคุ้นเคย ขนาดไม่รู้เลขที่บัญชียังช่วยหาให้ เพราะไม่คิดว่าคนสนิทจะคิดไม่ซื่อ หรืออาจจะเป็นเพราะช่วงดวงตก วันรุ่งขึ้นลูกค้ามาแต่เช้า งานเข้าคับพี่น้อง!!! โชคดีที่คนสนิทยังยอมโอนเงินคืนมาให้ ม่ายง้าน นอกจาก เสีย self แล้วยังต้องมาเสียตังค์กับคนสนิทคิดไม่ซื่ออีก 2 เด้งเรย


ปล. นิทานห้าเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปฏิบัติตามกฎระเบียบตามที่ได้รับการอบรมมา ปลอดภัยที่สุดค๊าบพี่น้อง เคราะห์หามยามซวย ช่วยอารายกันไม่ได้เลยค๊าบ

EC ไม่ EASY อย่างที่คิดนะค๊าบ

เมื่อวานได้มีโอกาสคุยกับน้องที่สาขาที่เคยเกิดเหตุ EC รายการ ด้วยความเจ้าเล่ห์ของลูกค้า ก็นำเรื่องราวมาฝากกันครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า ช่วงเช้า ลูกค้า(เป็นร้านขายสินค้า) มาทำรายการโอนเงินให้โรงงานผลิตสินค้า พอน้องที่สาขาทำรายการเสร็จ ก็คืนสำเนาสลิปการโอนเงินให้กับลูกค้าไป หลังจากนั้นช่วงบ่าย ลูกค้าคนเดิม ก็มาที่สาขาแล้วแจ้งว่า ขอยกเลิกรายการ เนื่องจากโรงงานไม่มีสินค้าจึงยกเลิกการสั่งซื้อ โดยจะขอเงินคืนจากสาขา อาจจะเป็นเพราะน้องคนที่ทำรายการดวงไม่ค่อย นึกยังไงก็ไม่ทราบทำยกเลิกรายการแล้วคืนเงินให้ โดยหัวหน้าก็ใส่ SUP ให้ด้วย(คงดวงตกทั้งคู่ 555) แล้วลูกค้าก็กลับบ้านไป
ต่อมาอีกสามเดือน โรงงานก็โทรมาโวยวาย สาขาว่า มีรายการแสดงยอดเงินโอน หายไป 1 รายการ แล้วเงินก็หายไปจากบัญชีด้วย ขอให้สาขาตรวจสอบด้วย งานเข้าล่ะคับ พี่น้อง
สืบสวนราวเรื่องก็ได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า
ลูกค้าที่มาทำรายการโอนช่วงเช้า หลังจากได้สำเนาสลิปไป ก็ส่งแฟกซ์ไปแจ้งให้โรงงานทราบว่า ได้โอนเงินค่าสินค้าให้แล้ว พอโรงงานเช็คยอดเงินเรียบร้อยก็ออกไปส่งสินค้าให้ ลูกค้าเจ้าเล่ห์ดังกล่าวก้อเลยมาขอยกเลิกรายการ และรับเงินคืนจากสาขาไป เท่ากับได้สินค้าไปโดยไม่ต้องจ่ายเงิน แต่คนที่ต้องจ่ายเงินแทนงานนี้ก้อคงไม่ใช่ใครอื่น น้องที่ทำยกเลิกรายการ นั่นล่ะครับ

กรณีอย่างนี้ น้องๆไม่ควรทำรายการยกเลิกให้นะครับ ควรจะให้ ลูกค้าติดต่อกับโรงงานให้ทำเรื่องโอนเงินคืนกันเอง เพราะรายการที่ทำไปแล้ว หากไม่มีเอกสารการแสดงความประสงค์ของลูกค้าให้ทำรายการ คนที่รับผิดชอบในการยกเลิกก็ คือ คนทำรายการเต็มๆนะครับ


ปล. โชคดีที่พระเจ้ายังเมตตา หลังที่ FRAUD เข้าไปดำเนินการแล้ว ลูกค้ายอมคืนเงินให้ ก็ทำให้น้องๆรอดตัวกันหวุดหวิด

ปากกามหัศจรรย์ อันตรายมากค๊าบ พี่น้อง

เมื่อวานมีสาขาแจ้งมาว่า ลูกค้าได้ใช้ปากกาชนิดพิเศษมาเขียนถอนเงินในสลิปใบถอน หลังจากทำรายการได้รับเงินไปเรียบร้อยแล้ว หมึกที่ใช้เขียนบนสลิปใบถอน ได้จางหายไป โชคดีที่ลูกค้ายังไม่ออกไปจากสาขา จึงขอให้ลูกค้าเขียนใหม่ แต่ลูกค้าปฏิเสธไม่เขียนให้ใหม่ แต่ด้วยไหวพริบของน้องที่สาขา ได้นำสลิปไปส่องดูกับไฟอินฟราเรดที่ใช้ดูตัวอย่างลายเซ็นต์ จึงเห็นร่องรอยการเขียนและลายเซ็นต์ และให้ลูกค้าเขียนใหม่ด้วยปากกาลูกลื่น ลูกค้าจำนนด้วยหลักฐานจึงเขียนให้ใหม่อีกครั้ง

แจ้งเตือนมายังน้องๆที่สาขา สังเกตด้วยนะครับว่า ถ้าไม่ใช่หมึกที่เขียนโดยปากกาลูกลื่นให้ใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ  


ปล. มีทริคเล็กน้อย ให้ลูกค้าใช้ปากกาลูกลื่นเซ็นต์ชื่อบนสลิปช่องได้รับเงินครบถ้วนแล้ว อีกครั้งก็จะดีนะครับ

หน้าไม่ให้ แต่ใช้แบงก์ดอลล่า

ได้ฟังข่าวการจับกุมโจรลักรถฟอร์จูนเนอร์ นึกชื่นชมผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจครับ ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่ตำรวจจับโจรลักรถได้ แต่ประทับใจตรงการใช้ไหวพริบและปฏิภาณของตำรวจมากกว่า เรื่องมีอยู่ว่า ตำรวจตั้งด่าน แล้วมีรถฟอร์จูนเนอร์ขับผ่านมาที่ด่าน ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับขี่ก็มีให้ดู ไม่สังเกตเห็นอาการพิรุธของคนขับแต่อย่างใด แต่ตำรวจมาติดใจตรงที่ หน้าตาบ้านๆ แบบนี้ ขับรถฟอร์จูนเนอร์ เรยยยเหรอออ ก็เลยขอตรวจดูรถ ผลปรากฎว่า พบว่าตรงกุญแจสตาร์ทรถถูกงัด และต่อสายตรง จึงจับกุมตัวคนร้ายได้สอบสวนก็ให้การรับสารภาพ

ไหวพริบปฏิภาณโดยใช้หลักสังเกต ภายใต้แนวคิดที่ว่า หน้าไม่ให้ นี้ ก็มีกรณีตัวอย่างของ case ที่เคยเจอครับ คือ มีลูกค้าเป็นวินมอไซค์นำธนบัตรดอลล่าร์ มาแลกเงินที่สาขา ถ้าเราใช้หลักที่ว่า หน้าไม่ให้ แต่ใช้แบงก์ดอลล่าร์ มาสังเกตดูแล้ว เป็นไปได้ยากมากที่วินมอไซค์จะใช้แบงก์ดอลล่าร์ต่างประเทศ เพราะค่าโดยสารเต็มที่ก็ประมาณสามสิบสี่สิบบาท อีกทั้งวินมอไซค์ก็คงไม่ได้มีความคุ้นเคยที่จะรับแบงก์ต่างประเทศ ถ้าเป็นกรณีสาขาที่อยู่แหล่งท่องเที่ยวที่มีฝรั่งเยอะก็ว่าไปอย่าง แต่ถ้าเป็นสาขาห่างไกลจากชาวต่างชาติ ก็ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษนะครับ เพราะที่เคยเจอขนาดสาขาไปซื้อปากกาตรวจแบงก์ปลอมมาตรวจแล้วก็ไม่ปรากฎสิ่งบ่งชี้ว่าเป็นแบงก์ปลอม มารู้อีกทีก็ตอน ศูนย์รับแลกแจ้งให้ทราบว่า ปลอม


ปล. ที่สำคัญหากมีการดำเนินคดี ก็จะต้องดำเนินคดีกับวินมอไซค์คนที่มาแลก ซึ่งผมค่อนข้างเป็นห่วงในประเด็นข้อต่อสู้ที่ว่า ขนาดพนักงานแบงก์ยังดูไม่ออกว่าเป็นแบงก์ปลอม แล้ววินมอไซค์จะรู้ได้งัย ท่านผู้รู้มาช่วยแชร์ประสบการณ์การดูแบงก์ปลอมกันหน่อยนะครับ

หลักง่ายๆในการตรวจสอบลายเซ็นต์เหมือน

วิธีการดูลายเซ็นต์ว่า คล้าย หรือไม่ เพื่อใช้ประกอบในการเบิกถอน หรือเปรียบเทียบว่า เจ้าตัวเซ็นต์เองหรือไม่ มีหลักง่ายๆมาแนะนำครับ

1. ถ้าลายเซ็นต์ตัวอย่าง กับ ตัวที่เซ็นต์มาในสลิป เหมือนกันเป๊ะ ทั้งขนาด (วัดจากอักษรตัวแรกถึงตัวสุดท้าย) ความสูงก็เท่า ปลอมชัวร์!!!! (เพราะมันต้องก๊อปหรือสแกนมาจากต้นฉบับ ถึงได้เท่ากันเป๊ะ)
2. ให้สังเกต ลักษณะจุดพิเศษของลายเซ็นต์ เช่น วงกลม สามเหลี่ยม จุด ประ ของลายเซ็นต์ต้นแบบ ว่ามีหรือไม่ แล้วเปรียบเทียบกับตัวที่เซ็นต์สลิปว่ามีหรือไม่ ถ้ามี ลักษณะวงกลมก็จะน่าจะมีความกลมใกล้เคียงกับต้นฉบับ หรือถ้าสามเหลี่ยม ก็ควรจะเป็นสามเหลี่ยมที่มีองศาแต่ละมุมใกล้เคียงกัน
3. มีขีดเส้นใต้ลายเซ็นต์ ให้สังเกตลักษณะเส้นว่า ตรง เฉียง หรือลากเส้นยาว มีจุดตอนท้าย หรือลากยาวท้ายตวัดลง ก็ควรจะคล้ายกันต้นฉบับและลายเซ็นต์ในสลิป

4. ถ้าดูยากจริงๆ ก็มีทริคเล็กน้อยคือ ให้คนที่แสดงตัวมาถอน เขียนชื่อจริงตัวบรรจง เพราะไม่มีมนุษย์ที่ไหนเขียนชื่อนามสกุลเองผิดหรอครับ

5. หากยังไม่แน่ใจ ขอดูบัตรประชาชน หรือใบขับขี่ ประกอบเรย ไม่ต้องเกรงใจว่าเป็น HOME BRANCE ขอดูไปเหอะ เพื่อความปลอดภัยของเรา

ปล. ถ้า 5 ข้อข้างต้นยังไม่ได้ผล ก็หาตัวหาร เอ๊ย ผู้ชำนาญระดับหัวหน้าขึ้นไปมาช่วยดูอีกทีนะครับ ช่วยได้แค่นี้จิงๆ 555

นับตังค์ระวังนะค๊าบบบบพี่น้อง

พักนี้มีน้องๆเงินขาดกันบ่อยๆ ไม่โต๊ก(ชอบคำนี้จิงๆ ไม่รู้ใครบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมา สงสัยตั้งแต่วันแรกที่มาทำงานแระ) หลักร้อยยังพอทน หลักพันก็พอไหว หลักหมื่นขึ้นไปนี่ลมจะจับ ถ้าเป็นหลักแสนก็วันรุ่งขึ้นได้พบกันแน่ๆ โดยเฉพาะสาขาที่อยู่ในห้าง สาเหตุใหญ่ๆก้อมักจะมาจากเหตุหลักไม่กี่รายการ ที่ฮิตมากก็
- มีลูกค้ามาขอแลกตังค์
- ลูกค้าเอาเงินสดมาฝากในจำนวนที่เยอะ(หมายถึงธนบัตรเยอะนะ ไม่ใช่มูลค่าเงิน)
- คีย์รายการก่อน ส่งเงินกันทีหลัง (อันนี้อันตรายต่อสถานภาพพนักงานมากกกกก)
- นอกจากนี้ก็มักจะเป็นเรื่องการทุจริตแล้วล่ะคับ

มีเทคนิคการหาตังค์เวลาตังค์ขาดมาฝากอ่ะคับ เวลาตังค์ขาดจะได้สามารถหาเบื้องต้นได้ ไม่ต้องตกใจ
1. ตรวจดูในลิ้นชักทุกเคาท์เตอร์ โดยดึงลิ้นชักออกมาให้สุด ยกช่องเก็บเงินดู ธนบัตรอาจจะตกหล่นได้
2. บางทีอาจมีพวกสมุดบันทึก กระเป๋าตังค์เราวางทับอยู่ ให้ยกออกให้หมด
3. ถ้าไม่เจอก็ต้องมาตรวจสลิปเงินฝาก สลิปถอน pay in สลิป ว่ามีรายการใดคีย์ไว้แล้วยังไม่ได้รับส่งตังค์หรือไม่
4. ไม่พบอีก ทีนี้ก็ต้องมาดูยี่ต๊อกกันล่ะคับว่า มีธนบัตรอะไรบ้างในแต่ละวัน ถ้าไม่ได้ทำยี่ต๊อกหรือทิ้งไปแล้ว ก็อาการหนักแระ
5. สุดท้ายไม่เจอจริงๆก็ต้องกล้องวงจรปิดล่ะคับ แต่ปัญหาที่มักพบบ่อยๆ เวลาเข้าไปดูให้ที่สาขาก็คือ ศีรษะหรือกาบาลน้องๆนี่ล่ะคับ มักจะบังกล้อง CCTV โดยเฉพาะน้องๆที่ชอบยืนเวลานับตังค์อ่ะ บังมิดเรย แล้วเพ่จะไปเห็นได้ยังงาย
เข้าใจว่า 5 ข้อนี้ ถ้าไม่มีการทุจริตก็น่าจะหาเจอครับ แต่ถ้าหาไม่เจอก็ยังเพิ่งสรุปว่ามีการทุจริตนะครับ ตั้งพักไว้ แล้วก็โทรแจ้งเครือข่าย ทำincident มา เดี๋ยวก็จะมีคนมาช่วยหาให้กันหลายทีมเลยค๊าบ

แต่ที่จะบอกกล่าวเล่าฟังกันในที่นี้ก็คือ อยากจะเตือนไว้สำหรับ เวลาลูกค้ามากันเยอะๆแล้วต้องรีบทำรายการ เพราะลูกค้าจะแสดงสีหน้าได้กดดันมากๆ ปัญหาที่พบบ่อยๆก็คือ
1. ลูกค้ามาขอแลกเงินแล้วหยิบผิดแหนบ เช่น จะหยิบแหนบแบงก์ยี่สิบ เป็นหยิบแหนบแบงก์พันไปให้ (ไม่ขำนะครับ มีมาแร้วลูกค้าสู้คดีด้วยว่าไม่ได้เอาไป)
2. นับเงินแล้วรวมกอง ไม่แยกตามรายการ อันนี้ก็พบบ่อย
3. ลูกค้าสับขาหลอก ทีแรกวางปึ้งแบงก์พัน แล้วขอเปลี่ยนเป็นแบงก์ร้อย หรือแบงก์อื่นหลายๆครั้ง
4. มีแบงก์สอดไส้ คือเอาแบงก์กาโม่ หรือ กระดาษเปล่าใส่ให้เราใส่เครื่องนับ ต้องระวังด้วยนะครับ ถ้าไม่เยอะมากก็นับมือดีกว่าแล้วปั่นอีกครั้ง
ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าน้องๆปฏิบัติตามที่ได้อบรมมาเชื่อว่าไม่น่าจะผิดพลาดค๊าบบบบ
ที่สำคัญที่สุดควรดูด้วยว่ากล้องวงจรปิดสามารถเห็นการนับเงินได้หรือป่าว เพราะถ้ากล้องจับภาพไม่ได้เพราะตัวพนักงานบัง ก็สุดความสามารถจิงๆนะครับ

ปล. ยังมีวิธีการหาเงินขาดอีกหลายวิธีซึ่งเป็นเทคนิคชั้นสูง แต่เป็นความลับทางราษฎร ครับ ไม่สามารถบอกได้จิงๆ เกรงว่ามิจฉาชีพจะรู้ความลับค๊าบบบบ

เวฟ แล้ว แว๊บบบบ ระวังนะค๊าบบบบ

ช่วงนี้งานเข้าติดๆกันเยอะครับ เลยห่างหายกันไปบ้างนะครับ มีข้อน่าห่วงใยเรื่องนึง ซึ่งผมก็ไม่เคยทราบมาก่อนเหมือนกันครับ ว่า ค่าธรรมเนียมเปิดบัตร ATM นี่เค้าสามารถ ยกเว้นค่าธรรมเนียมกันได้ หรือที่เรียกกันตามภาษาน้องๆสาขาว่า เวฟ นั่นแหระคับ ปัญหาไม่ได้ดูอยู่ที่การเวฟ เพราะเท่าที่ซักถามจากผู้รู้แล้ว เป็นอำนาจของผู้บริหารสาขามีอำนาจให้การเวฟได้ แต่ก็เชื่อว่าน่าจะอยู่บนพื้นฐานความจำเป็นแห่งการ เวฟ คือ เพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าค่าธรรมเนียม ซึ่งธนาคารควรจะได้รับ นั่นหมายความว่า ต้องมีคำตอบที่น่าฟังได้นะครับ ว่า เวฟ ไปแล้วธนาคารได้ประโยชน์อะไร

แต่ปัญหาที่พบกลับเป็นการ เวฟ แล้ว แว๊บบบบ!!!! คือ เวฟ แล้วก็เงียบ ไม่เกิดประโยชน์กับทางธนาคารแต่อย่างใด ขอเตือนนะครับ!!! อันตรายต่อสถานภาพพนักงานมากค๊าบ น้องๆ ไม่จำเป็นอย่าเสี่ยงเด็ดขาด เก็บค่าธรรมเนียมไปตามระเบียบเถอะครับ ผมขอ!!

อ้อ!! แล้วถ้าเป็นการเก็บค่าธรรมเนียมเต็ม แต่ เวฟ บางส่วนหรือทั้งหมด นี่ก้อ!!! นับถอยหลังเจอกันได้เลยค๊าบ


ปล. เชื่อเถอะค๊าบ ถ้าเวฟ แล้ว แว๊บบบบ เนี่ย มานแว๊บบบ ปายหนาย FRAUD หาเจอหมดแหระ ค๊าบบบบ เป็นห่วงจิงๆนะ จะบอกให้

สำเนารายการจดทะเบียนรถ สำคัญนะค๊าบ น้องลิสซิ่ง

มีน้องๆลิสซิ่งน้อยใจค๊าบ บอกไม่เห็นมีเรื่องลิสซิ่งมาลงบ้าง ก็จัดให้ตามคำขอค๊าบ จิงๆก็ไม่ใช่งานโดยตรง แต่ก็มักจะมีเคสมาขอความร่วมมือให้ช่วยดำเนินการมาบ่อยๆอยู่เหมือนกัน เคสที่จะหยิบยกขึ้นมาก็เป็นมหากาพย์ครับ สู้กันหลายภาค นำความปวดเศียรเวียนเกล้ามาก็ไม่น้อย เพราะส่วนใหญ่เรื่องมาถึงผมก็มักจะเป็นเรื่องใหญ่แล้ว ครั้นจะย้อนไปต้นเหตุก็คงไม่ทัน แต่ก็จะแนะนำกันไม่ให้พลาดกันตั้งแต่แรก เพราะเวลาแก้ไขนี่หัวหงอกไปหลายเส้นเรยแมทช์นี้ เรื่องของเรื่องก็เกิดจากสาเหตุนิดเดียวครับ

ขั้นตอนการซื้อรถ ผมไม่ค่อยสันทัดเท่าไหร่ครับ แต่สิ่งที่ต้องใช้และที่ขาดไม่ได้ที่อยากฝากไว้สำหรับน้องๆที่ทำลิสซิ่ง ก็คือ สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ ครับ อย่าเพิ่งชะล่าใจแค่ถ่ายสำเนามาประกอบในตัวเรื่องสัญญาเช่าซื้อนะครับ ถ้าเป็นไปได้ไม่เหลือบ่ากว่าแรง ให้น้องๆไปคัดสมุดคู่มือจดทะเบียน เพื่อให้นายทะเบียนขนส่งรับรองสำเนาถูกต้องมาเก็บไว้ในมือตั้งแต่แรกด้วยนะครับ ทันทีที่สินเชื่ออนุมัติแล้ว มีการออกเช็คจ่ายดีเลอร์ไปแล้ว ได้ใบรับรถมาแล้ว ก็ไปจดทะเบียนรถให้เรียบร้อยแล้วขอคัดจากขนส่ง ให้รับรองสำเนาการจดมาเก็บไว้ในมือทันที มีเหตุมาจากเรื่องที่เล่าให้ฟังต่อไปนี้ครับ

นาย A อยากซื้อรถคันนึง ก็ไปที่โชว์รูม หลังจากได้รับคำแนะนำจากพริตตี้ประจำรถแล้ว ก็ตกลงใจซื้อ โดยจ่ายเงินดาวน์เป็นเช็ค ที่เหลือก็ขอสินเชื่อลิสซิ่งครับ ด้วยกระแสเงินสดและหน้าที่การงานของนาย A ก็ทำให้ได้รับอนุมัติอย่างไว ถอยรถป้ายแดงคันใหม่มาขับได้อย่างสบายใจ เหตุไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อเช็คเงินดาวน์ของนาย A เด้ง คับ รถก็เอาไปแล้ว ลิสซิ่งก็จ่ายตังค์ให้โชว์รูมรถไปแล้ว งานเข้าเรยคับทีนี้ เพราะมันนำมาซึ่งการงอแงของโชว์รูมรถ เพราะเช็คเงินดาวน์เด้ง จิงๆไม่น่าจะเกี่ยวกับลิสซิ่งเรยคับ เพราะเราก็ทำถูกขั้นตอน ปัญหามาเกิดตอนขั้นตอนการจดทะเบียนรถคับ เพราะโชว์รูมติดต่อลูกค้าให้มาชำระเงินตามเช็คที่เด้งแล้วลูกค้าไม่มาจ่าย โชว์รูมรถก็เลยไม่ยอมให้ชุดจดทะเบียนแก่ลิสซิ่ง

เรื่องมันก็น่าจะจบอยู่ที่ ลูกค้าต้องขับรถป้ายแดงไปตลอด ตำรวจก็เรียกทุกครั้งสุดท้ายก็น่าจะยอมมาจ่ายเงินดาวน์แล้วก็จดทะเบียน ปรากฎว่าลูกค้ามีอิทธิฤทธิ์อภินิหารครับ สามารถไปจดทะเบียนได้เลขทะเบียนออกมา พระเจ้าช่วยกล้วยทอด โอ้จอร์จมันยอดมาก ทำได้ไงหว่า!!!! แต่ก็ทำมาแล้วครับ โชคดีที่น้องลิสซิ่งเราก็ไปขอคัดรายการจดทะเบียนนี้ไว้ เป็นที่มาของการพลิกผันคดีครับ เพราะรายการจดทะเบียนรถคันนี้ มี ลิสซิ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ นายA ถือสิทธิครอบครองด้วยสัญญาเช่าซื้อ

หลังจากนั้นไม่นานครับ อิทธิฤทธิ์อภินิหารของฝ่ายใดมิอาจทราบได้ อยู่ๆชื่อผู้ถือกรรมสิทธิก็เปลี่ยนไปเป็นของบุคคลอื่น โดยที่ลิสซิ่งเราไม่ได้ไปขอจดเปลี่ยนแปลง แม่เจ้า!!! อยู่ดีๆ รถเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไปได้เองคับ ที่สำคัญ ก็คือ สอบถามไปยังขนส่ง ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ ขอเข้าพบนายทะเบียนก็ไม่มีโอกาสได้เข้าพบซักที เพราะท่านติดราษฎร เอ๊ย!! ราดชากาล ตาหลอดค๊าบบบบ (ไม่รู้ยุ่งอารายนักหนา) และแล้วงานก็มาถึงมือข้าพเจ้าอีกจนได้ค๊าบ โทษฐานที่เคยรู้จักมักคุ้นกับเสนาบดีฝ่ายคมนาคม

ทุกอย่างสามารถจบลงได้ด้วยดี ข้าพเจ้าสามารถทำให้นายทะเบียน เปลี่ยนแปลงข้อมูลผู้ถือกรรมสิทธิ์กลับมาเป็นชื่อ ลิสซิ่งเราได้อีกครั้ง หาใช่เพราะอิทธิฤทธิของกะพ๊มฝ่ายเดียว เพราะกะพ๊มมม มีอิทธิฤทธิแค่สามารถเข้าพบหัวหน้าขนส่งจังหวัดและนายทะเบียนได้เท่านั้น แต่ที่สามารถจดรายการข้อมูลกลับมาแก้ไขให้ถูกต้องได้นั้น ก็เพราะ สำเนาสมุดคู่มือรับรองการจดทะเบียนที่ น้องลิสซิ่งเราไปคัดไว้ นั่นแหระคับ พอจามองภาพออกหรือยังคับ ว่า สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนรถที่มีการรับรองลายชื่อของนายทะเบียน สำคัญขนาดไหน ฝากน้องๆลิสซิ่งไว้ด้วยละกันนะครับ อย่าประมาทเด็ดขาด

ปล. คดีนี้จริงๆแล้วใหญ่โตและสร้างความเสียหายได้เยอะมาก แต่เนื้อหามิอาจนำมาเปิดเผยได้ เพียงแค่ต้องการชี้ให้น้องๆลิสซิ่งให้ความสำคัญกับ สำเนาสมุดคู่มือจดทะเบียนที่มีนายทะเบียนรับรองสำเนาถูกต้อง ให้มากๆนะครับ

อ้อ!! แล้วไม่ต้องงงนะครับ ทำไมผมไม่พูดถึงเล่มทะเบียนจิง ถึงอยากรู้ ก้อไม่อยากให้ถาม อิอิอิ ถึงถามก็บอกไม่ได้ค๊าบบบ

หนูรวบเอง

เคสนี้ไปพบเข้าโดยบังเอิญ คือ ไม่ได้ตั้งใจจะตรวจขั้นตอนการบันทึกรายการของน้องๆหรอกครับ แต่ด้วยบังเอิญว่า มีประเด็นที่ต้องเข้าไปสืบสวน คือ ต้องท้าวความกันนิสนุง ว่า ลูกค้าเป็นบริษัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเทพ มีสาขาอยู่ต่างหวัด โดยเปิดบัญชีออมทรัพย์สำหรับให้สาขาต่างจังหวัดนำเงินค่าสินค้าฝากเข้าบัญชีทุกวัน แล้วส่งแฟกซ์ไปให้สำนักงานใหญ่ดู แต่มาเกิดเรื่องตรงที่ยอดเงินคงเหลือที่สำนักงานใหญ่บริษัท ไม่ตรงกับยอดที่สาขาบริษัทนำฝาก คืองานนี้ลูกจ้างของบริษัทโกงแหง๋ๆ แต่เพื่อความสบายใจของบริษัทลูกค้า ทางเราเลยอำนวยความสะดวกตรวจสอบให้ เพราะลูกค้ายืนยันว่ามาทำรายการโดยนำสมุดบัญชีออมทรัพย์ไปด้วยทุกครั้ง



งานนี้เลยต้องมาตรวจสอบการทำรายการกันย้อนหลังเพื่อยืนยันการทำงานของเราว่าโปร่งใสตรงไปตรงมาตลอด ปรากฎว่า เกือบงานเข้า เพราะไปเจอรายการที่ ฝาก No book หลายรายการ ทั้งๆที่เป็นวันเดียวกัน เล่นเอา Fraud เหงื่อหยดเรย นึกว่าเด็กเรามีเอี่ยวซะแร้ว โชคดีที่ลูกค้าไม่ได้ติดใจ เห็นการตรวจสอบยอดเงินและทราบข้อเท็จจริงว่าเกิดจากลูกจ้างของลูกค้าเอง ก็ไปดำเนินการกับลูกจ้างของตัวเองฝ่ายเดียว



ส่วนรายการที่กล่าวถึงก็คือ ลูกค้ามาฝากเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์จำนวน 3 รายการ พร้อมนำสมุดคู่ฝากมาด้วย เข้าใจว่าน้องๆที่สาขา คงไม่อยากใส่สมุดเงินฝากทั้งสามรายการ เลยบันทึกรายการเป็น Nobook 2 รายการแรก ส่วนรายการที่ 3 ก็บันทึกเป็น มี book ซึ่งจะทำให้เห็นรายการเงินเข้าทั้ง 3 รายการ คงคิดว่าลูกค้าต้องการเห็นแค่ยอดเงินเข้าก็น่าจะจบ ประเด็นนี้ ถ้าไม่มีการต่อสู้ทางคดีว่า นำสมุดบัญชีมาทำรายการด้วยทุกครั้ง ก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ถ้ามีการต่อสู้กันขนาดชี้ขาดผลคดี ก็ไม่อยากนึกนะครับ ว่าน้องๆจะโดนเอี่ยวด้วยขนาดไหน งานนี้โชคดีไป ที่กล้องวงจรปิดยังบันทึกภาพยืนยันว่าค้าทำรายการโดยมีสมุดและทำ 3 รายการรวด ยังไงก็ย้ำเตือนให้ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัดนะครับ จะได้ไม่ต้องมากุ้มใจ ไม่มี ล ลิง ค๊าบ ลิง จ๊าก จ๊าก เป็นห่วงนะ



ปล. งานนี้ Fraud เอาใจลูกค้าเป็นพิเศษค๊าบ เลยไม่ทันได้ติดใจการทำรายการนี้ น้องๆก็ทำบุญกันมาเยอะจริงๆ

KYC ดูดีๆมีรางวัล

น้องๆสาขาเคยตั้งข้อสังเกตมั๊ยครับว่า พอเลยระยะเวลาที่กล้องวงจรปิดจะสามารถเก็บบันทึกภาพได้ก็มักจะมีเรื่องเข้ามา และหลายๆครั้งที่มี case เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่หลงเหลือให้ตรวจหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็มักจะมีแค่สลิปฝากหรือถอน ใบคำขอเปิด ฯลฯ ล้วนแต่เป็นเอกสารที่เกินความสามารถที่น้องๆจะจำเหตุการณ์ได้ งานนี้พวกพี่ๆก็มีหน้าที่มารื้อฟื้นความจำของน้องๆกัน ดูตั้งแต่ลายเซ็นต์ ข้อมูลระบบที่พิมพ์บนหัวสลิป พลิกหน้าพลิกหลัง ดูแล้วดูอีก เพื่อหาจุดที่จะรื้อฟื้นความจำน้องๆให้ได้ เพราะสถานภาพพนักงานจะอยู่หรือไปก็ขึ้นอยู่กับความจำนี่แหระ แต่ก็มักเป็นไปตามคาด
“เรื่องมันนานมาแล้วพี่”
“โห ลูกค้ามาทุกวัน ใครจะไปจำได้ว่าวันไหน”
“ถ้ามีภาพบันทึกกล้องวงจรปิดก็จบแล้ว”(แล้วมันมีมั๊ยล่ะ อิอิอิ)

แต่ก้ออีกนั่นแหระ ไม่มีอารายเกินความสามารถ FRAUD หรอกคับ เพราะคนเราเวลาทำอะไร ก็มักจะหลงเหลือหลักฐานให้สามารถติดตามมาปะติดปะต่อเรื่องจนได้ แต่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือน้องๆที่ต้องบอกเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตอบคำถามตามระเบียบที่ต้องปฏิบัติ(ซึ่งมักจะไม่ค่อยปฏิบัติ รวบตาหลอด) และหลายๆครั้งเมื่อเปิดใจพูดสิ่งที่ปฏิบัติหน้างานกันจริงๆก็ทำให้ FRAUD สามารถคลี่คลายข้อเท็จจริงและรื้อฟื้นความจำน้องๆ ขึ้นมาได้ทำให้สถานภาพพนักงานยังคงอยู่ได้ต่อไป(555 ไม่เชื่อถามหลายๆสาขาดูว่าจิงอ๊ะป่าว ว่าพูดเรื่องจริงแล้วทำให้รอดตาย)
แต่ไปโดนเรื่องวินัยรึป่าว อันนี้ไม่รู้นะ ไม่เกี่ยวก๊ะ FRAUD !!!

จริงๆแล้ว เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ถ้าน้องๆยึด KYC (KNOW YOUR CUSTOMER) พิสูจน์ตัวตนของลูกค้าได้จริง หรือปฏิบัติอย่างจริงจัง เรื่องไม่เป็นเรื่องก็คงไม่เกิด เช่น ดูบัตรประชาชนเป็นผู้ชายแต่คนมาทำรายการเป็นผู้หญิง ดูหน้าแล้วไม่เหมือน(ซึ่งไม่น่าจะแก่เกินบัตรกว่า 6 ปี) สิ่งที่มักจะไม่ค่อยเปลี่ยนก็คือ จมูกครับ รองมาก็คาง แล้วก็หูครับ (ถ้าใครเคยดู โน้ส อุดมที่พูดถึงเรื่องการไปขอวีซ่า อเมกาแล้วต้องถ่ายรูปเห็นหู นี่ล่ะครับ!!! สิ่งที่สำคัญเพราะไม่ค่อยมีมนุษย์ที่ไหนไปทำศัลยกรรมหูครับ จึงให้เป็นตัวพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลได้ดี)

เมื่อเร็วๆนี้ มีการจับคนร้ายนำรูปตัวเองซึ่งอายุกว่าหกสิบปี ไปติดแทนบัตรประชาชนลูกน้องอายุสามสิบกว่าๆ แล้วมาขอเปิดบัญชี ซึ่งแน่นอนครับ ผลการเปิดบัญชีสำเร็จได้เลขบัญชีพร้อมสมุดออมทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย พี่ก็เชื่อครับว่าน้องๆ KYC กันมาแล้ว แต่อายุหกสิบกว่า กับ สามสิบกว่านี่ ยังให้ผ่าน มันน่าตีชะมัด นอกจากดูหน้าก็ดูพ.ศ.เกิดหน่อยก็ดีนะค๊าบบบ พี่น้อง นอกจากนี้ก็ต้องฝากทางพี่ๆที่อาวุโสของสาขาช่วย KYC กันอีกชั้นนะครับ บางที FRAUD ไปสืบสวนที่สาขายืนยันหนักแน่นว่า น้องก็ดูมาแล้ว ผมก็ดูแล้ว ผ่านตั้งสี่ตา จะไม่ดูได้งัย พอมาดูกล้องวงจรปิด น้องเรียกปุ๊บ พี่ก็คีย์อนุมัติปั๊บ อย่างนี้น่าโดนทั้งพี่ทั้งน้อง เร้ยยยยย ก็ยังไงก็ดูให้นานขึ้นอีกนิสนุงน๊า

ปล.เน้นย้ำโดยเฉพาะ จมูก คาง หู แล้วอีกเทคนิคคือ หมู่โลหิตครับ เจ้าตัวต้องจำได้ ถ้าตอบผิดรับรองได้ว่าผิดฝาผิดตัวแน่นอนค๊าบบบ

ข้อระมัดระวังเกี่ยวกับเงินในลิ้นชัก

ช่วงนี้งานเข้าเยอะจิงๆคับพี่น้อง แทบไม่มีเวลามาเขียนเรื่องเล่าบอกข่าวกันเลยทีเดียว แต่ก็ต้องหาเวลามาเขียนจนได้ เพราะรู้สึกน้องๆสาขาจะเริ่มย่ามใจกันเยอะจะว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ไม่น่าจะใช่เพราะสื่อความกันทุกวัน นึกแล้วเหนื่อยใจจริง เฉพาะสัปดาห์นี้ ต้องริบบัตรพนักงานของน้องๆไปหลายคน พอขยายผลก็ต้องริบบัตรเพื่อนๆน้องเพิ่มอีกอย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นเลยนะครับ
น้องๆระมัดระวังเรื่องการชำระบัตรเครดิตของตัวเองหน่อยนะครับ ถึงแม้ว่าเมื่อชำระด้วยเงินสดไปแล้ว สามารถกดเงินมาคืนได้ก็ตาม เน้นย้ำว่า อย่าแตะเงินในระบบเด็ดขาด ไม่ใช่แค่หมดสภาพพนักงานนะครับ ได้ไปเที่ยว Hong Krong กับทีมFEAUD แน่นอน อย่าคิดว่าไม่ได้ทำให้เสียหายนะครับ
เงินในลิ้นชักที่น้องๆ till buy มาจากแคชเชียร์นั้น ไม่ได้ให้ครอบครองนะครับ เพราะน้องบางคนมีเพื่อนสนิทเป็นนักกฎหมายแล้วเข้าใจผิดๆว่า ธนาคารให้ครอบครองเงินแล้วนำส่งในจำนวนที่ถูกต้องเมื่อสิ้นวัน ต้องทำความเข้าใจใหม่นะครับ นอกจากจะไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายแล้ว มีเพียงแค่หน้าที่รับจ่ายนำเข้าลิ้นชักเท่านั้นเอง ถ้าออกนอกลิ้นชักแล้วไม่ใช่เพื่อธุรกรรมของธนาคาร ก็ คุก คุก คุก (เป็นอาการไออย่างรุนแรงค๊าบ ต้อง Fraud เท่านั้นถึงจะระงับอาการนี้ได้ )
พอกล่าวถึงเงินในลิ้นชัก ก็มีการโต้แย้งอีกว่า แล้วเงินที่รับจากลูกค้าแต่ยังไม่นำเข้าลิ้นชักล่ะ เอาไปหมุนก่อนได้ป่าว ก็ คุก คุก คุก!!! อีกเช่นกันครับ เพราะลูกค้ายื่นให้น้องๆก็เพราะน้องๆเป็นตัวแทนในนามธนาคารครับ มีหน้าที่รับแล้วเข้าลิ้นชัก ถ้าไม่เข้าลิ้นชัก ก็นับว่าลักทรัพย์ทันทีครับ เพราะลูกค้าไม่ได้ต้องการให้น้องๆถือไว้ ต้องการให้นำเข้าธนาคารเลยทันทีครับ
อ้อ!!! ไหนๆก็อธิบายเรื่องนี้กันมาแล้ว ก็ขอแจ้งข่าวเพิ่มเติมด้วยเรยนะครับ ขณะนี้ทีมสืบสวนภายในองค์กร ได้นำนวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาเริ่มปฏิบัติการแล้ว คือ ระบบ Detector จะสามารถตรวจสอบพบรายการผิดปกติแล้วเข้าไปหาน้องๆที่สาขาได้ทันทีโดยมิได้นัดหมายล่วงหน้า (เอ๊ะ คล้ายๆวันมาฆะ ยังงัยก็ไม่รู้) ก็อย่าประมาทนะครับ เด๊วนี้กรรมติดจรวดครับ ไวมั่กๆ ขอบอก

ผัวเมีย ยังง๊าย ยางงาย ก็ไม่ใช่คนเดียวกัน

เมื่อบล็อกที่แล้วได้แจ้งข่าวให้น้องๆทราบกันนะครับว่า เด๊วนี้ Fraud ได้นำวิธีการสืบสวนเชิงรุก คือ Detector มาช่วยตรวจดูเฝ้าระวังการทุจริตนะครับ ก็ปรากฎว่า ได้ผลเกินคาดครับ สามารถตรวจจับความผิดปกติของรายการที่น้องๆพลั้งเผลอทำกันได้เยอะนะครับ ซึ่งหลายๆสาขาก็ได้เข้าไปเยือนที่สาขาในทันทีที่ตรวจพบและแนะนำกันบ้างแล้ว นะครับ

ส่วนน้องๆบางท่านที่อาจจะไม่ได้มีเจตนาแต่ต้องเข้าใจนะครับว่า กิจการธนาคารต้องอาศัยความเชื่อถือของลูกค้าเป็นอย่างสูง สิ่งที่จะปล่อยผ่านไม่ได้เลยก็คือ การเซ็นต์แทน นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับเงินๆทองๆหรือไม่ก็ตาม อาจจะไม่ถึงกับทุจริต แต่ก็เป็นการไม่ควรอย่างยิ่ง ถึงแม้จะเป็นคนใกล้ชิด ญาติสนิทมิตรสหาย หรือแม้กระทั่งเป็นสามีภรรยา ไม่ว่ามีใบอนุญาตขับขี่กัน(ทะเบียนสมรสนั่นแหระค๊าบ) หรือขับขี่กันโดยไม่มีใบอนุญาตก็ตามนะครับ ถึงกฎหมายจะให้เสมือนเป็นบุคคลคนเดียวกันก็ตาม สำหรับธุรกิจธนาคารเราไม่อนุญาตให้ทำนะครับ พักนี้เจอบ่อย เลยต้องเตือนกันไว้ อย่าให้เสียสถานภาพพนักงานโดยไม่จำเป็นเรยนะครับ

เรื่องที่จะบอกเล่ากันก็มีอยู่ว่า จากการที่ได้เฝ้าระวังตรวจสอบด้วยวิธีการต่างๆ(ขอปิดเป็นความลับนะค๊าบ) ก็ทำให้พบโดยบังเอิญ พนักงานของเราได้จดทะเบียนสมรสกับบุคคลภายนอก บังเอิญสามีหรือภรรยาบุคคลภายนอกนั้น ได้มีบัญชีกับธนาคาร ไม่ว่าจะด้วยการยึดอำนาจครอบครองการบริหารเงินของครอบครัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้พนักงานเข้ากระชับพื้นที่สามีรวมไปถึงบัญชีเงินฝาก บัญชีกองทุน ด้วยความเข้าใจว่าสามีภรรยาถือเสมือนบุคคลคนเดียวกันก็เลยกระทำการรวบอำนาจเบิกถอนเอง จะโดยคำสั่งหรือคำอ้อนวอนของอีกฝ่ายหรือไม่ก็ตาม ถือเป็นการปฏิบัติที่ผิดระเบียบธนาคารนะครับ หากอีกฝ่ายไม่พอใจในภายหลัง อาจถึงกับทำให้นับว่าเป็นการทุจริตได้เลยทีเดียว ฉะนั้น ขอย้ำครับ อย่าเสี่ยงเด็ดขาด อยู่บ้านอาจเป็นคนคนเดียวกันครับ แต่ถ้าแยกกันเมื่อไหร่ รับรองได้ไม่ใช่คนคนเดียวกันแน่นอนค๊าบบ พี่น้อง

ปล ได้รับการยืนยันจากผู้มีประสบการณ์ว่า อยู่กับเราก็เป็นคนของเราครับ พอคลาดสายตาเราไม่รู้เป็นคนของครายยยยยย เหอ เหอ เหอ

มุขใหม่ ขายกองทุนค๊าบพี่น้อง

ช่วงนี้รู้สึกบอลพรีเมียร์จะพลิกบ่อยนะครับ จากที่ไม่เคยดูบอลก็เลยทำให้ทีมFraud Detector ต้องให้ความใส่ใจผลบอลพรีเมียร์เป็นพิเศษและติดตามผลการแข่งขันอย่างใกล้ชิด ทีมเต็งพลิกเมื่อไหร่ เป็นสัญญาณแรกว่างานกำลังจะเข้าชนิดที่สึนามินับญาติกับ Incident ของFraud กันเลยทีเดียวครับ
แต่ถึงกระนั้น ก็ไม่ยังไม่มีอะไรรอดพ้นสายตาย Fraud Detector ไปได้หรอกครับ เพราะตามหลักอาชญากรรม คนร้ายย่อมทิ้งหลักฐานไว้เสมอ ด้วยเหตุที่ภาวะจิตใจที่กำลังทำผิด หัวใจจะเต้นแรง มือจะสั่น ทำอะไรก็จะขาดๆเกินๆเสมอ เป็นเหตุให้สามารถจับพฤติการณ์ผิดสังเกตของการเดินบัญชีได้ โดยเฉพาะในภาวะที่การลงทุนไม่ความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนหลักทรัพย์เป็นเงินสด แต่กลับมีการขายกองทุนบางตัวออกมาทั้งๆที่ใกล้จะครบกำหนด นี่ก็เป็นอีก Sign หนึ่งที่ทำให้พบเห็นความผิดปกติ แน่นอนครับ ส่วนรายละเอียดในการสืบสวนขอปิดเป็นความลับเช่นนะครับว่าสืบทราบได้อย่างไร แต่รับรองได้ครับ ไม่รอดพ้นสายตา Fraud Detector ครับ
หากผู้บริหารสาขาหมั่นตรวจดูการขายกองทุนว่าในแต่ละวันมีลูกค้ารายไหนขายกองทุนบ้าง แนะนำขั้นตอนแรกลองโทร Confirm กับลูกค้าก่อนเลยครับ เพราะเชื่อว่าในแต่ละวันมีลูกค้าน้อยรายมากที่จะขายกองทุน หรือหากไม่อยากรบกวนลูกค้าก็ลองติดตามดูหลังจากมีการขายกองทุนไปมีอะไรผิดสังเกตหรือไม่ (ขั้นตอนการตรวจดู Flow ของการซื้อขายกองทุน เข้าใจว่าผู้บริหารสาขาส่วนใหญ่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบอยู่แล้วนะครับ) และทันทีที่ตรวจพบแนะนำรีบแจ้ง Fraud ก่อนเลยครับ รับรองได้ว่า มาไว เคลมไว ขังไว ครับ เหอ เหอ เหอ
อ้อ แล้วที่ยังคาใจกันว่า ในเมื่อเงิน TOK (เพิ่งทราบจากผู้อาวุโสในแบงก์ว่า แปลว่า TOTAL OK) จะมีการทุจริตได้อย่างไร ไม่ต้องห่วงหรอกครับอาชญากรรมก็มีนวตกรรมในการโจรกรรมที่แยบยลขึ้นเรื่อยๆ มองในแง่ดีก็ฝึกสมองของทีม Detector Fraud ครับ แต่ถ้าในแง่ความเป็นจริงถือเป็นการคิดสั้นและทำลายสถานภาพพนักงานได้อย่างรวดเร็ว ค๊าบ

ปล. ต้องขออภัยที่เข้าไปที่สาขาแล้วพาลูกน้องของท่านไปเที่ยว Hong Kong โดยที่ไม่ได้แจ้งท่านทราบล่วงหน้า ก็บอกแล้วว่า มาไว เคลมไว ขังไว ค๊าบบบบบ

เซ็นต์แทน กับ เซ็นต์ปลอม ความเหมือนที่แตกต่าง

เมื่อผมได้มีโอกาสไปพบปะน้องๆที่สาขา ไม่ว่าจะด้วยเรื่องงานเข้า Fruad หรืองานเข้าน้องๆที่สาขาก็ตามนะค๊าบ ปัญหาโลกแตกสำหรับน้องๆมักจะเป็นเรื่อง ลายเซ็นต์ แต่ที่แปลกไปกว่านั้นก็คือ น้องๆมักจะสับสนกันระหว่าง เซ็นต์แทน กับ เซ็นต์ปลอม ซึ่งสองอย่างนี้ให้ผลคนละเรื่องเลยนะครับ
การเซ็นต์แทน ที่น้องๆมักจะบอกว่าลูกค้าโทรมาสั่งทางโทรศัพท์ แล้วบอกให้ทำแทนไปก่อนเด๊วจะมาเซ็นต์ให้ทีหลัง หรือที่เรียกกันว่า ไหว้วานกันนั่นแหระ อาจจะเป็นเพราะลูกค้าเชื่อใจหรือเพราะความสนิทชิดเชื้อก็ตามที จริงๆไม่อยากจะแนะนำให้ทำครับ แต่ก็ทราบดีว่ามันเลี่ยงยากเหลือเกิน ถ้าไม่บริการเด๊วจะกระทบ ซีอี (เซเว่นอีเลฟเว่น) ไม่น่าเชื่อคาถาซีอีนี้ น้องบางคนเล่าให้ฟังว่าถึงกับละเมอ 555 ไม่รู้จิงป่าว
ไหนๆก็เลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นความเสี่ยงอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ก็พอจะมีคาถากันตัวไว้ได้บ้าง แต่ไม่รับประกันความปลอดภัยนะครับ ที่พอจะทำให้รอดตายกันได้บ้าง ก็คือ ถ้าจำเป็นต้องดำเนินการแทนลูกค้าแล้วลูกค้ารับปาก รับประกันว่าจะมาเซ็นต์ให้ทีหลังนั้น ถ้าน้องต้องเซ็นต์ชื่อแทน ที่ถูกต้องตามหลัก(หลักการเอาตัวรอดนะ) ต้องเซ็นต์ชื่อน้องคนที่ทำรายการนะครับ แล้วเขียนคำว่า “(แทน)” ไว้ท้ายลายเซ็นต์น้อง แล้วก็จำไว้เลยว่าหลังจากเซ็นต์เสร็จปั๊บ จะกระทบต่อสถานภาพพนักงานน้องๆทันทีครับ ส่วนทางรอดน่ะ มีทางเดียวครับ ถ้าลูกค้ามาเซ็นต์กำกับ รับรองการทำรายการที่น้องๆได้ทำรายการไปครับ ถ้าลูกค้ามาเซ็นต์ สถานภาพพนักงานของน้องก็ยังอยู่ครับ แต่ถ้าลูกค้าไม่มาเซ็นต์ให้ ก็ตัวครายย ตัวเผือกก ครับ
ส่วนการที่น้องๆไปเซ็นต์ชื่อโดยเซ็นต์เป็นลายเซ็นต์ของลูกค้า อันนั้นเรียกว่า เซ็นต์ปลอม ครับ ถึงลูกค้าจะมาเซ็นต์รับรองรายการให้ก็นับว่าเป็นการ ปลอมลายเซ็นต์ ตามกฎหมายก็เรียกว่า ปลอมแปลงเอกสารครับ ก็จะได้สิทธิพิเศษตีตั๋วฟรีไปเที่ยว HONG KONG กับ Fruad โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ค๊าบบบบบบ

ปล. ไม่จำเป็นก็อย่าทำเลยค๊าบ ไม่คุ้มหรอก ทางที่ดี ส่งแฟกซ์ให้ลูกค้าเซ็นต์ชื่อ แล้วแฟกซ์กลับมาให้เราดูจะปลอดภัยกว่าครับ

เซอร์ไพรส์ ช็อค เอ๊ย!! เซอร์ไพรส์ เช็ค จ้า

ห่างหายกันไปเป็นเดือนนะครับ สำหรับสาขาทางภาคเหนือก็คงไม่สงสัยนะครับ ว่าผมหายไปไหนมา อิอิอิ จริงๆก็ไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ วางแผนไปเซอร์ไพรส์เช็คสาขาทางภาคเหนือมาอ่ะคับ แค่ Fraud ไป Surprise chechk น้องๆสาขาไม่ต้องถึงกับ shock !!! กันหรอกนะครับ เพราะช่วงนี้เป็นช่วง Fraud Promotion ค๊าบ เช็คให้ฟรี ไม่มี charge ไม่เสียแต้ม ไม่โดน ment มีแต่คำแนะนำดีๆมาฝากกันเท่านั้นเอง

ก่อนอื่นก็ต้องขอพระคุณท่านผู้บริหารสาขาที่ให้ความร่วมมือในการ Surprise check ของ ทีมงาน Fruad เป็นอย่างดีด้วยนะครับ ทีม Internal Fraud เราก็จะเริ่มทำการตลาดเชิงรุกไปอย่างต่อเนื่อง ก้อถือเป็นการซ้อมรบให้กับสาขาไปในตัว อย่าเพิ่งกังวลใจไปว่าจะต้องโดน Comment ทำให้เสียระดับการประเมิน เพราะ Fraud จะเน้นเฉพาะช่องทางที่อาจก่อให้เกิดการทุจริตเท่านั้นครับ ไม่เน้นเรื่องการปฏิบัติตาม Flow ของงาน ซึ่งจะมีทีมงานอื่นๆดำเนินการอยู่แล้ว อีกอย่างก็ถือเป็นข้อดีนะครับ ถ้าเราไปแนะนำให้ก่อน ก็อาจทำให้อุดช่องโหว่ที่จะทำให้เกิดทุจริตแล้วท่านก็จะได้ไม่ต้องเสียแต้ม หากปล่อยให้เกิดสถานการณ์ขึ้นจริงแล้ว คงมีผลต่อคะแนนแน่นอน ฉะนั้นก็เพื่อเป็นการไม่ประมาท สาขาไหน Request เราก็จะเข้าไปดูให้ก่อนนะค๊าบบบ (อ้อ ก่อนยื่น Request ปรึกษาเขตก่อนนะครับ อิอิอิ)

ผลจากการไปตรวจสาขาก็เลยทำให้มีข้อห่วงใยบางประการมาฝากกันนะครับ ถือซะว่าเป็นของฝากนักกอล์ฟ ละกัน

อันดับแรก เน้นเรื่องใบลงเวลาครับ แนะนำให้ผู้บริหารสาขาควรตรวจทุกวันนะครับ แล้วก็ร้อยละ 99 ถ้าผู้บริหารไม่ตรวจว่าพนักงานลงชื่อครบหรือไม่ ก็มักจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้นครับ นับจากสถิติเฉพาะ Case ที่ผมเข้าไปเองนะครับ เกิด Case ทีไร ผมขอดูใบลงเวลาก่อนตลอด แล้วก็มักจะเป็นไปตามคาด ก็ถ้าเข้มข้นเรื่องนี้ รับรองช่วยได้เยอะมากครับ อ้อ!! แล้วที่ฝากไว้ก็คือ ช่องหมายเหตุ กรุณาใส่ ตำแหน่งที่พนักงานลงเคาท์เตอร์ด้วยนะครับ ว่า High 1 ,High 2 หรือ Low 1, Low 2 เวลาเกิดเหตุช่วย Fraud ได้เยอะเรย

อันดับสอง กระเป๋าส่วนตัวต่างๆของน้องๆนะครับเช่น กระเป๋าสะพาย กระเป๋าถือ กระเป๋าเงิน กระเป๋าเคาะพ่นสี ปะ ผุ หรือกระเป๋าเครื่องสำอางค์นั่นแหระคับ เอาไปเก็บไว้ในล็อคเกอร์เถอะครับ ถ้าเอามาใกล้ลิ้นชัก เวลาเทียบเงินสิ้นวันแล้วเงินขาด ปัญหาใหญ่เลยครับ อาจได้ร่วมสนุกกับทางรายการทั้งๆที่ไม่ได้สมัครเข้ามาเล่นกับรายการนะครับ

อันดับสาม ก็เป็นเรื่องการปฏิบัติงานทั่วไป ซึ่งน้องๆส่วนใหญ่ก็ปฏิบัติตามขั้นตอนกันเป็นอย่างดี เพียงแต่มีข้อควรระวังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเอกสารของลูกค้าครับ เช่น บัตรประชาชน แนะนำว่าถ้าเป็นไปได้ก็ถ่ายเอกสารไว้ทุกครั้งจะดีมากครับ เพราะบางทีลูกค้าเปลี่ยนบัตรใหม่ อาจจะด้วยบัตรหมดอายุ หรือบัตรหาย เราจะได้มีข้อมูลอัพเดทบัตร อีกอย่างก็คือ ช่วยสังเกตใบหน้าลูกค้าด้วยว่า รูปในบัตรกับตัวเป็นๆที่มาปรากฎต่อหน้าเราน่ะ เหมือนกันป่าว ถ้าดูยากก็ดูที่หู เป็นหลักครับ รับรองว่า ไม่มีใครไปศัลยกรรมหูแน่นอน

ส่วนเรื่องอื่นๆ รายละเอียดค่อนข้างเยอะ เด๊วไว้จะเขียนเป็นตอนๆไปละกันครับ ทำไปทำมาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน

ปล. ตอนนี้ TEAM Internal Fraud ของเฮียตรง กำลังเตรียมการอบรมให้กับสาขา น้องๆสาขาที่ต้องการให้อบรมหัวอะไรเป็นพิเศษก็แจ้งกันมาได้นะครับ ส่วนบล็อกที่ผมเขียนก็ว่าจะรวมเล่มไปให้ ครายสนใจก็บอกนะครับ

รูดปื้ด รูดปื้ด กราวรูดเรยค๊าบบบบ

นับเป็นความมหัศจรรย์ของมนุษย์อีกรูปแบบนึงนะครับที่สามารถสรรหาวิธีการช่วยตัดสินใจซื้อโดยให้เครดิตซื้อก่อน จ่ายทีหลัง จริงๆก็ไม่ใช่ของแปลกหรอกครับ เพราะมีมาตั้งแต่สมัยโบราณแล้ว เพียงแต่คนสมัยก่อนมีไม่เยอะ ความน่าเชื่อก็มีมากกว่าคนยุคนี้ ระบบเครดิตสมัยนี้ก็คือ ระบบเงินเชื่อ สมัยก่อนนั่นแหระครับ

คำว่า เงินเชื่อ ก็ย่อมาจาก เรื่องเงินเชื่อถือได้ จ่ายแน่นอน เรียกสั้นๆว่าเงินเชื่อ ซึ่งยุคเรานี้เรียกว่า ให้เครดิต เมื่อก่อนผู้พิจารณาสินเชื่อเครดิตนี้ก็คือ อาเจ๊ก อาแปะ อาซิ้ม อาซ้อ ที่เป็นผู้พิจารณา โดยอาศัยโหงวเฮ้ง เป็นหลัก ส่วนเรื่องนิสัย บ้านช่อง การเดินบัญชี แกไม่มีเวลาไปดูหรอกครับ มั่นใจก็ให้กันเรย ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่ชำระหนี้ แกก็เร่งรัดหนี้สินด้วยการด่าประจาน รู้กันท้างตลาด ทำให้มนุษย์ผู้ได้เครดิตผู้นั้นต้องย่องแอบมาจ่าย ม่ายง้านเสียเครดิตไม่มีทางไปขอเครดิตกับเจ้าอื่นได้แน่นอน

แต่ในยุคนี้คนเริ่มเยอะ การรู้จักกันก็มีระยะห่างต่างจากสมัยก่อนเยอะ ซึ่งการจะให้เครดิตใครก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ส่วนขั้นตอนการให้เครดิตก็มีขั้นตอนที่มากขึ้น ระยะทางของการอนุมัติสินเชื่อก็ยาวขึ้น เริ่มต้างแต่ ทีมล่าเหยื่อ เอ๊ย! เซลล์ขายบัตร ก็มีทั้งสังกัด Bank และ NonBank นอกจากนี้ยังมี ฟรีอยู่แร้ว เอ๊ย! ฟรีแรนซ์ อีกต่างหาก ต่างคนต่างก็สรรหาลูกค้ากันในทุกรูปแบบ สลับขายกันเองก็ไม่น้อย รวมๆแล้ว ต่างคนต่างถือบัตรไม่น้อยกว่าสิบใบ จริงๆน่าจะมีการแข่งขันสะสมบัตรนะ ว่าใครมีมากที่สุดและวงเงินสูงสุดได้รถเก๋งซักคันแถมคนนั่งข้างคนขับด้วยจะดีมากกกกกกก

ที่จะกล่าวถึงเรื่องรูดปื้ด นี้ก็คือ เรื่องวิธีการของเซลล์นักล่านี่ล่ะครับ ผมไม่ค่อยห่วงเซลล์ที่สังกัด Bank และ NonBank เท่าไหร่หรอกครับ ห่วงก็แต่ เซลอินดี้ ฟรีแลนซ์ นี่ล่ะ เพราะคุณเธอไม่ค่อยสังกัดค่ายไหน ไม่รู้ด้วยเหตุเค้าไม่รับ หรือ เธอรักอิสระ วิธีการคุณเธอก็ต้องไปผ่านไลเซ่น เซลที่มีสังกัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เซลไลเซ่น ชอบมากกกกกกกกก อยู่ดีๆก็ได้ลูกค้า แมะ!!ช่างโชคดีจริงๆ และแน่นอนครับ โชคลาภไม่มาหาคนไม่ทำบุญแน่นอน วันดีคืนดี เซลไลเซ่น
ก็มี Fraud ไปหาถึงที่ทำงาน แล้วก็ชวนไปนั่งคุยกระหนุงกระหนิงที่โรงพักครับ เพราะอะไรน่ะรึ Fraud ตรวจพบว่า มีการปลอมสลิปเงินเดือนที่ใช้สมัครบัตรเครดิตด้วย Licence หนูนี่ล่ะครับ เป็นงัยครับ โชคดีอ๊ะป่าว

เท่านั้นยังไม่พอนะครับ ผู้ที่โดนหางเลขท่านต่อไปก็คือผู้สมัครครับ รับไปเต็มๆท้างลูกค้าและแม่ค้าบัตร ส่วนฟรีแรนซ์ หายเข้ากลีบเมฆไปตามระเบียบ ถ้าท้างแม่ค้าและลูกค้าไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า แม่ฟรีแลนซ์น้านมีตัวตนอยู่จริงๆ ล่ะก้อ!! ไปแต่ตัวทัวร์ยกแก๊งค์ บินไปกับFraud ค๊าบ HongKong ไปไม่กลับ ฉะนั้นอย่าเพลินกับของฟรีนะครับ ตรวจสอบหน่อย ม่ายง้านได้พิสูจน์ตัวเองกานอีกเยอะ รักนะ ถึงบอกก่อน

ปล. จ่ายรึยังค่าน้ำ ค่าไฟ จ่ายรึยังค่าโทรศัพท์ จ่ายรึยังค่าบ้าน ค่ารถ จ่ายรึงยังมากมายไปหมด ค่าบัตรเครดิต หรือค่าประกันชีวิต หรือค่าปรับ ตึ่งตึ้ง

เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เล่นแบงก์ไม่ได้ เลยเล่นกันเองซะง้าน

เรื่องก็มีอยู่ว่า น้องเรยา(นามสมมติ) เป็นนักศึกษาอยู่มหาลัยแห่งหนึ่ง ชักชวนเพื่อนสาวมาเที่ยวเล่นที่ห้องพัก หลังจากนั้นไม่นานเธอได้ตรวจพบว่า สมุดบัญชี กับ บัตรประชาชนเธอได้หายไป จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐานกับตำรวจ เธอไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนกับเรื่องสมุดบัญชีหายเท่าไรนักเพราะเธอมีบัตร ATM ฉะนั้นในการทำธุรกรรมทางการเงินเบิกถอน จึงไม่ต้องใช้สมุดบัญชีก็ได้

เหตุการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่เธอคิด วันดีคืนดี เธอไปกด ATM แล้วเงินไม่ออก พอตรวจรายการเดินบัญชีจึงพบว่าเงินถูกถอนไปโดย นังเรยาตัวปลอมมาทำรายการที่สาขา งานเข้าสาขาล่ะสิคับ งานนี้ เพราะเรยาตัวจริงดั๊นไปรับจ็อบเป็นพนักงาน Part time อยู่ที่แบงก์สีฟ้า ฉะนั้นกุนซือเธอเพียบเรย เธอจึงเริ่มเดินเครื่องตามแผนการกดดันขอเงินคืนจากสาขาทันที โดยการกดดันให้ผู้จัดการสาขาคืนเงินเธอมาให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นเธอจะดำเนินการ.....(เซ็นเซอร์)..... ซึ่งไม่เพียงแต่เฉพาะตัวเธอ กุนซือเธอก็ได้ไหว้เวียนโทรมากดดันผู้จัดการสาขาจนเป็นที่มาของ รายงาน Incident ครับ

และแล้วงานก็เข้าข้าพเจ้าจนได้ พอดีวันน้านนึกขยัน ได้รับรายงานปุ๊บก็ไปถึงสาขาภายในไม่กี่อึดใจ จนผู้จัดการสาขาก็ตกใจเหมือนกัน อิอิอิ บอกแร้วมาไว เคลมไว ขังไว แต่ส่วนดีก็คือ ทำให้ผู้จัดการสาขาได้คลายความกดดันไปนิสนุง เพราะมวยได้เปลี่ยนทางครับ เนื่องจาก Fraud อาสาคุยกับลูกค้าให้ ซึ่งทันทีที่ได้คุยก็รู้สึกแปลกๆตามประสานักสืบขี้สงสัย เพราะน้องเรยาเธอมาดูกล้อง CCTV แล้ว กลับบอกว่าไม่แน่ใจว่าเป็นเพื่อนเธอปลอมตัวมาถอน ถามก็ไม่ยอมบอกว่าเพื่อนที่มาเที่ยวห้องพัก ชื่ออะไร ยิ่งสร้างความสงสัยให้กับข้าพเจ้ามาก แต่สุดท้ายเธอก็ไม่สามารถหลบเลี่ยงการหลอกล่อจนต้องคายชื่อเพื่อนเธอออกมาให้เรารู้ เหอ เหอ เหอ มวยมานคนละช้านกานน้องเอ้ยยยย!!!

เมื่อได้ชื่อคีย์แมนมาแล้ว อารายก็ไม่ยากแระ ไม่เพียงแต่สืบรู้ว่าใครถอน ขยายผลไปจนรู้ว่าถอนแล้วเอาเงินไปฝากที่ไหน บัญชีอะไร ยิ่งสร้างความมั่นใจให้ทีมสืบสวนเป็นอย่างมาก แต่เรื่องกลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด แทนที่น้องเรยาตัวจริงจะให้ความร่วมมือในการให้เบาะแสเพื่อนเธอ กลับตั้งหน้าตั้งตาทวงถามให้สาขาคืนเงินเธออย่างเดียว เรื่องคุณเพื่อนเธอ เธอไม่สน แต่ก็อีกนั่นแหระ ไม่นานก็สืบจนรู้ว่าเรยาตัวปลอมอยู่ไหน จนสามารถติดตามให้เธอคืนเงินกลับเข้าบัญชีเรยาตัวจริงจนได้ ด้วยความดีใจทางสาขาจึงโทรไปแจ้งให้น้องเรยาตัวจริงทราบว่าได้เงินคืนแล้ว แต่เธอกลับหาดีใจไม่ แล้วก็ขาดการติดต่อไป ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะได้เงินคืน เธอแทบจะโทรมาทวงเงินจากทั้งทางสาขาและทางทีมสืบสวนทั้งเช้าสายบ่ายเย็นเช่นขวัญกับเรียม งงกันมั๊ยครับพี่น้อง เงินหายทวงแบงก์ พอแบงก์ตามเงินมาให้ได้ ก็ไม่มารับเงินคืน

ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ระหว่างเพื่อนนักศึกษาทั้งสองนี้ ทำให้เกิดข้อสงสัยไปต่างๆนาๆว่า เธอทั้งสองร่วมมือกันมาต้มแบงก์รึป่าวเนี่ย ทำให้ต้องสืบหาเรื่องจริงต่อไป และแล้วในที่สุดความจริงก็ปรากฎจนได้ ที่เธอไม่รีบมารับตังค์คืนก็เพราะเธอมัวแต่ไปเรียกเงินแสนจากตัวเพื่อนรักเธอนี่เอง เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนกับการไม่ดำเนินคดีอาญา ฐาน ลักสมุดบัญชีและบัตรประชาชนเธอ เฮ้อ!!! ทีแรกคงกะได้เงินแบงก์ฟรีๆละสิท่าเพราะยังไงตัวเองก็ตามจากเพื่อนได้อยู่แล้ว หารู้ไม่ว่าพนักงานเราต้องเดือดร้อนหากแบงก์ต้องชดใช้เงินคืน ทำไปได้นะคนเรา

ปล. นี่ล่ะน๊า ถึงจะเป็นเพื่อนรัก แต่ก็หักเหลี่ยมโหดกันได้นะ จะบอกให้ เพราะเรื่องเงินมันไม่เข้าใครออกใครอยู่แล้วววว ค๊าบบบ KYC กันให้มั่นๆ ทำบุญทำทานกันให้เยอะๆน๊า