วันอังคารที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2554

ทิ้งทวนก่อนจาก

“ก่อนจากกัน ขอสัญญา ฝากประทับตรึงตรา จนกว่าจะพบกันใหม่....” เพลงนี้ในสมัยที่ยังเรียนอยู่มัธยม มักจะได้ยินช่วงใกล้ๆสอบปิดภาคเรียนสุดท้าย หรือไม่ก็ประมาณช่วงเขียน Friendsheet ให้กันก่อนจะจากลา เพื่อระลึกถึงความผูกพันต่างๆ ที่ได้เคยสร้างวีรกรรมไว้ร่วมกันสมัยเรียน ก็ทำให้นึกถึงความทรงจำที่ดี แล้วก็ยิ้มทุกครั้งที่นึกถึง ก่อนแยกย้ายกันไปสู่สถานบันการศึกษาแห่งใหม่ หรือรั้วมหาวิทยาลัยต่างๆ

ไม่แน่ใจว่า สมัยนี้เค้าใช้เพลงอะไรในการร่ำลากันนะครับ บังเอิญผมไม่ได้จบในรั้วมหาวิทยาลัย ก็เลยจะชินแต่เพลงสถาบันของผมเท่านั้น ซึ่งน่าจะไม่เหมือนกับเพลงของชาวมหาลัยนะครับ คงนึกออกนะครับ ของผมมักจะเป็นเพลงที่แต่งสมัยวงสุนทราภรณ์อ่ะคับ ประมาณว่า ลาแล้วจักรดาว ลาก่อนสามพราน จังหวะดนตรีก็ประมาณวอลท์ แทงโก้ สวิงริงโก้ อารายทำนองเนี้ย เข้าใจว่าในยุคผมของมหาลัยน่าจะประมาณแร๊พเตอร์ เต็มที่ก็ไม่ถึงฮิปฮอบเหมือนสมัยนี้ ชัวร์ ป๊าดดด

ยิ่งจบมาอยู่ในสังคมวัยทำงานด้วยแล้ว เวลามีการพ้นตำแหน่ง ย้ายหน่วยงาน เราก็มักจะมีการร่ำลาด้วยการจัดงานเลี้ยง ร้องเพลงอำลา เมื่อเร็วๆนี้ ก็มีนะ แต่ก็ได้ยินเพลงร่ำลาก่อนจากเหมือนกันนะ เค้าร้องเพลง นางแมว อ่ะ ของหินเหล็กไฟ แกคงจะคิดถึงกันมากอ่ะคับ เน้นหนักท่อนฮุค มากเลย เพลงทั้งเพลงได้ยินแต่ท่อน “ไป ไป ไปลงนรกซะเถอะที่รัก ไป ไป ไป ไป” คงจาอาวรณ์กันน่าดู

เกริ่นกันมาซะยาว เรื่องที่กล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่จะจากกันในช่วงทำงานนี่ล่ะคับ แต่เป็นการจากลาด้วยวิธีปกติ หรือ การลาออก นั่นล่ะคับ มักจะมีช่วงเวลาให้รอคำสั่งมีผลประมาณ 30 วัน เป็นอย่างน้อย ช่วงนี้ล่ะคับ เป็นช่วงที่เหมือนเป็นช่องว่าง คนจะไปก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำงาน คนอยู่ก็ไม่ค่อยอยากจะมอบหมายงานให้ซักเท่าไหร่เพราะไหนๆก็จะไปแล้ว เลยหนักไปทางให้เคลียร์งานที่ค้างๆไว้ซะ จังหวะนี้เองล่ะคับพี่น้อง เจ้าหล่อนที่ยื่นใบลาออกจะเป็นเสมือนอากาศธาตุในสาขา ครายๆก็จะมองผ่านเธอไป สิ่งที่ไม่น่าจะเกิด ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ เพราะทุกคนก็มุ่งแต่จะรอคนใหม่เข้ามาแทนที่

เหตุไม่คาดฝันส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายการที่ต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรกว่าเรื่องจะแดง เช่น การขายผลิตภัณฑ์ต่างๆที่เคยติดต่อไว้ แล้วลูกค้าเกิดสนใจในช่วงนี้พอดี ด้วยเหตุที่ว่าเวลาน้องเค้ายื่นใบลาออก แน่นอนครับ ลูกค้าไม่ได้รับรู้ด้วยชัวร์ๆ เคราะห์หามยามร้าย ลูกค้าก็ดันมาตัดสินใจซื้อเอาช่วงที่คำสั่งลาออกเจ้าหล่อนกำลังจะมีผลบังคับพอดี ด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจอีกแร้วคับท่าน ฝากตังค์มาชำระค่าผลิตภัณฑ์ซะอีก ยังไงล่ะทีนี้ ใบเสร็จรับเงินชั่วคราวก็ไม่ได้ขอไว้ ด้วยความไว้ใจล้วนๆ วันเวลาผ่านไป น้องเค้าก็บ๊าย บาย ไปแระ เหลือแต่ลูกค้ากับพนักงานที่ยังคงทำงานอยู่ มาทำ Eye Contact กัน มองกันทำตาปริบๆนี่ล่ะคับ ไม่รู้จะคุยกันยังไงดี คนให้ตังค์มาก็ไม่รู้ว่าฝากตังค์ไปกับคนลาออก คนอยู่ก็ไม่รู้ว่าคนลาออกมานรับตังค์มาแล้ว เช่นเดิมคับ นึกไรไม่ออก โทรหา Fraud ก่อนดีก่า ว่าแล้วงานก็เข้าคับ 24 ชม.ทำการ กระพ๊มก็ต้องไปปรากฏตัว ณ สาขา เพื่อไปดูว่า เกิดอะไรขึ้น

เมื่อความจริงปรากฏดังนี้ ถึงจาออกไปแล้ว ก็ไม่เป็นไรคับ เพราะชีวประวัติน้องเค้าที่เคยให้ไว้สมัยเป็นพนักงานน่ะ มันแน่นมาก ตามหาตัวไม่ยากหรอกค๊าบบ ถึงตามตัวยังไม่ได้ ก็ออกหมายจับให้เอาตังค์มาคืนลูกค้าได้อยู่ดีล่ะ ฉะนั้น อย่าเพิ่งย่ามใจนะคับ ว่า ถ้ารอดพ้นไปได้ถึงวันคำสั่งมีผล แล้วจารอดแร้ว ลอยนวล หาเป็นเช่นนั้นไม่ สิ่งที่ทิ้งทวนไว้ก่อนจาก อาจเข้าทำนองเพลงท่อนต่อจากที่เกริ่นไว้แต่ต้นรายการนะค๊าบบบ “....ไม่นานหรอกหนา เราคงได้มาพบกัน” แต่คงพบกันแบบไม่ค่อยสบอารมณ์กันเท่าไหร่เน้อะ อย่าทิ้งทวนกันเร้ยยย

ก่อนออกก็ยังไงปัดก้น ปัดเก้าอี้ให้สะอาดก่อนนะค๊าบบบ จะได้ไม่ต้องตามตัวมาล้างมาเช็ดกันภายหลัง อ้อ! แล้วถ้าสาขาไหนไม่มั่นใจเก้าอี้คนที่จะลาออกว่าสะอาดรึป่าว บอกกันได้น๊าจะได้ดมให้ เอ๊ย!ดูให้ว่าใสสะอาดรึป่าว ค๊าบบบ

ปล.เห็นชื่อเรื่องแล้วอย่าเพิ่งคิดว่ากระพ๊มจะจากไปน๊า ยังรักชาวสีม่วงอยู่ค๊าบ งานก็ท้าทาย มีอะไรใหม่ๆมาให้ตื่นเต้นอยู่ ถึงจะตื่นเต้นน้อยลงไปเรื่อยๆ ก็ยังไม่ถึงกับทำให้คิดจากไปร๊อกกก (ถึงคิดก็ไม่บอก 555)

วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

ช่วยชีวิต กะ ผิดระเบียบ

ในช่วงเข้าพรรษาของทุกปี เชื่อว่าเราชาวพุทธส่วนใหญ่ก็จะงดเหล้าเข้าพรรษา โดยเฉพาะคอสุราที่ร่ำกันหนักในช่วงนอกพรรษา ผมก็คนนึงครับที่เข้าพรรษาทุกปี ด้วยเหตุขัดใจเพื่อนคอเหล้าไม่ค่อยเป็น ฉะนั้นต้องอาศัยช่วงจังหวะนี้อ้างเหตุเข้าพรรษาเป็นเวลาพักตับไปในตัว ซึ่งช่วงเวลานี้ก็ยอมรับว่า มารผจญมายั่วกิเลสซะเหลือเกิน มาทุกรูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งเคสที่ต้องทำในช่วงเข้าพรรษา มักจะเป็นเคสหินๆ หรือต้องทุ่มเทเกินกำลังมากกว่าปกติ ถึงจะสำเร็จลงได้ ประมาณว่า มารไม่มี บารมีไม่เกิด



แน่นอนครับ การปฏิบัติตนอยู่ในช่วงละเว้น ก็ย่อมเป็นที่ลองของของบรรดาเหล่าสิงห์ร่วมก๊วนอยู่แร้ว ไม่ว่าจะสรรหาสุราชั้นดี สถานที่เร้าใจมายั่วน้ำลายให้ออกพรรษาก่อนกำหนด ช่างทำใจยากจริ๊ง!! แต่ก็นั่นแหระ ใจต้องแข็งเข้าไว้ เด๊วมันก็ผ่านไป



เคสนี้ก็ได้ไปพบปะกับผู้ทรงศีล เอ๊ย!! ไม่ใช่ ผู้เลื่อมใสในธรรมะ ปฏิบัติธรรมถือศีล 5 เชื่อได้ว่า กิเลสคงกระทบใจท่านได้ยาก สถานที่พบปะท่านก็มักจะเป็นแหล่งธรรม งานบุญต่างๆ โดยเฉพาะงานอีเว้นท์ประเภท ปิดทอง ฝังลูกนิมิต ยกช่อฟ้าใบระกา มุงหลังคาโบสถ์อารายประมาณเนี้ยะ แมะ!! ช่างแตกต่างกับสถานที่ของเราจริ๊งงงง แต่ก็อย่างว่า คนละกิเลส เปรียบเสมือนแม่เหล็กขั้วบวกฉันใด เหล่ามารผู้หลงใหลในกิเลสก็เป็นดั่งแม่เหล็กขั้วลบ ฉันนั้น ขั้วบวกไม่ต้องไปทำอะไร อยู่นิ่งๆเฉยๆ ขั้วลบ ซึ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ก็เป็นพวกอิเล็กตรอน ก็วิ่งแถเข้ามาหาเองนั่นล่ะคับ ดั่งน้ำตาลอยู่ไหน มดวิ่งหาจนเจอน่านแหระค๊าบ



และแล้ว การพบปะของแม่เหล็กสองขั้วก็เกิดขึ้นจนเป็นที่มาของเรื่องนี้จนได้ครับ เป็นเหตุให้ผมได้มาร่วมสนุกกับทางรายการนี้ คับ เป็นเรื่องของคุณยายคนเก่าคนแก่ของพื้นที่ มีที่ดินทรัพย์สินมากมาย การจับจ่ายใช้สอยในชีวิตประจำวันเป็นไปแค่พอเพียงแก่ร่างกาย ไม่ได้ฟุ้งเฟ้ออะไร เอาค่าเช่าที่ดินมาค่าอยู่ค่ากินไปวันๆ เหลือกินเหลือใช้ก็เอาไปทำบุญ ทำทาน สร้างโบสถ์ วิหาร ทอดกฐิน ผ้าป่า ฝังลูกนิมิต มีความสุขกับการได้ทำบุญปฏิบัติธรรม ก็แน่นอนครับ ลูกหลานที่มีแนวคิดใช้ชีวิตฟุ้งเฟ้ออีกขั้วนึง ย่อมอยู่ด้วยไม่ได้แน่นอน แพ้ทางกันเห็นๆ ต้องแยกตัวไป ส่วนที่อยู่ด้วยกันได้ก็ต้องเป็นทางเดียวกันเท่านั้น แกจึงเหลือแค่หลานสะใภ้คอยดูแลปรนนิบัติ ส่วนหลานแท้ๆแพ้ทางไปอยู่เมืองหลวงซะง้าน เรื่องการไปมาหาสู่ เชื่อขนมกินได้ ต้องเป็นไฟท์บังคับเท่านั้นถึงจะได้มาพบปะ แมทช์อื่นที่ไม่สำคัญ ม่ายมีทางเห็นหัวรวมถึงการดูแลปรนนิบัติย่อมไม่มีทาง คงมีแต่หลานสะใภ้เท่านั้นแหระ



เรื่องมันมาเกิดตอนคุณยายท่านนี้เกิดป่วยขึ้นชนิดล้มหมอนนอนเสื่อ ถูกหามเข้าห้อง ฉันเห็นเธอ หรือ ไอ ซี ยู นี่ล่ะ กระดิกกระเดี้ยวตัวแทบไม่ได้ ด้วยจรรยาบรรณสถานพยาบาลครับ ขอดูหลักทรัพย์ก่อนทำการรักษาแน่นอน (คุ้นๆแฮะ เหมือนตอนยื่นกู้ยังงัยม่ายรู้) กรรมของคนมีตังค์เงินสดที่อยู่ในบัญชี มีแกเท่านั้นผู้มีอำนาจถอน แล้วแกแน่นิ่งโคม่าไปซะขนาดนี้ ครายจามาถอนตังค์ค่ารักษาฟะเนี่ย อย่ากระนั้นเรย แม่พยามาร เอ๊ย พยาบาลก็แนะนำให้หลานสะใภ้มาถอนตังค์บัญชีคุณยายมาไว้บัญชีตัวเองซะ จะได้มั่นใจว่ามีค่ารักษาชัวร์ แล้วขั้นตอนการรักษาก็จะเกิดทันที แถมมีข้อห่วงใยให้ตัดสินใจไวอีกนิด ว่า ถ้าช้ากว่านี้ปลุกคุณยายไม่ฟื้นแน่ แม๊ะ!!! ข้อเสนอได้ใจจริงๆ เพียงแค่ได้ยินข้อเสนอ หลานสะใภ้ก็วิ่งโร่มาที่แบงก์แร้ว



งานก็เลยเข้าผู้การสาขาสิครับ เพราะงานนี้ต้องตัดสินใจแบบรวดเร็วหักดิบ เอาชีวิตยายเป็นเดิมพันแน่นอนครับ ประกอบกับหลานสะใภ้มาร้องไห้กดดันอยู่กลางสาขา ย่อมอยู่ในสายตาของลูกค้ามากมาย แล้วก็ด้วยเหตุที่เป็นผู้ทรงศีลด้วยกัน เคยร่วมอีเว้นท์กับคุณยายมาหลายแมทช์ ท้างฝังลูกนิมิต ปิดทองพระ ยกช่อฟ้ามุงหลังคาโบสถ์ ผู้การแกไม่เคยพลาด ไปทุกแมทช์ที่คุณยาย Recrute ด้วยความที่ Trend เดียวกัน



เดาไม่ยากเลยครับ ผู้การแกรู้ดีว่า งานนี้ต้องเลือกระหว่าง ชีวิตยาย กับ ระเบียบธนาคารแน่นอน คับ ในฐานะผู้ทรงศีล แกเลือกชีวิตยายแน่นอน ชั่วโมงน้าน !!! เงินสดในบัญชียายก็เลยเคลื่อนเข้าไปหาบัญชีหลานสะใภ้ แต่ด้วยความเก๋า แกใส่ มาสสาจสิบแปด ไว้ ให้ถอนได้เฉพาะค่ารักษาตามที่โรงบาลแจ้งบิลมา วรยุทธยังเก๋าพอนะคับเนี่ย











เรื่องราวมันก็น่าจะจบลงด้วยดี เพราะเป็นเรื่องระหว่างผู้ทรงศีลด้วยกานท้างน้าน คงไม่มีครายละเมิดกิเลสจะเอาเงินคุณยายไปเป็นของตัวเองแน่ ถ้า!!! หลานสายตรง ดั๊น โผล่ ขึ้นมาถามถึงเงินคุณยายที่เคลือนมาหาหลานสะใภ้ ซะง้าน รู้ซื้งเรย กว่าจะบรรลุโสดาบัน ทีมานยากเย็นขนาดหนายยยยย เหอ เหอ เหอ จบเอาดื้อๆแค่นี้ดีก่า เอาคอนเซปละครน้ำเน่า ให้ผู้ชมทายตอนจบกันดีกว่า






ปล. จริงๆเรื่องนี้มีแนวทางปฏิบัติตามระเบียบธนาคารอยู่แล้วนะครับ แต่จะรบกวนให้ผู้เกี่ยวข้องมาช่วยแถลงไขดีกว่านะค๊าบ

วันเสาร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2554

โจรปล้นแบงก์ค๊าบบ พี่น้อง

รู้สึกตกใจและค่อนข้างประหลาดใจอยู่ไม่น้อยว่าในยุคโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือสื่อสารกันอย่างทันท่วงที ณ ปัจจุบันนี้ จะยังคงมีโจรมาปล้นแบงก์อีก จริงๆถ้าจะเรียกให้ถูก ต้องเรียกว่าโจรมาชิงทรัพย์โดยมีอาวุธ เพราะมาคนเดียว ปล้นนี่ต้องสามคนขึ้นไป

เป็นที่น่าคิดนะครับ ขนาดโจรยังต้องลดขนาดการก่ออาชญากรรม จากสามคนเหลือคนเดียวบุกเดี่ยว ซึ่งก็น่าจะเป็นผลมาจากพิษเศรษฐกิจนั่นแหระคับ ทำให้กลุ่มโจรต้อง Downsizing ทีมงานลง 555 แต่ที่น่าแปลก ก็คือ ตามข่าวนะครับ เจ้าโจร Alone นี้ เค้าใช้คำพูดคำจาได้เหมาะกับสถานที่มาก พูดจามีหางเสียง มีครับทุกคำ “นี่คือการปล้นครับ” “เอาเงินใส่ถุงนะครับ” “ห้ามใช้โทรศัพท์นะครับ” ก็แสดงว่าน่าจะเป็นคนมีการศึกษาอยู่พอสมควร

ถ้าจะวิเคราะห์กันดีๆถึงความคุ้มค่าในการลงทุนแล้ว จริงๆการปล้นแบงก์ในยุคนี้ นับว่าผลตอบแทนไม่คุ้มค่าเลยครับ ถ้าเทียบกับการปล้นร้านทอง ลองคิดดูนะครับ เคาท์เตอร์นึงมีเงินไม่กี่หมื่น อย่างเก่งก็แสนกว่า เทียบกับทองคำเส้นห้าบาทสิบบาทได้ แค่เส้นสองเส้นเอง ไม่รู้คิดได้งัยมาปล้นแบงก์ เจอตัวเมื่อไหร่ต้องสอนเรื่อง High Risk High Return ซะแร้ว เอ้า!!พล่ามยาวอีกแระ ว่าจะพูดถึงเรื่องการเตรียมตัวรับมือสถานการณ์เมื่อเกิดการโจรกรรม ซะหน่อย เกือบลืมไปเรย ค๊าบบบบ

สำหรับสาขาที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนก็ได้แนะนำกันไปบ้างแล้ว รวมถึงสาขาที่เคยมีทีม Fraud ไป Surprise shock เอ๊ย Surprise check ก็คงได้รับคำแนะนำกันไปแล้วนะครับ ถึงแม้ว่าในรอบปี จะมีการปล้นแบงก์ไม่กี่ครั้ง แต่ก็นับว่าประมาทไม่ได้ เพราะโจรมีอาวุธอาจจะไม่ใช่แค่เสียหายด้านทรัพย์สินเท่านั้น เพดานความเสียหายยังประเมินไม่ได้ อาจจะถึงชีวิตร่างกายก็เป็นได้ หากจะละเลยเสียก็ยิ่งจะดูประมาทไปหน่อย โดยเฉพาะถ้าความเสียหายไปเกิดกับลูกค้าด้วยแล้ว ก็ยิ่งเสียภาพลักษณ์กันไปใหญ่

ถ้าเราจะวิเคราะห์ถึงพฤติการณ์คนร้าย แน่นอนครับ ไม่มีคนร้ายที่ไหนฟลุ้คเข้ามาสาขาวันแรกแล้วปล้นหรอกครับ มันต้องมาดูลาดเลาก่อนเสมอ ม่ายง้านอาจเกิดการซื่อบื้อไปเข้าเคาท์เตอร์รับเปิดบัญชีใหม่ จะหน้าแตกซะป่าวๆ ก่อนปฏิบัติการ ต้องมาสำรวจว่า เคาท์เตอร์ไหนน่าจะมีเงินสด แน่นอนครับ เพื่อใช้เวลาในการปล้นให้น้อยที่สุด

ฉะนั้นกล้อง CCTV ย้อนหลังย่อมมีความสำคัญ ผู้บริหารสาขาไม่ควรละเลยการบันทึกภาพนะครับ ถ้ามีปัญหาการบันทึกภาพรีบทำ Incident เลยนะครับ เผื่อเกิดอะไรในภายหน้า จะได้ทราบว่า ผู้บริหารได้แจ้งไปแล้ว ไม่ได้ละเลยเพิกเฉย และการทำ Incident จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาด้วยความรวดเร็วคับ

พนักงาน รปภ. ไม่ใช่ผู้ที่ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานสาขาทำงานเอกสารนะครับ หรืองานหลักอีกอย่างที่มักพบเห็นก็คือ ช่วยถ่ายเอกสาร บางที่มีช่วยเขียนสลิป เป็น Service Planner อีกต่างหาก เฮ้อ!!! บางทีไปซื้อก๋วยเตี๋ยวให้พนักงานก็มี สุดยอดดดด!! เค้าให้มารักษาความปลอดภัยค๊าบพี่น้อง กรณีเกิดเหตุปล้นแบงก์ครั้งนี้ รปภ.เราก็ไม่รู้ไปทำอะไรอยู่หลังแบงก์คับ พี่น้อง ไม่อยากจะคิดว่า หลีกทางให้โจรเร้ย ควรอยู่ตรงประตูทางเข้า เพื่อสังเกตลูกค้าที่จะเข้ามาทำรายการครับว่า ผิดปกติมั๊ย ถ้าไม่แน่ใจล็อคประตูเลยคับ อีกอย่าง สติ๊กเกอร์โลโก้แบงก์ที่ติดเป็นแนวตรงประตูกระจกจะสามารถใช้เป็นตัวเทียบความสูงของคนร้ายได้ครับ รปภ.ควรจะรู้ความสูงจากพื้นถึงแนวระดับสติกเกอร์ เพื่อสามารถแจ้งความสูงโดยประมาณให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสกัดจับได้ทันที เพราะถ้าเกิดเหตุแล้วมาวัดความสูงกันทีหลังรับรองหาสายวัดไม่เจอหรอกคับ ประมาณว่า อารามตกใจอยู่ หาอารายก็ไม่เจอ แม้กระทั่งปุ่มกดสัญญาณแจ้งตำรวจนั่นล่ะคับ

น้องๆ AT ที่โชคดี แจ๊กพ๊อต โจรมันดิ่งเข้ามาหาเคาท์เตอร์แล้วส่งถุงให้เอาเงินใส่ ก็มือสั่นๆทำเงินล่วงลงพื้นบ้างก็ได้นะครับ ถ้าเป็นไปได้ก็หยิบเฉพาะถุงเหรียญให้มันบ้างคับ ถ้าเป็นแบงก์ก็พยายามหยิบปึ้งแบงก์ยี่สิบนะค๊าบ อันนี้คงต้องมีการซ้อมรับสถานการณ์กัน อารามตกใจไม่รู้ทำไมหยิบแบงก์พันกันแม่นจัง ที่สำคัญพยายามนึกถึงเสียงที่มันออกคำสั่งให้แม่นๆนะคับ จะเป็นประโยชน์ในการติดตามจับกุมมากเรยคับ อ้อ!! อย่าเผลอไปขายประกันให้มันล่ะ เข้าใจนะว่าโดนกดดันยอดขาย 555

หลังเกิดเหตุการณ์ เมื่อรวบรวมสติได้ สิ่งแรกที่ควรทำ คือ เทียบเงินสดทุกลิ้นชักครับ เพราะอาจมีบุคคลที่อาศัยสถานการณ์การปล้นแบงก์ ทำโจรกรรมซ้ำซ้อน ด้วยการหยิบเงินสดออกไป แล้วแจ้งเป็นยอดการถูกปล้น เพราะเกิดเหตุการณ์แล้ว ทุกคนจะต้องชุนลมุนกับเหตุการณ์โดยไม่ได้สนใจลิ้นชักตัวเองแน่นอนครับ

ปล.เหตุการณ์เช่นนี้ ถึงจะเกิดไม่บ่อย แต่ก็วางใจไม่ได้ว่าจะไม่เกิด สิ่งสำคัญก็คือ ถ้าหากมันเกิดขึ้นจริงๆ ก็ควรให้มีความเสียหายเกิดขึ้นน้อยที่สุด และการจดจำตำหนิรูปพรรณคนร้ายให้ได้มากที่สุด โดยเฉพาะความสูง กับเสียง และชุดที่ใส่มาปล้น จะช่วยให้ติดตามคนร้ายได้เร็วนะคับ

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

แป๊บเดียวก็เสียวได้

จริงๆเรื่องเงินสดในลิ้นชัก จำได้ว่าเคยเขียนในบล็อกก่อนหน้านี้แล้วนะครับ ว่า untouchable เด็ดขาด หมายถึง ถ้าไม่มีลูกค้ามาทำรายการฝากถอน หรือไม่ก็ต้องเป็นกิจกรรมของธนาคารเท่านั้น นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้จะหยิบจากลิ้นชักไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ทั้งสิ้น แล้วเงินในลิ้นชักก็ไม่ได้อยู่ในความครอบครองของพนักงาน ถือเป็นเพียงที่พักเงินสดในลิ้นชักที่เคาท์เตอร์เพื่อทำรายการรับฝากในสาขา พนักงานมีอำนาจแค่ทำตามคำสั่งการฝากถอนของลูกค้า เมื่อสิ้นวันก็ต้องหยิบมาส่งคืนแคชเชียร์ หรือหากระหว่างมีเงินสดดำรงในลิ้นชักมากกว่าที่กำหนดก็ต้องนำส่งแคชเชียร์ ทันที นอกเหนือจากนี้ คุกล้วนๆคับ


เรื่องที่ไม่น่าเป็นเรื่องก็เกิดขึ้นแบบไม่น่าเกิดจริงๆเลยคับ น้องๆคงคิดว่าเอาไปไม่กี่นาทีเด๊วเอามาคืนคงไม่เป็นไรม๊าง ก็เลยทำให้งานเข้าพี่จนได้คับ แมทช์นี้เลยได้เยือนสาขาในเรื่องเดิมๆครับ เรื่องมันเกิดขึ้นเพราะต้องการจะขอสินเชื่อจากแบงก์อื่น แต่ Statement ของตัวเองไม่ค่อยได้เดินเท่าไหร่ เกรงว่าหากยื่นไปอาจได้น้อย ก็เลยหาวิธีที่จะทำให้ Statement ตัวเองเดินได้สวยงาม ปัญหาก็อยู่ตรงที่จะเอาเงินสดที่ไหนมาฝากเข้าถอนออก เพราะจริงๆไม่มีตังค์อ่ะ อย่ากระนั้นเรย เราก็ AT มืออาชีพอยู่แร้ว จับเงินทุกวัน แค่ยืมไปแป๊บเดียวไม่ถึงห้านาทีเด๊วเอากลับมาใส่ลิ้นชักเหมือนเดิม คงไม่มีใครเห็นหรอกม๊างงงงง !! ช่างคิดได้เน้อะ ไอเดียดีแต่วิธีมันผิดไปหน่อยครับ ควรจะใช้เงินตัวเองและไปเดินบัญชีที่สาขาอื่น ไม่ควรเป็นสาขาที่ตัวเองอยู่ เพราะจะทำให้เพื่อนๆที่ทำรายการให้ได้รับเคราะห์กรรมของเราไปด้วยนา เด๊วจาหาว่าไม่บอก


ถึงจะหยิบเงินจากลิ้นชักไปให้เพื่อนในสาขาทำรายการฝากเข้าบัญชีตัวเอง แล้วเดินไปกด ATM ถอนมาคืนลิ้นชัก น้องๆอาจจะคิดว่าไม่ได้ทำให้ธนาคารเสียหาย แต่ความจริงแล้ว ทำแค่นี้มันก็ครบองค์ประกอบความผิดของ ลักทรัพย์ แล้วครับ ที่สำคัญน้องๆเป็นลูกจ้างของธนาคาร ก็ทำให้ถูกเพิ่มโทษเป็นข้อหา ลักทรัพย์นายจ้าง จากจำคุก 3 ปี ก็เลยเป็น 5 ปี อันนี้เป็น Step พื้นฐานที่ต้องโดนแน่ๆ ถ้าเป็นเวลากลางคืนด้วยคือ พวกสาขา Inmall ที่ทำรายการได้ถึงหลังพระอาทิตย์ตกดิน ก็ยิ่งโดนเพิ่มข้อหาเป็นเวลากลางคืนไปอีก กลายเป็นลักทรัพย์นายจ้างในเวลากลางคืน โทษจำคุกก็เพิ่มเป็น 7 ปี งานนี้สนุกเรยครับ ได้กินข้าวแดงกันยาว ติดคุกตอนเป็นสาวพ้นโทษก็แก่กันพอดี นี่ล่ะครับ เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไรม๊างที่น้องๆคิดกันแบบง่ายๆ สามารถทำลายอนาคตได้ยาวนานทีเดียวเรยนะ


ปล. ถึงจะไม่มีความเสียหายแต่ Fraud ก็ยืนยันนะครับว่าต้องพาน้องไปเที่ยว Hong Kong เช่นเดิม และที่สำคัญ จัดเต็ม คับ ขอย้ำ จัดเต็มเต็ม ไม่มีลดข้อหาคับ อ้อ!! ถ้าขยายผลเจอเพิ่มก็แถมให้อีกคับไม่ต้องห่วง อิอิอิ

เพราะโชคร้าย หรือ กรรมเก่า



มีน้องๆขอให้จัดเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อนำเสนอบ้าง ก้อ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของน้องที่ขอมา หรือว่าเป็นความโชคร้ายของน้องที่เป็นนางเอกของเรื่องนี้นะครับ มีเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อเข้ามาพอดียังก๊ะรู้เรยว่า มีคนร้องขอ






  หลายท่านคงงงว่าดูหัวข้อเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับสินเชื่อใช่มั๊ยครับ พอดีเหลือเกินน้องที่ทำเรื่องนี้ทำหน้าที่สินเชื่อค๊าบ แต่ที่ตั้งหัวข้อเรื่องนี้ ก็เพราะจริงๆน้องเค้าทำมาตั้งแต่สองสามปีก่อนโน้น แน่ะ!!! แล้วที่สำคัญ ก็ไม่ได้เป็นต้นเรื่องของการสืบสวน หากแต่เป็นการขยายผลจากการที่ผมได้เข้าไปจัดการกับบางสาขาเกี่ยวกับเรื่องเช็ค ซึ่งได้เคยเล่าให้ฟังกันไว้ในหัวข้อ เช็ค A/C Payee เข้าผิดบัญชี มีลุ้นยันเกษียร นั่นล่ะครับ ก็เลยเป็นที่มาของการขยายผลและมาพบว่าน้องสินเชื่อคนนี้ได้เข้าผิดบัญชีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่บัญชีใครที่ไหนครับ เป็นบัญชีของคนใกล้ชิดตัวเอง

สิ่งที่น่าเห็นใจก็คือ คำสั่งล่าสุดนี้เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเพราะผลงานโดดเด่น และเป็นคนทำงานเก่ง แต่ช่วงเวลาเมื่อสองสามปีก่อนอาจจะตัดสินใจผิดไปหน่อย เลยใช้หน้าที่ในการทำสินเชื่อเป็นช่องโอกาส พล่ามต่อเด๊วจะงงกันไปใหญ่ เข้าเนื้อเรื่องเลยละกันนะครับ

เรื่องก็มีอยู่ว่า เวลาลูกค้ามาขอสินเชื่อที่สาขา ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเก้าเก้า เราจะเสนอขายประกันพ่วงไปด้วย จะกลยุทธอะไรก็ตาม แต่เหตุผลที่ฟังดูดีก็คือ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีโอกาสสูง น่าน!!! เจอประจำเลยตอนไปขอสินเชื่อ บางทีนะ คุยเรื่องประกันเยอะกว่าเรื่องสินเชื่อที่ไปขอซะอีก 555 อ้อ!! ที่สำคัญออฟชั่นที่มักจะได้ก็คือ ค่าเบี้ยไม่ต้องจ่ายครับเพราะเด๊วขอรวมไปยอดจัดสินเชื่อ แมะ!! ล่อใจกันซะขนาดนี้ ไม่ซื้อได้งัย คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เกี่ยงหรอกครับ ขอให้สินเชื่อผ่านละกัน แต่ปัญหาที่เกิดต่อน่ะสิครับ คือ ลูกค้ามักจะเปลี่ยนใจขอยกเลิกเงื่อนไขทำประกันหลังจากสินเชื่ออนุมัติ หรือไม่ ก็มีเหตุให้ทางเราไม่รับประกัน จึงเป็นที่มาของการทำเช็คคืนครับ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันได้รวมไปกับวงเงินที่ขอสินเชื่อไปแล้ว


แน่นอนครับ เช็คที่ออกจากบริษัทประกันก็ต้องเป็นเช็ค A/C Payee อีกเช่นเคย แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทางลูกค้า เราก็มักจะนำเช็คไปคืนเข้าบัญชีสินเชื่อของลูกค้าเพื่อตัดยอดหนี้วงเงินสินเชื่อ ซึ่งถ้าเหตุการณ์ปกติ ลูกค้าก็มักจะได้ประโยชน์ล้วนๆจากการที่น้องๆอำนวยความสะดวกให้ โดยเป็นผู้คีย์เช็คจากบริษัทประกันนำเข้าบัญชีลูกค้าให้ โดยที่ลูกค้าไม่ทราบด้วยซ้ำไป ซึ่งจุดนี้ทำให้น้องๆที่ใจไม่แข็ง และอาจกำลังเดือดร้อนพอดี เผลอตัวเผลอใจนำไปเข้าบัญชีตัวเองหรือคนใกล้ชิดได้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ หากเข้าบัญชีตัวเองก็จะต้องให้เพื่อนทำรายการให้ แล้วเพื่อนก็ไว้ใจเพื่อนเสียเหลือเกิน ทำรายการให้โดยไม่สงสัยเร้ยยยย เพื่อนขอมาก็จัดให้ตลอด พอเป็นเรื่องขึ้นมาล่ะคับ น้องๆที่ทำรายการให้ก็เข้าข่ายโชคร้ายแระ แต่สุดท้าย ยังไงก็แล้วแต่ครับ ไม่ว่าความผิดจะถูกปกปิดไว้นานเพียงใด ซักวัน น้ำลด ตอก็ต้องผุด ในวันที่ทำผิดอาจไม่มีใครรู้หรือไม่มีใครจับได้ นั่นอาจเป็นเพราะบุญเรายังเยอะอยู่ครับ พอบุญหมดก็เหมือนน้ำลด ตอมันก็โผล่มาแบบไม่รู้ตัว มารู้อีกที ทีมFraud ก้อมาหาที่สาขาแระ ว๊า!!!แย่จัง


ปล ที่น่าโชคร้ายกว่าก็คือ เพื่อนๆที่ทำรายการให้เพื่อน อุตส่าห์เชื่อใจมาทำกันได้ คราวหน้าถ้าเพื่อนให้ทำรายการให้ก็กระซิบผู้บริหารสาขาหน่อยก็ดีน๊า อย่างนี้เค้าเรียก กรรมเก่า มาโผล่ตอนบุญหมด ก็ ทำบุญเยอะๆ ปล่อยนก ปล่อยกา ปล่อยเต่า แต่ไม่ต้องปล่อยแก่ นะ เด๊วจาบาปหนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า

วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สองคนในร่างเดียว

วันนี้เปิดบล็อกมาต๊กกะจายอย่างแรง เมื่อเห็นจำนวนผู้ชมเข้ามาอ่านบล็อกเยอะมากเกินคาด รู้สึกมีกำลังใจเขียนมากมายเรยคับ เพียงแวะมาอ่าน แค่ผ่านๆก็ดีใจแร้วค๊าบบ

เช่นเคยครับ ปัญหาเดิมๆ แต่หลากหลายลีลาเหลือเกิน ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็พอๆกับคดีตำรวจไล่จับคนเล่นพนันนั่นแหระ คับ ต่างกันก็ตรงที่ลีลาการหลบหนีตำรวจ ยังไงยังง้านเลยล่ะ
จะว่าไปแร้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทีม Fraud เท่านั้น ที่สรรหานวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาใช้นะครับ วิวัฒนาการของลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (อ้าว เขียนเองยังงงเอง) คือ ตอนมาใช้บริการเราก็เป็นลูกค้า แต่พอเวลาผ่านไป ลูกค้าคนเดิมกลับไม่ใช่ลูกค้าซะแร้ว กลายเป็นลูกความซะง้าน 555 ก็เรื่องหลักๆของทุกสาขานั่นแหระคับ มีทุกวัน พันสาขา เป็นประตูบานแรกของลูกค้าเราเลยครับ เปิดบัญชีใหม่ นั่นเอง แระแร้วภารกิจอันสำคัญนี้ พี่ๆก็มักจะมอบให้เป็นการรับน้องใหม่ไฟแรงของสาขา ที่มุ่งมั่นขยันกับการเปิดบัญชีเป็นที่สุด เป็นผู้รับสิทธินี้ไปดำเนินการ ส่วนเหตุผลนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อิอิอิ

น้องๆ ทราบมั๊ยครับว่า นวัตกรรมใหม่ของลูกค้าเราที่สร้างความงุนงงให้กับทีม Fraud เป็นอย่างมากคือ ณ บัด Now ได้เกิดปรากฎการณ์ มนุษย์ 2 คน มีเลข ID Card 13 หลัก เลขเดียวกันมาแล้ว แล้วที่น่าต๊กกาจายมากกว่าน้านคือ บัตรประชาชนทั้ง 2 ใบ ออกโดยหน่วยงานรัฐซะด้วย พูดง่ายๆก็คือ นายแน่มาก ช่างกล้าเอามนุษย์ที่ไหนไม่รู้มาสวม ID คนในทะเบียนราษฎร์ เมื่อลูกค้ายื่นบัตรประชาชนมาขอเปิดบัญชี แค่เห็นบัตรมีสมาร์ทการ์ดเท่านั้น ล่ะ แม่เสียบเข้าแท่นอ่านทันที เดชะบุญที่ข้อมูลเก่าเคยเปิดบัญชีมาแล้วที่สาขาอื่น การเปิดบัญชีครั้งนี้ก็ยิ่งสะดวกโยธินเป็นไหนๆ เพียงแค่ชั่วอึดใจ บัญชีใหม่ก็เกิดขึ้นได้ทันทีอีก 1 บัญชี ประมาณว่า น้องชงมาปุ๊บ พี่ตบซุปปั๊บ ทั้งเอทีเอ็ม ท้าง SMS อันเลิศ สบายใจ เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนอีกซะหน่อย แหร่ม เร้ยยยย ประมาณว่า ช้านรอสิ่งนี้มานานแล้ว เยส เยส เยส

ทีนี้พอมัน Alert สิครับ ความก็เลยแตก เพราะมันดันไป Alert ที่มือถือของเจ้าของบัญชีแรกที่ข้อมูลวิ่งเข้ามาตอนน้องเสียบการ์ด อ่ะคับ เพียงแค่ชั่วอึดใจ ลูกค้าบัญชีแรกก็มาถึงสาขา เจ้าของสาขาแรกก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก็เจ้าแรกม่ายด้ายสมัคร SMS Alert นี่หว่า มันดังได้ยางงาย ครายถอนบัญชี ช้าน แต่พอเช็คเงินในบัญชีก็ยังอยู่ครบนิ เรียกข้อมูลดู ถึงได้รู้มีการเปิดใหม่เป็นบัญชีที่สอง ประมาณว่า สองคนในเลขเดียว งานก็เลยมาเข้า Fraud เรยคับ ต้องมาพิสูจน์กันว่า ครายตัวจริง ครายตัวโคลนนิ่ง

ปัญหานี้สามารถแก้ได้เบื้องต้นง่าย คับ ถ้าตอนเปิดบัญชี น้องๆควรจะเอ๊ะใจนิสนุง ว่า ลูกค้ามีบัญชีอยู่แล้ว จะมาเปิดใหม่อีกทำไม โดยเฉพาะเปิดบัญชีประเภทเดียวกัน ส่วนลีลาในการถามลูกค้าก็ไปสรรหาออกแบบคำถามตามใจชอบนะครับ เด๊วจะกระทบ เซเว่น อีเลฟเล่น ซะ

อีกข้อที่ควรระวังก็คือ หมายเลขโทรศัพท์เดิมจากข้อมูลเก่า น้องๆไม่ควรถามนำครับ ว่ายังใช้เบอร์เดิมใช่มั๊ย แต่ควรถามว่า เบอร์เก่าหมายเลขอะไรคะ เป็นไปได้ยากมากที่จะจำเบอร์เก่าตัวเองไม่ได้ แล้วถ้าลูกค้าบอกเบอร์ใหม่ซึ่งไม่ตรง ก็น่าจะใช้วิธีเหมือนที่มีหนุ่มๆมาขอเบอร์นั่นล่ะครับ ลองยิงเข้าไปเลย ว่ามันดังรึป่าว ถ้าดังก็ค่อยติ๊ก SMS Alert นอกเหนือจากนี้ ก็ไปวัดดวงกันเอาเองละกันนะค๊าบบบบบ

อ้อ แล้วถ้าชื่อตามหน้าบัตรประชาชนไม่ตรงกับข้อมูลเก่าที่เรียกจากบัญชีเดิม ก็อย่าใจดีกันถึงขนาดเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ขอเอกสารการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลนะค๊าบ ถึงจะติดซุป แต่ก็เชื่อได้ว่า พี่ซุปตาเค้ามั่นใจน้องกันซะจริ๊ง น้องยิง พี่ตบ จบข่าวคับพี่น้องงงงง

ปล. อย่าลืมทำบุญทำทาน ทำสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา โดยเฉพาะปลาหมอน๊า จะได้ม่ายต้องเจอหมอความ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะค๊าบบบน้องใหม่ท้างหลายยยย


วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พลาดเพราะปลอกแท้ๆ

ฮั่นแน่!!! เห็นหัวเรื่องรีบคลิ๊กอย่างไวเร้ยยยย รู้นะว่าคิดอะไรอยู่อ่ะ อย่าเพิ่งคิดไปถึงไหนต่อไหนนะค๊าบ ไอ้ปลอกที่ว่าเนี้ยะ ไม่ใช่ปลอกอะไรที่หนาย มานก็คือ ปลอกแหนบรัดธนบัตรนั่นเองครับ มันมีประโยชน์อะไรหรือ ก็มีไว้บอกว่าได้ผ่านการนับอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว่าครบหนึ่งร้อยฉบับ ; เพราะมันจะมีช่องว่างให้พนักงานที่นับเซ็นต์ชื่อไว้ด้วยล่ะ และมนุษย์ผู้เซ็นต์นี่แหระจะต้องเป็นผู้กรรมหากภายหลังมีการนำไปรัดเข้าเป็นปึกแล้วธนบัตรไม่ครบ ไม่ต้องตกใจนะครับว่าจะมีเฉพาะแบงก์เราแบงก์เดียวที่มีปลอกแบบนี้ มันมีกันทุกแบงก์นั่นแหระคับ แล้วที่สำคัญ ก่อนที่มันจะเข้าไปอยู่ในตู้Volt ของแบงก์เรา มันจะต้องเป็นปลอกของแบงก์เราเท่านั้นนะครับ พล่ามยังก๊ะเด็กสาขาจะไม่รู้ 555 รู้หมดแหระ แต่ทำไมถึงพลาดได้เนี้ยะ!!!!







เจ้าปลอกนี่ มันมีฤทธิ์เดชไม่ธรรมดานะครับน้องๆ ผมยังนึกชื่นชมคนคิดปลอกนี้ขึ้นมาตั้งแต่สมัยยังไม่ทำงานแบงก์ เพราะเคยนำธนบัตรจากแบงก์นึงไปฝากอีกแบงก์นึง ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว หรือจะเรียกให้ง่ายกว่าน้านก็คือ แบงก์อ่ะอยู่ติดกันชนิดที่ใช้เสาประตูร่วมกันทีเดียวเลยล่ะ เราแค่หิ้วธนบัตรจากแบงก์นึงใส่ถุงกระดาษแพ็คอย่างดีแล้วเดินไปอีกแบงก์นึง ต่อคิวฝากเงินประมาณคิวสองคิว ชนิดที่ว่าตดไว้ยังไม่หายเหม็นเรย ก็ได้เข้าไปทำรายการฝากแร้ว เชื่อมั๊ยครับท่านผู้ชม น้องแบงก์ที่เราไปฝากใหม่ เค้าแกะปลอกก่อนเรยแล้วนับใหม่ ไอ้เราก็นึกว่าเห็นเราเอาธนบัตรมาจากแบงก์คู่แข่ง น้องเค้าคงโกรธแค้นไม่อยากเห็นปลอกแบงก์อื่น (ชักออกแนวจิตนิดๆนะเนี่ยๆ) เลยถอดออกนับใหม่ เมื่อครบหนึ่งร้อยฉบับก็แอบยิ้มอย่างสะใจที่มุมปากเล็กน้อย แล้วก็หยิบปลอกของแบงก์ตัวเองมารัดเป็นแหนบแถมเซ็นต์ชื่อกำกับอย่างสะใจว่าครบ ไม่โดนต้ม เออ เอาเข้าไป คิดได้นะเรา






  น้องๆพอจะเข้าใจแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าผู้ที่คิดปลอกมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา เค้าต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมาก เล็งเห็นแล้วว่าจะหาเรื่องให้น้องๆที่สาขาต้องนับทวนธนบัตรให้ครบร้อยฉบับได้ยังไง เพราะส่วนใหญ่น้องๆพนักงานแบงก์สมัยก่อนจะเชื่อใจลูกค้ามาก ไม่ค่อยนับ หรือไม่ก็มีวิสัยทัศน์ที่ผิดๆ คือ ไม่กล้านับเงินต่อหน้าลูกค้า เด๊วลูกค้าจะหาว่าไม่ไว้ใจ






จากการสอบถามผู้ประสงค์ออกความเห็นแต่ไม่ประสงค์จะออกนามเพราะกลัวโดนประนามในภายหลัง ได้ให้ข้อมูลมาว่า ผู้คิดปลอกนี้ได้คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่รู้อารมณ์ไหนแกก็มาสะดุดหยุดตรงช่วง การรณรงค์ใส่ปลอกนี่ล่ะครับ ฟังดูชื่อคุ้นๆ ทะแม่งๆอยู่นา แกก็เลยนำมาเสนอผู้มีอำนาจให้มีการรณรงค์ใส่ปลอกให้กับธนบัตรด้วยครับ แล้วก็ยังกำหนดให้คนนับต้องเซ็นต์ด้วย เวลาธนบัตรไม่ครบจะได้ตามตัวถูก ต่อมาภายหลังการใส่ปลอกมันฟังดูไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับพนักงานสาวๆ แบงก์ก็เลยออกความเห็นในการเรียกคำเลี่ยงจากปลอกรัดแหนบเป็นเหลือคำว่า รัดแหนบ หรือ แหนบ เท่านั้น ครับ เรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดกันในบรรยากาศแห่งการร่ำสุรานะ ผู้รู้จริงโปรดมาชี้แนะด้วยนะครับ ก่อนที่น้องๆเค้าจะเอาไปเล่าต่อๆกันไป 555







พล่ามมาซะยาว เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็มาจากไอ้เจ้าปลอก หรือ แหนบ นี่ล่ะครับ เค้ามีไว้ให้ประจำสาขาแต่ละสาขา เพื่อให้พนักงานเรานับครับ พอดีลูกค้ารายใหญ่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆที่สาขา จะได้ไม่ต้องเสียเวลานับใหม่กันนาน พี่แกเลยขอปลอกของสาขาไปให้เสมียนฝ่ายการเงินที่ร้านแก นับครบแล้วรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย จากการสืบสวนในเชิงลึก ทราบว่า เฮียแกเล่นไปขอของทุกแบงก์เลยครับ เพราะแกต้องเอาเงินไปเข้าหลายแบงก์ ก็เลยใช้ปลอกรัดแหนบแยกแบงก์ไว้ให้เด็กเรย เวลาไปเข้าจะได้ไม่ผิดแบงก์ แต่ขอประทานโทษครับ!!! เฮียแกไม่ทันได้คิดว่า แกทำเช่นนี้ ทำให้น้องๆเราเอาแบบสบายเข้าว่า ในเมื่อเฮียใส่ปลอกมา หนูก็จัดเต็ม เซ็นต์ไปโดยไม่ต้องนับทวนต่อหน้าคนฝาก และแล้วมันก็เป็นที่มาของเงินขาดครับ เพราะเฮียแกดึงไปเข้าแบงก์อื่นแหนบนึง โดยลืมบอกเด็กที่จะเอามาฝากเข้าแบงก์เรา เด็กที่ร้านก็ไม่ได้นับก่อนจะเอาใส่ถุงกระดาษมาฝาก รวบเข้าถุงนำส่งสาขาของแบงก์เราเลย น้องๆที่สาขาเราก็ดีจนน่าใจหาย เห็นเหยื่อ เอ๊ย!! ลูกค้าคนกันเองมาท้างทีก็ต้องตีหนิดหนมเมาท์ซะหน่อยเผื่อฟลุ้คได้อีกแอ๊บ  ก็เลยไม่ได้นับทวนเพราะมัวแต่เมาท์ เห็นใส่ปลอกรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย แม่ก็เซ็นต์ตามแหนบเรย โชคดีนะครับที่ภาพกล้องวงจรยังไม่ลบและสามารถเก็บภาพให้เห็นจำนวนแหนบได้ เลยทำให้หาเจอว่าเงินที่ลูกค้านำมาฝากนั้น ไม่ครบตามสลิปที่เขียนมา ไม่ง้านละก้อ ต่อให้ทีม Fraud เทพขนาดไหน ก็คงหายากล่ะค๊าบ พี่น้อง งานนี้กว่าจะหาเจอก็เรียกกันได้ว่า ถึงกับต้องบนบานศาลหลังสาขากันเรยทีเดียว เล่นเอาซะ Fraud ไข้จับเลยค๊าบงานนี้ ยอมรับจริงๆว่า ถึงกับต้องลงทุนมุดโต๊ะหากันเลยนึกว่าเงินหล่นตามพื้น เฮ้อ!!!







ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปลอกใครปลอกมันค๊าบ อย่าเอาไปใส่แทนกันเด็ดขาด เด๊วติดเชื้อ เอ๊ย!! จะพลาดถ้าไม่ได้นับทวนต่อหน้ากัน ค๊าบบบบบ