วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เพราะโชคร้าย หรือ กรรมเก่า
มีน้องๆขอให้จัดเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อนำเสนอบ้าง ก้อ ไม่รู้ว่าเป็นความโชคดีของน้องที่ขอมา หรือว่าเป็นความโชคร้ายของน้องที่เป็นนางเอกของเรื่องนี้นะครับ มีเรื่องเกี่ยวกับสินเชื่อเข้ามาพอดียังก๊ะรู้เรยว่า มีคนร้องขอ
หลายท่านคงงงว่าดูหัวข้อเรื่องไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับสินเชื่อใช่มั๊ยครับ พอดีเหลือเกินน้องที่ทำเรื่องนี้ทำหน้าที่สินเชื่อค๊าบ แต่ที่ตั้งหัวข้อเรื่องนี้ ก็เพราะจริงๆน้องเค้าทำมาตั้งแต่สองสามปีก่อนโน้น แน่ะ!!! แล้วที่สำคัญ ก็ไม่ได้เป็นต้นเรื่องของการสืบสวน หากแต่เป็นการขยายผลจากการที่ผมได้เข้าไปจัดการกับบางสาขาเกี่ยวกับเรื่องเช็ค ซึ่งได้เคยเล่าให้ฟังกันไว้ในหัวข้อ เช็ค A/C Payee เข้าผิดบัญชี มีลุ้นยันเกษียร นั่นล่ะครับ ก็เลยเป็นที่มาของการขยายผลและมาพบว่าน้องสินเชื่อคนนี้ได้เข้าผิดบัญชีเหมือนกัน แต่ไม่ใช่บัญชีใครที่ไหนครับ เป็นบัญชีของคนใกล้ชิดตัวเอง
สิ่งที่น่าเห็นใจก็คือ คำสั่งล่าสุดนี้เพิ่งได้เลื่อนตำแหน่งเพราะผลงานโดดเด่น และเป็นคนทำงานเก่ง แต่ช่วงเวลาเมื่อสองสามปีก่อนอาจจะตัดสินใจผิดไปหน่อย เลยใช้หน้าที่ในการทำสินเชื่อเป็นช่องโอกาส พล่ามต่อเด๊วจะงงกันไปใหญ่ เข้าเนื้อเรื่องเลยละกันนะครับ
เรื่องก็มีอยู่ว่า เวลาลูกค้ามาขอสินเชื่อที่สาขา ร้อยละเก้าสิบเก้าจุดเก้าเก้าเก้าเก้า เราจะเสนอขายประกันพ่วงไปด้วย จะกลยุทธอะไรก็ตาม แต่เหตุผลที่ฟังดูดีก็คือ ทำให้การพิจารณาสินเชื่อมีโอกาสสูง น่าน!!! เจอประจำเลยตอนไปขอสินเชื่อ บางทีนะ คุยเรื่องประกันเยอะกว่าเรื่องสินเชื่อที่ไปขอซะอีก 555 อ้อ!! ที่สำคัญออฟชั่นที่มักจะได้ก็คือ ค่าเบี้ยไม่ต้องจ่ายครับเพราะเด๊วขอรวมไปยอดจัดสินเชื่อ แมะ!! ล่อใจกันซะขนาดนี้ ไม่ซื้อได้งัย คือ ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เกี่ยงหรอกครับ ขอให้สินเชื่อผ่านละกัน แต่ปัญหาที่เกิดต่อน่ะสิครับ คือ ลูกค้ามักจะเปลี่ยนใจขอยกเลิกเงื่อนไขทำประกันหลังจากสินเชื่ออนุมัติ หรือไม่ ก็มีเหตุให้ทางเราไม่รับประกัน จึงเป็นที่มาของการทำเช็คคืนครับ เนื่องจากค่าเบี้ยประกันได้รวมไปกับวงเงินที่ขอสินเชื่อไปแล้ว
แน่นอนครับ เช็คที่ออกจากบริษัทประกันก็ต้องเป็นเช็ค A/C Payee อีกเช่นเคย แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทางลูกค้า เราก็มักจะนำเช็คไปคืนเข้าบัญชีสินเชื่อของลูกค้าเพื่อตัดยอดหนี้วงเงินสินเชื่อ ซึ่งถ้าเหตุการณ์ปกติ ลูกค้าก็มักจะได้ประโยชน์ล้วนๆจากการที่น้องๆอำนวยความสะดวกให้ โดยเป็นผู้คีย์เช็คจากบริษัทประกันนำเข้าบัญชีลูกค้าให้ โดยที่ลูกค้าไม่ทราบด้วยซ้ำไป ซึ่งจุดนี้ทำให้น้องๆที่ใจไม่แข็ง และอาจกำลังเดือดร้อนพอดี เผลอตัวเผลอใจนำไปเข้าบัญชีตัวเองหรือคนใกล้ชิดได้ แต่ที่น่าแปลกก็คือ หากเข้าบัญชีตัวเองก็จะต้องให้เพื่อนทำรายการให้ แล้วเพื่อนก็ไว้ใจเพื่อนเสียเหลือเกิน ทำรายการให้โดยไม่สงสัยเร้ยยยย เพื่อนขอมาก็จัดให้ตลอด พอเป็นเรื่องขึ้นมาล่ะคับ น้องๆที่ทำรายการให้ก็เข้าข่ายโชคร้ายแระ แต่สุดท้าย ยังไงก็แล้วแต่ครับ ไม่ว่าความผิดจะถูกปกปิดไว้นานเพียงใด ซักวัน น้ำลด ตอก็ต้องผุด ในวันที่ทำผิดอาจไม่มีใครรู้หรือไม่มีใครจับได้ นั่นอาจเป็นเพราะบุญเรายังเยอะอยู่ครับ พอบุญหมดก็เหมือนน้ำลด ตอมันก็โผล่มาแบบไม่รู้ตัว มารู้อีกที ทีมFraud ก้อมาหาที่สาขาแระ ว๊า!!!แย่จัง
ปล ที่น่าโชคร้ายกว่าก็คือ เพื่อนๆที่ทำรายการให้เพื่อน อุตส่าห์เชื่อใจมาทำกันได้ คราวหน้าถ้าเพื่อนให้ทำรายการให้ก็กระซิบผู้บริหารสาขาหน่อยก็ดีน๊า อย่างนี้เค้าเรียก กรรมเก่า มาโผล่ตอนบุญหมด ก็ ทำบุญเยอะๆ ปล่อยนก ปล่อยกา ปล่อยเต่า แต่ไม่ต้องปล่อยแก่ นะ เด๊วจาบาปหนัก ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วันอาทิตย์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2554
สองคนในร่างเดียว
วันนี้เปิดบล็อกมาต๊กกะจายอย่างแรง เมื่อเห็นจำนวนผู้ชมเข้ามาอ่านบล็อกเยอะมากเกินคาด รู้สึกมีกำลังใจเขียนมากมายเรยคับ เพียงแวะมาอ่าน แค่ผ่านๆก็ดีใจแร้วค๊าบบ
เช่นเคยครับ ปัญหาเดิมๆ แต่หลากหลายลีลาเหลือเกิน ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็พอๆกับคดีตำรวจไล่จับคนเล่นพนันนั่นแหระ คับ ต่างกันก็ตรงที่ลีลาการหลบหนีตำรวจ ยังไงยังง้านเลยล่ะ
จะว่าไปแร้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทีม Fraud เท่านั้น ที่สรรหานวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาใช้นะครับ วิวัฒนาการของลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (อ้าว เขียนเองยังงงเอง) คือ ตอนมาใช้บริการเราก็เป็นลูกค้า แต่พอเวลาผ่านไป ลูกค้าคนเดิมกลับไม่ใช่ลูกค้าซะแร้ว กลายเป็นลูกความซะง้าน 555 ก็เรื่องหลักๆของทุกสาขานั่นแหระคับ มีทุกวัน พันสาขา เป็นประตูบานแรกของลูกค้าเราเลยครับ เปิดบัญชีใหม่ นั่นเอง แระแร้วภารกิจอันสำคัญนี้ พี่ๆก็มักจะมอบให้เป็นการรับน้องใหม่ไฟแรงของสาขา ที่มุ่งมั่นขยันกับการเปิดบัญชีเป็นที่สุด เป็นผู้รับสิทธินี้ไปดำเนินการ ส่วนเหตุผลนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อิอิอิ
น้องๆ ทราบมั๊ยครับว่า นวัตกรรมใหม่ของลูกค้าเราที่สร้างความงุนงงให้กับทีม Fraud เป็นอย่างมากคือ ณ บัด Now ได้เกิดปรากฎการณ์ มนุษย์ 2 คน มีเลข ID Card 13 หลัก เลขเดียวกันมาแล้ว แล้วที่น่าต๊กกาจายมากกว่าน้านคือ บัตรประชาชนทั้ง 2 ใบ ออกโดยหน่วยงานรัฐซะด้วย พูดง่ายๆก็คือ นายแน่มาก ช่างกล้าเอามนุษย์ที่ไหนไม่รู้มาสวม ID คนในทะเบียนราษฎร์ เมื่อลูกค้ายื่นบัตรประชาชนมาขอเปิดบัญชี แค่เห็นบัตรมีสมาร์ทการ์ดเท่านั้น ล่ะ แม่เสียบเข้าแท่นอ่านทันที เดชะบุญที่ข้อมูลเก่าเคยเปิดบัญชีมาแล้วที่สาขาอื่น การเปิดบัญชีครั้งนี้ก็ยิ่งสะดวกโยธินเป็นไหนๆ เพียงแค่ชั่วอึดใจ บัญชีใหม่ก็เกิดขึ้นได้ทันทีอีก 1 บัญชี ประมาณว่า น้องชงมาปุ๊บ พี่ตบซุปปั๊บ ทั้งเอทีเอ็ม ท้าง SMS อันเลิศ สบายใจ เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนอีกซะหน่อย แหร่ม เร้ยยยย ประมาณว่า ช้านรอสิ่งนี้มานานแล้ว เยส เยส เยส
ทีนี้พอมัน Alert สิครับ ความก็เลยแตก เพราะมันดันไป Alert ที่มือถือของเจ้าของบัญชีแรกที่ข้อมูลวิ่งเข้ามาตอนน้องเสียบการ์ด อ่ะคับ เพียงแค่ชั่วอึดใจ ลูกค้าบัญชีแรกก็มาถึงสาขา เจ้าของสาขาแรกก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก็เจ้าแรกม่ายด้ายสมัคร SMS Alert นี่หว่า มันดังได้ยางงาย ครายถอนบัญชี ช้าน แต่พอเช็คเงินในบัญชีก็ยังอยู่ครบนิ เรียกข้อมูลดู ถึงได้รู้มีการเปิดใหม่เป็นบัญชีที่สอง ประมาณว่า สองคนในเลขเดียว งานก็เลยมาเข้า Fraud เรยคับ ต้องมาพิสูจน์กันว่า ครายตัวจริง ครายตัวโคลนนิ่ง
ปัญหานี้สามารถแก้ได้เบื้องต้นง่าย คับ ถ้าตอนเปิดบัญชี น้องๆควรจะเอ๊ะใจนิสนุง ว่า ลูกค้ามีบัญชีอยู่แล้ว จะมาเปิดใหม่อีกทำไม โดยเฉพาะเปิดบัญชีประเภทเดียวกัน ส่วนลีลาในการถามลูกค้าก็ไปสรรหาออกแบบคำถามตามใจชอบนะครับ เด๊วจะกระทบ เซเว่น อีเลฟเล่น ซะ
อีกข้อที่ควรระวังก็คือ หมายเลขโทรศัพท์เดิมจากข้อมูลเก่า น้องๆไม่ควรถามนำครับ ว่ายังใช้เบอร์เดิมใช่มั๊ย แต่ควรถามว่า เบอร์เก่าหมายเลขอะไรคะ เป็นไปได้ยากมากที่จะจำเบอร์เก่าตัวเองไม่ได้ แล้วถ้าลูกค้าบอกเบอร์ใหม่ซึ่งไม่ตรง ก็น่าจะใช้วิธีเหมือนที่มีหนุ่มๆมาขอเบอร์นั่นล่ะครับ ลองยิงเข้าไปเลย ว่ามันดังรึป่าว ถ้าดังก็ค่อยติ๊ก SMS Alert นอกเหนือจากนี้ ก็ไปวัดดวงกันเอาเองละกันนะค๊าบบบบบ
อ้อ แล้วถ้าชื่อตามหน้าบัตรประชาชนไม่ตรงกับข้อมูลเก่าที่เรียกจากบัญชีเดิม ก็อย่าใจดีกันถึงขนาดเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ขอเอกสารการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลนะค๊าบ ถึงจะติดซุป แต่ก็เชื่อได้ว่า พี่ซุปตาเค้ามั่นใจน้องกันซะจริ๊ง น้องยิง พี่ตบ จบข่าวคับพี่น้องงงงง
ปล. อย่าลืมทำบุญทำทาน ทำสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา โดยเฉพาะปลาหมอน๊า จะได้ม่ายต้องเจอหมอความ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะค๊าบบบน้องใหม่ท้างหลายยยย
เช่นเคยครับ ปัญหาเดิมๆ แต่หลากหลายลีลาเหลือเกิน ถ้าจะว่าไปแล้ว ก็พอๆกับคดีตำรวจไล่จับคนเล่นพนันนั่นแหระ คับ ต่างกันก็ตรงที่ลีลาการหลบหนีตำรวจ ยังไงยังง้านเลยล่ะ
จะว่าไปแร้วก็ไม่ใช่แต่เฉพาะทีม Fraud เท่านั้น ที่สรรหานวตกรรมการสืบสวนเชิงรุกมาใช้นะครับ วิวัฒนาการของลูกค้าที่ไม่ใช่ลูกค้า (อ้าว เขียนเองยังงงเอง) คือ ตอนมาใช้บริการเราก็เป็นลูกค้า แต่พอเวลาผ่านไป ลูกค้าคนเดิมกลับไม่ใช่ลูกค้าซะแร้ว กลายเป็นลูกความซะง้าน 555 ก็เรื่องหลักๆของทุกสาขานั่นแหระคับ มีทุกวัน พันสาขา เป็นประตูบานแรกของลูกค้าเราเลยครับ เปิดบัญชีใหม่ นั่นเอง แระแร้วภารกิจอันสำคัญนี้ พี่ๆก็มักจะมอบให้เป็นการรับน้องใหม่ไฟแรงของสาขา ที่มุ่งมั่นขยันกับการเปิดบัญชีเป็นที่สุด เป็นผู้รับสิทธินี้ไปดำเนินการ ส่วนเหตุผลนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อิอิอิ
น้องๆ ทราบมั๊ยครับว่า นวัตกรรมใหม่ของลูกค้าเราที่สร้างความงุนงงให้กับทีม Fraud เป็นอย่างมากคือ ณ บัด Now ได้เกิดปรากฎการณ์ มนุษย์ 2 คน มีเลข ID Card 13 หลัก เลขเดียวกันมาแล้ว แล้วที่น่าต๊กกาจายมากกว่าน้านคือ บัตรประชาชนทั้ง 2 ใบ ออกโดยหน่วยงานรัฐซะด้วย พูดง่ายๆก็คือ นายแน่มาก ช่างกล้าเอามนุษย์ที่ไหนไม่รู้มาสวม ID คนในทะเบียนราษฎร์ เมื่อลูกค้ายื่นบัตรประชาชนมาขอเปิดบัญชี แค่เห็นบัตรมีสมาร์ทการ์ดเท่านั้น ล่ะ แม่เสียบเข้าแท่นอ่านทันที เดชะบุญที่ข้อมูลเก่าเคยเปิดบัญชีมาแล้วที่สาขาอื่น การเปิดบัญชีครั้งนี้ก็ยิ่งสะดวกโยธินเป็นไหนๆ เพียงแค่ชั่วอึดใจ บัญชีใหม่ก็เกิดขึ้นได้ทันทีอีก 1 บัญชี ประมาณว่า น้องชงมาปุ๊บ พี่ตบซุปปั๊บ ทั้งเอทีเอ็ม ท้าง SMS อันเลิศ สบายใจ เก็บค่าธรรมเนียมรายเดือนอีกซะหน่อย แหร่ม เร้ยยยย ประมาณว่า ช้านรอสิ่งนี้มานานแล้ว เยส เยส เยส
ทีนี้พอมัน Alert สิครับ ความก็เลยแตก เพราะมันดันไป Alert ที่มือถือของเจ้าของบัญชีแรกที่ข้อมูลวิ่งเข้ามาตอนน้องเสียบการ์ด อ่ะคับ เพียงแค่ชั่วอึดใจ ลูกค้าบัญชีแรกก็มาถึงสาขา เจ้าของสาขาแรกก็ยิ่งงงเข้าไปใหญ่ ก็เจ้าแรกม่ายด้ายสมัคร SMS Alert นี่หว่า มันดังได้ยางงาย ครายถอนบัญชี ช้าน แต่พอเช็คเงินในบัญชีก็ยังอยู่ครบนิ เรียกข้อมูลดู ถึงได้รู้มีการเปิดใหม่เป็นบัญชีที่สอง ประมาณว่า สองคนในเลขเดียว งานก็เลยมาเข้า Fraud เรยคับ ต้องมาพิสูจน์กันว่า ครายตัวจริง ครายตัวโคลนนิ่ง
ปัญหานี้สามารถแก้ได้เบื้องต้นง่าย คับ ถ้าตอนเปิดบัญชี น้องๆควรจะเอ๊ะใจนิสนุง ว่า ลูกค้ามีบัญชีอยู่แล้ว จะมาเปิดใหม่อีกทำไม โดยเฉพาะเปิดบัญชีประเภทเดียวกัน ส่วนลีลาในการถามลูกค้าก็ไปสรรหาออกแบบคำถามตามใจชอบนะครับ เด๊วจะกระทบ เซเว่น อีเลฟเล่น ซะ
อีกข้อที่ควรระวังก็คือ หมายเลขโทรศัพท์เดิมจากข้อมูลเก่า น้องๆไม่ควรถามนำครับ ว่ายังใช้เบอร์เดิมใช่มั๊ย แต่ควรถามว่า เบอร์เก่าหมายเลขอะไรคะ เป็นไปได้ยากมากที่จะจำเบอร์เก่าตัวเองไม่ได้ แล้วถ้าลูกค้าบอกเบอร์ใหม่ซึ่งไม่ตรง ก็น่าจะใช้วิธีเหมือนที่มีหนุ่มๆมาขอเบอร์นั่นล่ะครับ ลองยิงเข้าไปเลย ว่ามันดังรึป่าว ถ้าดังก็ค่อยติ๊ก SMS Alert นอกเหนือจากนี้ ก็ไปวัดดวงกันเอาเองละกันนะค๊าบบบบบ
อ้อ แล้วถ้าชื่อตามหน้าบัตรประชาชนไม่ตรงกับข้อมูลเก่าที่เรียกจากบัญชีเดิม ก็อย่าใจดีกันถึงขนาดเปลี่ยนแปลงข้อมูลโดยไม่ขอเอกสารการเปลี่ยนชื่อหรือนามสกุลนะค๊าบ ถึงจะติดซุป แต่ก็เชื่อได้ว่า พี่ซุปตาเค้ามั่นใจน้องกันซะจริ๊ง น้องยิง พี่ตบ จบข่าวคับพี่น้องงงงง
ปล. อย่าลืมทำบุญทำทาน ทำสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา โดยเฉพาะปลาหมอน๊า จะได้ม่ายต้องเจอหมอความ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่นะค๊าบบบน้องใหม่ท้างหลายยยย
วันศุกร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2554
พลาดเพราะปลอกแท้ๆ
ฮั่นแน่!!! เห็นหัวเรื่องรีบคลิ๊กอย่างไวเร้ยยยย รู้นะว่าคิดอะไรอยู่อ่ะ อย่าเพิ่งคิดไปถึงไหนต่อไหนนะค๊าบ ไอ้ปลอกที่ว่าเนี้ยะ ไม่ใช่ปลอกอะไรที่หนาย มานก็คือ ปลอกแหนบรัดธนบัตรนั่นเองครับ มันมีประโยชน์อะไรหรือ ก็มีไว้บอกว่าได้ผ่านการนับอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาแล้ว่าครบหนึ่งร้อยฉบับ ; เพราะมันจะมีช่องว่างให้พนักงานที่นับเซ็นต์ชื่อไว้ด้วยล่ะ และมนุษย์ผู้เซ็นต์นี่แหระจะต้องเป็นผู้กรรมหากภายหลังมีการนำไปรัดเข้าเป็นปึกแล้วธนบัตรไม่ครบ ไม่ต้องตกใจนะครับว่าจะมีเฉพาะแบงก์เราแบงก์เดียวที่มีปลอกแบบนี้ มันมีกันทุกแบงก์นั่นแหระคับ แล้วที่สำคัญ ก่อนที่มันจะเข้าไปอยู่ในตู้Volt ของแบงก์เรา มันจะต้องเป็นปลอกของแบงก์เราเท่านั้นนะครับ พล่ามยังก๊ะเด็กสาขาจะไม่รู้ 555 รู้หมดแหระ แต่ทำไมถึงพลาดได้เนี้ยะ!!!!
เจ้าปลอกนี่ มันมีฤทธิ์เดชไม่ธรรมดานะครับน้องๆ ผมยังนึกชื่นชมคนคิดปลอกนี้ขึ้นมาตั้งแต่สมัยยังไม่ทำงานแบงก์ เพราะเคยนำธนบัตรจากแบงก์นึงไปฝากอีกแบงก์นึง ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว หรือจะเรียกให้ง่ายกว่าน้านก็คือ แบงก์อ่ะอยู่ติดกันชนิดที่ใช้เสาประตูร่วมกันทีเดียวเลยล่ะ เราแค่หิ้วธนบัตรจากแบงก์นึงใส่ถุงกระดาษแพ็คอย่างดีแล้วเดินไปอีกแบงก์นึง ต่อคิวฝากเงินประมาณคิวสองคิว ชนิดที่ว่าตดไว้ยังไม่หายเหม็นเรย ก็ได้เข้าไปทำรายการฝากแร้ว เชื่อมั๊ยครับท่านผู้ชม น้องแบงก์ที่เราไปฝากใหม่ เค้าแกะปลอกก่อนเรยแล้วนับใหม่ ไอ้เราก็นึกว่าเห็นเราเอาธนบัตรมาจากแบงก์คู่แข่ง น้องเค้าคงโกรธแค้นไม่อยากเห็นปลอกแบงก์อื่น (ชักออกแนวจิตนิดๆนะเนี่ยๆ) เลยถอดออกนับใหม่ เมื่อครบหนึ่งร้อยฉบับก็แอบยิ้มอย่างสะใจที่มุมปากเล็กน้อย แล้วก็หยิบปลอกของแบงก์ตัวเองมารัดเป็นแหนบแถมเซ็นต์ชื่อกำกับอย่างสะใจว่าครบ ไม่โดนต้ม เออ เอาเข้าไป คิดได้นะเรา
น้องๆพอจะเข้าใจแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าผู้ที่คิดปลอกมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา เค้าต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมาก เล็งเห็นแล้วว่าจะหาเรื่องให้น้องๆที่สาขาต้องนับทวนธนบัตรให้ครบร้อยฉบับได้ยังไง เพราะส่วนใหญ่น้องๆพนักงานแบงก์สมัยก่อนจะเชื่อใจลูกค้ามาก ไม่ค่อยนับ หรือไม่ก็มีวิสัยทัศน์ที่ผิดๆ คือ ไม่กล้านับเงินต่อหน้าลูกค้า เด๊วลูกค้าจะหาว่าไม่ไว้ใจ
จากการสอบถามผู้ประสงค์ออกความเห็นแต่ไม่ประสงค์จะออกนามเพราะกลัวโดนประนามในภายหลัง ได้ให้ข้อมูลมาว่า ผู้คิดปลอกนี้ได้คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่รู้อารมณ์ไหนแกก็มาสะดุดหยุดตรงช่วง การรณรงค์ใส่ปลอกนี่ล่ะครับ ฟังดูชื่อคุ้นๆ ทะแม่งๆอยู่นา แกก็เลยนำมาเสนอผู้มีอำนาจให้มีการรณรงค์ใส่ปลอกให้กับธนบัตรด้วยครับ แล้วก็ยังกำหนดให้คนนับต้องเซ็นต์ด้วย เวลาธนบัตรไม่ครบจะได้ตามตัวถูก ต่อมาภายหลังการใส่ปลอกมันฟังดูไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับพนักงานสาวๆ แบงก์ก็เลยออกความเห็นในการเรียกคำเลี่ยงจากปลอกรัดแหนบเป็นเหลือคำว่า รัดแหนบ หรือ แหนบ เท่านั้น ครับ เรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดกันในบรรยากาศแห่งการร่ำสุรานะ ผู้รู้จริงโปรดมาชี้แนะด้วยนะครับ ก่อนที่น้องๆเค้าจะเอาไปเล่าต่อๆกันไป 555
พล่ามมาซะยาว เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็มาจากไอ้เจ้าปลอก หรือ แหนบ นี่ล่ะครับ เค้ามีไว้ให้ประจำสาขาแต่ละสาขา เพื่อให้พนักงานเรานับครับ พอดีลูกค้ารายใหญ่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆที่สาขา จะได้ไม่ต้องเสียเวลานับใหม่กันนาน พี่แกเลยขอปลอกของสาขาไปให้เสมียนฝ่ายการเงินที่ร้านแก นับครบแล้วรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย จากการสืบสวนในเชิงลึก ทราบว่า เฮียแกเล่นไปขอของทุกแบงก์เลยครับ เพราะแกต้องเอาเงินไปเข้าหลายแบงก์ ก็เลยใช้ปลอกรัดแหนบแยกแบงก์ไว้ให้เด็กเรย เวลาไปเข้าจะได้ไม่ผิดแบงก์ แต่ขอประทานโทษครับ!!! เฮียแกไม่ทันได้คิดว่า แกทำเช่นนี้ ทำให้น้องๆเราเอาแบบสบายเข้าว่า ในเมื่อเฮียใส่ปลอกมา หนูก็จัดเต็ม เซ็นต์ไปโดยไม่ต้องนับทวนต่อหน้าคนฝาก และแล้วมันก็เป็นที่มาของเงินขาดครับ เพราะเฮียแกดึงไปเข้าแบงก์อื่นแหนบนึง โดยลืมบอกเด็กที่จะเอามาฝากเข้าแบงก์เรา เด็กที่ร้านก็ไม่ได้นับก่อนจะเอาใส่ถุงกระดาษมาฝาก รวบเข้าถุงนำส่งสาขาของแบงก์เราเลย น้องๆที่สาขาเราก็ดีจนน่าใจหาย เห็นเหยื่อ เอ๊ย!! ลูกค้าคนกันเองมาท้างทีก็ต้องตีหนิดหนมเมาท์ซะหน่อยเผื่อฟลุ้คได้อีกแอ๊บ ก็เลยไม่ได้นับทวนเพราะมัวแต่เมาท์ เห็นใส่ปลอกรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย แม่ก็เซ็นต์ตามแหนบเรย โชคดีนะครับที่ภาพกล้องวงจรยังไม่ลบและสามารถเก็บภาพให้เห็นจำนวนแหนบได้ เลยทำให้หาเจอว่าเงินที่ลูกค้านำมาฝากนั้น ไม่ครบตามสลิปที่เขียนมา ไม่ง้านละก้อ ต่อให้ทีม Fraud เทพขนาดไหน ก็คงหายากล่ะค๊าบ พี่น้อง งานนี้กว่าจะหาเจอก็เรียกกันได้ว่า ถึงกับต้องบนบานศาลหลังสาขากันเรยทีเดียว เล่นเอาซะ Fraud ไข้จับเลยค๊าบงานนี้ ยอมรับจริงๆว่า ถึงกับต้องลงทุนมุดโต๊ะหากันเลยนึกว่าเงินหล่นตามพื้น เฮ้อ!!!
ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปลอกใครปลอกมันค๊าบ อย่าเอาไปใส่แทนกันเด็ดขาด เด๊วติดเชื้อ เอ๊ย!! จะพลาดถ้าไม่ได้นับทวนต่อหน้ากัน ค๊าบบบบบ
เจ้าปลอกนี่ มันมีฤทธิ์เดชไม่ธรรมดานะครับน้องๆ ผมยังนึกชื่นชมคนคิดปลอกนี้ขึ้นมาตั้งแต่สมัยยังไม่ทำงานแบงก์ เพราะเคยนำธนบัตรจากแบงก์นึงไปฝากอีกแบงก์นึง ทั้งๆที่อยู่ห่างกันไม่ถึงห้าก้าว หรือจะเรียกให้ง่ายกว่าน้านก็คือ แบงก์อ่ะอยู่ติดกันชนิดที่ใช้เสาประตูร่วมกันทีเดียวเลยล่ะ เราแค่หิ้วธนบัตรจากแบงก์นึงใส่ถุงกระดาษแพ็คอย่างดีแล้วเดินไปอีกแบงก์นึง ต่อคิวฝากเงินประมาณคิวสองคิว ชนิดที่ว่าตดไว้ยังไม่หายเหม็นเรย ก็ได้เข้าไปทำรายการฝากแร้ว เชื่อมั๊ยครับท่านผู้ชม น้องแบงก์ที่เราไปฝากใหม่ เค้าแกะปลอกก่อนเรยแล้วนับใหม่ ไอ้เราก็นึกว่าเห็นเราเอาธนบัตรมาจากแบงก์คู่แข่ง น้องเค้าคงโกรธแค้นไม่อยากเห็นปลอกแบงก์อื่น (ชักออกแนวจิตนิดๆนะเนี่ยๆ) เลยถอดออกนับใหม่ เมื่อครบหนึ่งร้อยฉบับก็แอบยิ้มอย่างสะใจที่มุมปากเล็กน้อย แล้วก็หยิบปลอกของแบงก์ตัวเองมารัดเป็นแหนบแถมเซ็นต์ชื่อกำกับอย่างสะใจว่าครบ ไม่โดนต้ม เออ เอาเข้าไป คิดได้นะเรา
น้องๆพอจะเข้าใจแล้วใช่มั๊ยครับ ว่าผู้ที่คิดปลอกมหัศจรรย์นี้ขึ้นมา เค้าต้องเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์อันกว้างไกลมาก เล็งเห็นแล้วว่าจะหาเรื่องให้น้องๆที่สาขาต้องนับทวนธนบัตรให้ครบร้อยฉบับได้ยังไง เพราะส่วนใหญ่น้องๆพนักงานแบงก์สมัยก่อนจะเชื่อใจลูกค้ามาก ไม่ค่อยนับ หรือไม่ก็มีวิสัยทัศน์ที่ผิดๆ คือ ไม่กล้านับเงินต่อหน้าลูกค้า เด๊วลูกค้าจะหาว่าไม่ไว้ใจ
จากการสอบถามผู้ประสงค์ออกความเห็นแต่ไม่ประสงค์จะออกนามเพราะกลัวโดนประนามในภายหลัง ได้ให้ข้อมูลมาว่า ผู้คิดปลอกนี้ได้คิดไปคิดมาอยู่หลายตลบ ไม่รู้อารมณ์ไหนแกก็มาสะดุดหยุดตรงช่วง การรณรงค์ใส่ปลอกนี่ล่ะครับ ฟังดูชื่อคุ้นๆ ทะแม่งๆอยู่นา แกก็เลยนำมาเสนอผู้มีอำนาจให้มีการรณรงค์ใส่ปลอกให้กับธนบัตรด้วยครับ แล้วก็ยังกำหนดให้คนนับต้องเซ็นต์ด้วย เวลาธนบัตรไม่ครบจะได้ตามตัวถูก ต่อมาภายหลังการใส่ปลอกมันฟังดูไม่ค่อยจะโสภาเท่าไหร่ โดยเฉพาะสำหรับพนักงานสาวๆ แบงก์ก็เลยออกความเห็นในการเรียกคำเลี่ยงจากปลอกรัดแหนบเป็นเหลือคำว่า รัดแหนบ หรือ แหนบ เท่านั้น ครับ เรื่องนี้เป็นการถ่ายทอดกันในบรรยากาศแห่งการร่ำสุรานะ ผู้รู้จริงโปรดมาชี้แนะด้วยนะครับ ก่อนที่น้องๆเค้าจะเอาไปเล่าต่อๆกันไป 555
พล่ามมาซะยาว เรื่องที่เกิดขึ้นล่าสุดก็มาจากไอ้เจ้าปลอก หรือ แหนบ นี่ล่ะครับ เค้ามีไว้ให้ประจำสาขาแต่ละสาขา เพื่อให้พนักงานเรานับครับ พอดีลูกค้ารายใหญ่ต้องการอำนวยความสะดวกให้กับน้องๆที่สาขา จะได้ไม่ต้องเสียเวลานับใหม่กันนาน พี่แกเลยขอปลอกของสาขาไปให้เสมียนฝ่ายการเงินที่ร้านแก นับครบแล้วรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย จากการสืบสวนในเชิงลึก ทราบว่า เฮียแกเล่นไปขอของทุกแบงก์เลยครับ เพราะแกต้องเอาเงินไปเข้าหลายแบงก์ ก็เลยใช้ปลอกรัดแหนบแยกแบงก์ไว้ให้เด็กเรย เวลาไปเข้าจะได้ไม่ผิดแบงก์ แต่ขอประทานโทษครับ!!! เฮียแกไม่ทันได้คิดว่า แกทำเช่นนี้ ทำให้น้องๆเราเอาแบบสบายเข้าว่า ในเมื่อเฮียใส่ปลอกมา หนูก็จัดเต็ม เซ็นต์ไปโดยไม่ต้องนับทวนต่อหน้าคนฝาก และแล้วมันก็เป็นที่มาของเงินขาดครับ เพราะเฮียแกดึงไปเข้าแบงก์อื่นแหนบนึง โดยลืมบอกเด็กที่จะเอามาฝากเข้าแบงก์เรา เด็กที่ร้านก็ไม่ได้นับก่อนจะเอาใส่ถุงกระดาษมาฝาก รวบเข้าถุงนำส่งสาขาของแบงก์เราเลย น้องๆที่สาขาเราก็ดีจนน่าใจหาย เห็นเหยื่อ เอ๊ย!! ลูกค้าคนกันเองมาท้างทีก็ต้องตีหนิดหนมเมาท์ซะหน่อยเผื่อฟลุ้คได้อีกแอ๊บ ก็เลยไม่ได้นับทวนเพราะมัวแต่เมาท์ เห็นใส่ปลอกรัดแหนบของแบงก์เราเรียบร้อย แม่ก็เซ็นต์ตามแหนบเรย โชคดีนะครับที่ภาพกล้องวงจรยังไม่ลบและสามารถเก็บภาพให้เห็นจำนวนแหนบได้ เลยทำให้หาเจอว่าเงินที่ลูกค้านำมาฝากนั้น ไม่ครบตามสลิปที่เขียนมา ไม่ง้านละก้อ ต่อให้ทีม Fraud เทพขนาดไหน ก็คงหายากล่ะค๊าบ พี่น้อง งานนี้กว่าจะหาเจอก็เรียกกันได้ว่า ถึงกับต้องบนบานศาลหลังสาขากันเรยทีเดียว เล่นเอาซะ Fraud ไข้จับเลยค๊าบงานนี้ ยอมรับจริงๆว่า ถึงกับต้องลงทุนมุดโต๊ะหากันเลยนึกว่าเงินหล่นตามพื้น เฮ้อ!!!
ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ปลอกใครปลอกมันค๊าบ อย่าเอาไปใส่แทนกันเด็ดขาด เด๊วติดเชื้อ เอ๊ย!! จะพลาดถ้าไม่ได้นับทวนต่อหน้ากัน ค๊าบบบบบ
วันศุกร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
เรื่องในมุ้งมายุ่งกะแบงก์จนด้ายยยย
เมื่อรักกันใหม่ๆ อะร๊ายอารายก็หวาน ชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนก เห็นพ้องกันไม่มีเห็นต่าง ยังก๊ะโปรโมชั่นมือถือ ประเภท ตัววางก่อน เค้าวางก่อนประมาณน้านเร้ย แต่พอหมดโปรโมชั่นนี่ดิ ไอ้ที่เห็นตามกันก็เริ่มจูนไม่ติด ก็เลยคิดอยากจะเปลี่ยนค่ายย้ายซิมกันให้วุ่น ซะง้าน
เรื่องของการบ้านการมุ้ง มันก็ควรจะยุ่งกันแต่ในมุ้งในบ้าน ดูแล้วก็ไม่น่าจามาเกี่ยวอารายกับแบงก์ได้เรยใช่ม๊ายค๊าบพี่น้อง แต่เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นน้านไม่ เมื่อคู่รักซิมเปิ้ลคิดอยากจะสร้างกิจการครอบครัวเพื่อความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต และแร้วท้างสองก็ได้เริ่มกิจการขึ้นมาแต่ยังขาดเงินลงทุนเพื่อจะเกิดสภาพคล่องในการบริหาร ก็เลยตกลงปลงใจมาใช้บริการ SME อีซี่โลน ของแบงก์ไหนก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ
อะไรจะบังเอิญขนาดน้าน แบงก์ก็มีการจัดโครงการปล่อยกู้สินเชื่อสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็กเล็ก(มี s สองตัวคับ เลยต้องมี 2 เล็ก) ที่กำลังหาเป้าหมายไว้สำหรับพุ่งชน คู่รักซิมเปิ้ล จึงได้เสนอขอสินเชื่อกับโครงการนี้ ซึ่งก็ได้ผ่านขวากหนามแห่งการประเมินสภาพกิจการ และมูลค่าหลักทรัพย์มาเป็นที่เรียบร้อย At the end (แปลว่าท้ายที่สุดหรือ ตอนจบ ชอบมากเรยครับ เป็นวลีที่มักจาได้ยินในโต๊ะประชุมบ่อยๆตอนใกล้ๆจะเลิกประชุม เรยประทับใจมาใช้ซะหน่อย) แบงก์อนุมัติให้กู้ แร้วก็มาถึงขั้นตอนการไปจดจำนองครับ แล้วด้วยความบังเอิญอีกแล้วคับ ฝ่ายเมียมาแจ้งแบงก์ว่าสามีพอดี้พอดีต้องเดินทางไปต่างประเทศ ศรีพันละเมียก็เลยต้องมาขอเอกสารแบบฟอร์มให้ความยินยอมคู่สมรสจากแบงก์ไปให้ฝาละมีเซ็นต์ให้ความยินยอมก่อนไปต่างประเทศ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถจดจำนองเพื่อรับเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ แระเช่นเคยแบงก์มีรึจะขัด เซเว่นอีเลฟเว่นเราเป็นเลิศอยู่แร้ว ไม่จำเป็นก็จะไม่เสียซักแต้ม ให้print แบบฟอร์มเปล่าไปเรยคับ แร้วคุณพันละเมียก็กลับมาแบงก์อีกครั้งพร้อมปรากฎลายเซ็นต์ฝาละมีในช่องผู้ให้ความยินยอม แถมตัวเองมาเซ็นต์ในช่องพยานต่อหน้าพนักงานสินเชื่อเพื่อความน่าเชื่อถืออีกต่างหาก ตามด้วยพนักงานสาขาที่เป็นเจ้าของพื้นที่เซ็นต์เป็นพยานอีกคน แล้วก็ได้เอกสารที่ครบถ้วนไปจดจำนอง อ้อ!! ลืมบอกไปว่า ฝาละมีคุณเธอด๊านเป็นบักสีดา เอ๊ย ฝรั่ง ซึ่งไม่จำเป็นแล้วทางเราก็ไม่ค่อยจะเสวนาด้วย เพราะเมื่อยมือกว่าจะสื่อกันเข้าใจ
หลังจากนั้น คู่รักซิมเปิ้ลนี้ก็ได้วงเงินสินเชื่อไปใช้แล้วก็ผ่อนชำระเรื่อยมา โดยฝ่ายสามีบักสีดานี้จะเป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีศรีภรรยา แล้วก็ตัด ATS ผ่อนชำระเป็นงวดๆไป เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก 1 ปีเห็นจะได้ ผ่อนไปแล้ว 12 งวด จนกระทั่งถึงงวดล่าสุดตัด ATS ม่ายผ่าน เรื่องก็เรยมาถึงฝ่ายติดตามหนี้ ก็ต้องไปติดตามหาตัวลูกหนี้ศรีพันละเมียว่าเหตุไฉนทำไมไม่ผ่อน แต่ยังไม่ทันที่จะออกไปหา ฝ่ายสามีบักสีดาก็ได้มาหาแบงก์ถึงที่เรย คุยกันจนเมื่อยมือพอจะจับความได้ว่า ศรีพันละเมียได้แอบเปลี่ยนค่ายย้ายซิมไปมีกิ๊ก สามีจับได้ก็ให้อภัยขอให้กลับตัวกลับใจมารักกันเหมือนเดิมแล้วเลิกกับกิ๊กซะ แต่ฝ่ายเมียยืนยันเสียงแข็งไม่กลับ แถมยังไปเปิดกิจการใหม่กับกิ๊กอีก ฝ่ายสามีก็ไม่ได้เป็นคนช่างคิดช่างแค้นกับเมีย ก็ได้แต่หันมาอาฆาตกับแบงก์แทนคับ โดยแจ้งข่าวดีให้แบงก์ทราบว่า หนังสือยินยอมในฐานะคู่สมรสน้าน ไอม่ายด้ายเซ็นต์ อึ้งกิมกี่สิคับฝ่ายสินเชื่อ แอร์ในสาขาก็เย็นเจี๊ยบแต่สินเชื่อเราเหงื่อท่วมเรย เปิดดูหนังสือยินยอมอีกครั้ง พิจารณาดีๆ เออเฮ้ย ไม่ค่อยเหมือนกับลายเซ็นต์ฝรั่งจิงๆด้วย และแร้วก็นั่งจิ้มแป้นคอมทำ อินสิเด๊ด เอ๊ย Incident
ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจเมียฝรั่งคับ ให้ฝรั่งมาเซ็นต์เอกสารต่อหน้าทุกครั้งนะค๊าบ คนที่อึ้งกิมกี่ต่อไปก็คือ พนักงานที่เซ็นต์เป็นพยานน่านแหระค๊าบ สินเชื่อยื่นอะไรมาให้เซ็นต์ก็ไว้ใจเซ็นต์ให้หมด แล้วก็มารอลุ้นตอนมีเรื่อง คิดได้ทีหลังว่าไม่น่าเร้ยยยย คิดได้ก็ช้าไปทุกที แมะ!!เพื่อนยื่นอะไรให้เซ็นต์ก็เซ็นต์แบบไม่ถาม ทีสามีตัวเองให้เซ็นต์เอกสารล่ะ แม่ตรวจถี่ยิบ ซักซะละเอียดเร้ยยยย คิดแร้วมานน่าน้อยใจใช่ม๊ายค๊าบ คุณสามี
เรื่องของการบ้านการมุ้ง มันก็ควรจะยุ่งกันแต่ในมุ้งในบ้าน ดูแล้วก็ไม่น่าจามาเกี่ยวอารายกับแบงก์ได้เรยใช่ม๊ายค๊าบพี่น้อง แต่เหตุการณ์หาได้เป็นเช่นน้านไม่ เมื่อคู่รักซิมเปิ้ลคิดอยากจะสร้างกิจการครอบครัวเพื่อความมั่งคั่งต่อไปในอนาคต และแร้วท้างสองก็ได้เริ่มกิจการขึ้นมาแต่ยังขาดเงินลงทุนเพื่อจะเกิดสภาพคล่องในการบริหาร ก็เลยตกลงปลงใจมาใช้บริการ SME อีซี่โลน ของแบงก์ไหนก็ไม่รู้ เหอ เหอ เหอ
อะไรจะบังเอิญขนาดน้าน แบงก์ก็มีการจัดโครงการปล่อยกู้สินเชื่อสำหรับ ธุรกิจขนาดเล็กเล็ก(มี s สองตัวคับ เลยต้องมี 2 เล็ก) ที่กำลังหาเป้าหมายไว้สำหรับพุ่งชน คู่รักซิมเปิ้ล จึงได้เสนอขอสินเชื่อกับโครงการนี้ ซึ่งก็ได้ผ่านขวากหนามแห่งการประเมินสภาพกิจการ และมูลค่าหลักทรัพย์มาเป็นที่เรียบร้อย At the end (แปลว่าท้ายที่สุดหรือ ตอนจบ ชอบมากเรยครับ เป็นวลีที่มักจาได้ยินในโต๊ะประชุมบ่อยๆตอนใกล้ๆจะเลิกประชุม เรยประทับใจมาใช้ซะหน่อย) แบงก์อนุมัติให้กู้ แร้วก็มาถึงขั้นตอนการไปจดจำนองครับ แล้วด้วยความบังเอิญอีกแล้วคับ ฝ่ายเมียมาแจ้งแบงก์ว่าสามีพอดี้พอดีต้องเดินทางไปต่างประเทศ ศรีพันละเมียก็เลยต้องมาขอเอกสารแบบฟอร์มให้ความยินยอมคู่สมรสจากแบงก์ไปให้ฝาละมีเซ็นต์ให้ความยินยอมก่อนไปต่างประเทศ มิฉะนั้นก็จะไม่สามารถจดจำนองเพื่อรับเงินตามวงเงินที่ได้รับอนุมัติ แระเช่นเคยแบงก์มีรึจะขัด เซเว่นอีเลฟเว่นเราเป็นเลิศอยู่แร้ว ไม่จำเป็นก็จะไม่เสียซักแต้ม ให้print แบบฟอร์มเปล่าไปเรยคับ แร้วคุณพันละเมียก็กลับมาแบงก์อีกครั้งพร้อมปรากฎลายเซ็นต์ฝาละมีในช่องผู้ให้ความยินยอม แถมตัวเองมาเซ็นต์ในช่องพยานต่อหน้าพนักงานสินเชื่อเพื่อความน่าเชื่อถืออีกต่างหาก ตามด้วยพนักงานสาขาที่เป็นเจ้าของพื้นที่เซ็นต์เป็นพยานอีกคน แล้วก็ได้เอกสารที่ครบถ้วนไปจดจำนอง อ้อ!! ลืมบอกไปว่า ฝาละมีคุณเธอด๊านเป็นบักสีดา เอ๊ย ฝรั่ง ซึ่งไม่จำเป็นแล้วทางเราก็ไม่ค่อยจะเสวนาด้วย เพราะเมื่อยมือกว่าจะสื่อกันเข้าใจ
หลังจากนั้น คู่รักซิมเปิ้ลนี้ก็ได้วงเงินสินเชื่อไปใช้แล้วก็ผ่อนชำระเรื่อยมา โดยฝ่ายสามีบักสีดานี้จะเป็นผู้โอนเงินเข้าบัญชีศรีภรรยา แล้วก็ตัด ATS ผ่อนชำระเป็นงวดๆไป เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก 1 ปีเห็นจะได้ ผ่อนไปแล้ว 12 งวด จนกระทั่งถึงงวดล่าสุดตัด ATS ม่ายผ่าน เรื่องก็เรยมาถึงฝ่ายติดตามหนี้ ก็ต้องไปติดตามหาตัวลูกหนี้ศรีพันละเมียว่าเหตุไฉนทำไมไม่ผ่อน แต่ยังไม่ทันที่จะออกไปหา ฝ่ายสามีบักสีดาก็ได้มาหาแบงก์ถึงที่เรย คุยกันจนเมื่อยมือพอจะจับความได้ว่า ศรีพันละเมียได้แอบเปลี่ยนค่ายย้ายซิมไปมีกิ๊ก สามีจับได้ก็ให้อภัยขอให้กลับตัวกลับใจมารักกันเหมือนเดิมแล้วเลิกกับกิ๊กซะ แต่ฝ่ายเมียยืนยันเสียงแข็งไม่กลับ แถมยังไปเปิดกิจการใหม่กับกิ๊กอีก ฝ่ายสามีก็ไม่ได้เป็นคนช่างคิดช่างแค้นกับเมีย ก็ได้แต่หันมาอาฆาตกับแบงก์แทนคับ โดยแจ้งข่าวดีให้แบงก์ทราบว่า หนังสือยินยอมในฐานะคู่สมรสน้าน ไอม่ายด้ายเซ็นต์ อึ้งกิมกี่สิคับฝ่ายสินเชื่อ แอร์ในสาขาก็เย็นเจี๊ยบแต่สินเชื่อเราเหงื่อท่วมเรย เปิดดูหนังสือยินยอมอีกครั้ง พิจารณาดีๆ เออเฮ้ย ไม่ค่อยเหมือนกับลายเซ็นต์ฝรั่งจิงๆด้วย และแร้วก็นั่งจิ้มแป้นคอมทำ อินสิเด๊ด เอ๊ย Incident
ปล. นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจเมียฝรั่งคับ ให้ฝรั่งมาเซ็นต์เอกสารต่อหน้าทุกครั้งนะค๊าบ คนที่อึ้งกิมกี่ต่อไปก็คือ พนักงานที่เซ็นต์เป็นพยานน่านแหระค๊าบ สินเชื่อยื่นอะไรมาให้เซ็นต์ก็ไว้ใจเซ็นต์ให้หมด แล้วก็มารอลุ้นตอนมีเรื่อง คิดได้ทีหลังว่าไม่น่าเร้ยยยย คิดได้ก็ช้าไปทุกที แมะ!!เพื่อนยื่นอะไรให้เซ็นต์ก็เซ็นต์แบบไม่ถาม ทีสามีตัวเองให้เซ็นต์เอกสารล่ะ แม่ตรวจถี่ยิบ ซักซะละเอียดเร้ยยยย คิดแร้วมานน่าน้อยใจใช่ม๊ายค๊าบ คุณสามี
วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก
ยี่ต๊อก ในวงการของนักกฎหมาย จะหมายถึง ผลคดีที่เกิดขึ้นครั้งก่อนที่ใช้อ้างอิงในการจะลงโทษในคดีที่เกิดขึ้นใหม่หรือพูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่ใช้อ้างอิงเมื่อเกิดปัญหาใหม่ขึ้น ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าในวงการแบงก์จะใช้ศัพท์ตัวนี้ในกิจกรรมธุรกรรมทางการเงินได้ เท่าที่ถามท่านผู้อาวุโสของแบงก์ก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ว่า ต้นกำเนิดคำนี้มาจากไหนในวงการนี้ เพียงแต่ให้ความหมายได้ว่าเป็นใบกระดาษใบเล็กๆที่เขียนตัวเลขกำกับเงินสดไว้และใช้สำหรับอ้างอิงตอนหาเงินขาดเงินเกิน อ้อ!! พอจะใกล้เคียงความหมายที่เรารู้จักแระ อย่างน้อยๆก็แปลว่า สิ่งที่ใช้อ้างอิงตอนเงินขาด
ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ
ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)
ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ
ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก
ยี่ต๊อก ในวงการของนักกฎหมาย จะหมายถึง ผลคดีที่เกิดขึ้นครั้งก่อนที่ใช้อ้างอิงในการจะลงโทษในคดีที่เกิดขึ้นใหม่หรือพูดง่ายๆก็คือ สิ่งที่ใช้อ้างอิงเมื่อเกิดปัญหาใหม่ขึ้น ไม่คาดคิดเหมือนกันว่าในวงการแบงก์จะใช้ศัพท์ตัวนี้ในกิจกรรมธุรกรรมทางการเงินได้ เท่าที่ถามท่านผู้อาวุโสของแบงก์ก็ไม่มีใครให้ความกระจ่างได้ว่า ต้นกำเนิดคำนี้มาจากไหนในวงการนี้ เพียงแต่ให้ความหมายได้ว่าเป็นใบกระดาษใบเล็กๆที่เขียนตัวเลขกำกับเงินสดไว้และใช้สำหรับอ้างอิงตอนหาเงินขาดเงินเกิน อ้อ!! พอจะใกล้เคียงความหมายที่เรารู้จักแระ อย่างน้อยๆก็แปลว่า สิ่งที่ใช้อ้างอิงตอนเงินขาด
ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ
ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)
ถ้าเจ้ายี่ต็อกใช้สำหรับอ้างอิงได้ ง้านก็แสดงว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะเหตุการณ์เงินขาดเงินเกิน นั้น เป็นปรากฎการณ์ทางการเงินอันเป็นเรื่องปกติของสาขา ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายนัก ถ้าเรามีใบยี่ต็อก ไว้ค้นหาเทียบกับรายงานการทำรายการประจำวัน หรือ Daily report ก็จะหาได้เบื้องต้น แต่ถ้าไม่เจอจริงๆก็ต้องดูกล้อง CCTV ย้อนหลัง ซึ่งจะใช้เวลามากกว่าขั้นตอนที่หาจากใบยี่ต็อกมากกกกกกกก อาจถึงขั้นหาจนหัวหงอกได้ค๊าบ(มีน้องๆบางสาขายืนยันมา แต่ที่หงอกน่าจะเครียดมากกว่าน๊า ผมว่า อิอิอิ)
และแล้ว ไม่ใช่เฉพาะน้องๆAT กับแคชเชียร์ หรือผู้บริหารสาขาเท่านั้น ที่ต้องครึ้นเครงและได้รับความหฤหรรษ์กับการร่วมตามล่าหาเงินขาดเงินเกิน ; ทีม Fraud ก็ยังได้รับเชิญให้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการด้วยตลอดท้างๆที่ม่ายด้ายสมัครมาเล่นพร้อมผู้ชมทางบ้านเร้ยยยยย ไหนๆเราก้อต้องมาร่วมสนุกกับเกมส์ค้นหาเงินขาดกันแล้ว สิ่งแรกที่เราควรจะนึกถึงก็คืใบยี่ต็อก นี่ละครับ เพราะบางทีผมก็แปลกใจว่า น้องๆพูดถึงแต่เรื่องดูใน CCTVแล้วก็ยังไม่เจอ เราก็นึกว่า น้องๆเข้าเริ่มค้นหาเงินผิดขั้นตอน ควรจะเริ่มที่ ใบยี่ต็อก เทียบกับ daily Report ก่อน พอถามไปถามมา สรุปแว่ เอ๊ย! สรุปว่า ที่สาขานี้ไม่นิยมทำใบยี่ต็อก พอเกิดเหตุการณ์ขึ้นก็ดู CCTV กันอย่างเดียว 555 เจริญล่ะแม่คู้ณณ ไม่แปลกใจทำไมสาขานี้หัวหงอกกันเยอะ ท้างๆที่หน้าตายังละอ่อนกันอยู่ แสดงว่าเงินขาดกันบ่อย บางทีวันก่อนขาดแสนนึง ทีม Fraud กำลังเข้าไปหาให้ วันที่เข้าไปหาให้ดันทะลึ่งหายไปอีกหมื่น ไม่โต๊ก ต่อหน้าต่อตา Fraud ซะง้านนน เฮ้อ!! เหนื่อยใจแทน
สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต๊อก นี้ ใช้เป็นขั้นตอนแรกในการค้นหาเงินขาดเงินเกิน นะครับ และอาจทำให้หาสาเหตุเจอด้วยเวลาอันน้อยนิด ก็ฝากน้องๆไว้ว่า อย่ามองข้าม ละเลยไม่ทำนะครับ เพราะเวลาน้องๆนับเงินสดเข้าแหนบ หรือเงินไม่เต็มมัดหนังยาง ก็เขียนจำนวนกำกับไว้ ถ้าไม่ขยันจริงๆก็เขียนไว้ที่ธนบัตรก็ยังดี แต่ถ้าเป็นเงินจำนวนมากๆที่จะส่งแคชเชียร์ ขอเถอะครับเขียนยี่ต็อกกำกับทุกครั้ง เพราะเชื่อได้เลยว่า ไม่มีเวลานับต่อหน้ากันทั้งแคชเชียร์และ ATหรอกครับ เพราะได้ข่าวว่าบางสาขาเคยนับต่อหน้ากันแร้ว อาจจะใช้เวลาไม่มากก็จิงแต่แถวลูกค้ายาว ไปหน่อยคงรอนานและหงุดหงิด ทำให้ลูกค้าเข้าใจว่าแคชเชียร์กับ AT เล่นเป้ายิงฉุบกันอยู่ม๊าง เลยขว้างปากกาใส่หน้าพนักงานเรา น้องก็ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้โต้ตอบลูกค้าไป เลยไม่เป็นเรื่องราวใหญ่โต ก็ขอชมเชยน้องออกสื่อเรยละกันนะครับ แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้แจ้งทีม Fraud ได้นะครับ เด๊วไปเคลียร์ลูกค้าให้ น้องๆไม่ต้องปะทะ เพราะต้องอยู่พื้นที่นั้น ให้ทีม Fraud ไปปะทะแทนครับ
ปล. ถ้าไม่อยากใช้เวลาลุ้นนานในการหาเงินขาดเงินเกิน ก็อย่าลืม สิ่งเล็กๆที่เรียก ยี่ต็อก น๊า ทำกันด้วยนะค๊าบบบบ จ๋า ขออออออ (อ้าวเกี่ยวไร เนี่ย 555)
วันศุกร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
Account Payee เข้าผิดบัญชีมีลุ้นยันเกษียร
ตั๋วเงิน หรือเช็ค ดูจะเป็นกระดาษแผ่นเดียวที่มักจะสร้างความหฤหรรขวัญผวาให้กับผู้ทำรายการได้ตื่นเต้นกันได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อหลังจากอนุมัติรายการไปแล้ว เหมือนกับตั้งระเบิดเวลาไว้รอว่าเมื่อไหร่จะระเบิดกันเลยทีเดียวนะครับ แต่อันนี้เฉพาะสำหรับผู้ทำรายการที่รู้ตัวว่าไม่ได้ทำตามระเบียบนะ หรือพูดง่ายๆว่า เจตนาทำรายการให้เพราะต้องการบริการลูกค้า หรือกลัวยันต์7-11 นั่นแหระคับ อีกประเภทนึงก็คือผู้ทำรายการที่ใจถึงหรือวัดดวงกันเป็นประจำก็หมั่นทำบุญทำทานกันหน่อย
จำได้ว่าสมัยผมเรียน เรื่องเช็คนี่ ได้รับความสำคัญมาก ได้ศึกษากันตั้งแต่วิธีการเขียนเช็ค เทคนิคการเขียนตัวเงิน ตัวอักษร รวมไปถึงเทคนิคการเซ็นต์ชื่อเฉพาะในเช็ค การสลักหลัง ที่หนีไม่พ้นก็คือ เช็คที่ทำให้เป็นความผิดอาญา กับ ความผิดทางแพ่ง สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าในสมัยเป็นนักเรียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยความกลัวก็เลยศึกษาเยอะหน่อย ไม่คิดว่าจะหนีไม่พ้นต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็คพวกนี้อยู่ดี เฮ้อ!!!
จริงๆระเบียบธนาคารเราก็กำหนดไว้ชัดเจนมากนะครับ ให้ปฏิบัติกับเช็คแต่ละประเภทที่ลูกค้านำมาขึ้นเงินว่าให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งผมก็ได้ศึกษาตั้งก้าวแรกที่มาทำงานที่นี่ เลย เพราะเป็น Case แรกที่ได้ทำ ก็เลยทำให้ทราบระเบียบธนาคารว่าเจาะลึกลงไปกว่าที่กฎหมายกำหนดซะอีกเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน เพียงแค่ทำตามก็ปลอดภัยแระ
สิ่งที่แปลกใจมากก็คือ ปกติเช็คที่มีปัญหาก็มักจะเป็นเช็คที่ไม่ได้ตี Account Payee กับเช็คที่ไม่ได้ขีดฆ่าหรือผู้ถือ เท่านั้น ถ้าเป็นเช็คที่ตี Account Payee ก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยครับพี่น้อง ดูเงินในบัญชีเจ้าของเช็คมีพอก็ตัดเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับชื่อที่สั่งจ่ายหน้าเช็คก็จบ ขอย้ำนะครับว่า!!! ทำได้แค่กรณีเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น คือ ตัดเงินเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับหน้าเช็คสั่งจ่าย อ้อ!!! อันนี้หมายถึงผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อเทียบกับการ์ดลายเซ็นต์แล้วนะ
ฉะนั้น ถ้าเกิดเช็คที่ตี Account Payee ดันทะลึ่งไปเข้าบัญชีที่ชื่อไม่ตรงกับชื่อที่เช็คสั่งจ่าย คิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ทุจริตรึป่าว เป็นสิ่งที่แรกที่ต้องแว่บเข้ามาในหัวของทีม Fraud ครับ กระบวนการวิธีพิสูจน์ความบริสุทธิใจของผู้ทำรายการเลยต้องเหนื่อยหน่อย เพราะทุกสิ่งอย่างจะเข้าไปสู่กระบวนการแสดงตนว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งบอกได้เลยว่า หลักสันนิษฐานข้อแรก คือ น่าจะทุจริต เว้นแต่ผู้ทำรายการจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์
นี่ก็เป็นไกด์ไลน์หลักการสันนิษฐานของทีม Fruad นะครับ น้องๆให้ความสำคัญด้วยนะเพราะถ้าได้ลองอนุมัติรายการไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความผิดพลาดหรือเจตนาทำเพื่อบริการลูกค้า มันคุ้มกับความเหนื่อยที่ต้องมาพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้รับผลประโยชน์หรือป่าว ที่สำคัญ Fraud ต้องขยันพอที่จะมาช่วยรับฟังการแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยนะครับ ม่ายง้านก็รอผลนาน ยิ่งทำให้หลอนกันระยะยาว
อ้อ!! กรณีเรื่องเช็ค เรื่องลายเซ็นต์ ส่วนใหญ่ผู้บริหารสาขาจะมีความชำนาญ น้องๆอย่าตัดสินใจโดยพลการนะครับ ยังไงให้ถามระดับหัวหน้าธนกิจ ผู้ช่วย หรือผู้จัดการก่อน แต่ถ้าผู้บริหารสาขาไม่แน่ใจก็ปรึกษาทีม Fraud ก่อนทำรายการก็ยินดีนะครับ
จำได้ว่าสมัยผมเรียน เรื่องเช็คนี่ ได้รับความสำคัญมาก ได้ศึกษากันตั้งแต่วิธีการเขียนเช็ค เทคนิคการเขียนตัวเงิน ตัวอักษร รวมไปถึงเทคนิคการเซ็นต์ชื่อเฉพาะในเช็ค การสลักหลัง ที่หนีไม่พ้นก็คือ เช็คที่ทำให้เป็นความผิดอาญา กับ ความผิดทางแพ่ง สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าในสมัยเป็นนักเรียนอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ด้วยความกลัวก็เลยศึกษาเยอะหน่อย ไม่คิดว่าจะหนีไม่พ้นต้องมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องเช็คพวกนี้อยู่ดี เฮ้อ!!!
จริงๆระเบียบธนาคารเราก็กำหนดไว้ชัดเจนมากนะครับ ให้ปฏิบัติกับเช็คแต่ละประเภทที่ลูกค้านำมาขึ้นเงินว่าให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งผมก็ได้ศึกษาตั้งก้าวแรกที่มาทำงานที่นี่ เลย เพราะเป็น Case แรกที่ได้ทำ ก็เลยทำให้ทราบระเบียบธนาคารว่าเจาะลึกลงไปกว่าที่กฎหมายกำหนดซะอีกเพื่อความปลอดภัยของพนักงาน เพียงแค่ทำตามก็ปลอดภัยแระ
สิ่งที่แปลกใจมากก็คือ ปกติเช็คที่มีปัญหาก็มักจะเป็นเช็คที่ไม่ได้ตี Account Payee กับเช็คที่ไม่ได้ขีดฆ่าหรือผู้ถือ เท่านั้น ถ้าเป็นเช็คที่ตี Account Payee ก็แทบไม่ต้องคิดอะไรมากเลยครับพี่น้อง ดูเงินในบัญชีเจ้าของเช็คมีพอก็ตัดเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับชื่อที่สั่งจ่ายหน้าเช็คก็จบ ขอย้ำนะครับว่า!!! ทำได้แค่กรณีเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น คือ ตัดเงินเข้าบัญชีที่มีชื่อตรงกับหน้าเช็คสั่งจ่าย อ้อ!!! อันนี้หมายถึงผ่านขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบลายมือชื่อเทียบกับการ์ดลายเซ็นต์แล้วนะ
ฉะนั้น ถ้าเกิดเช็คที่ตี Account Payee ดันทะลึ่งไปเข้าบัญชีที่ชื่อไม่ตรงกับชื่อที่เช็คสั่งจ่าย คิดเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก ทุจริตรึป่าว เป็นสิ่งที่แรกที่ต้องแว่บเข้ามาในหัวของทีม Fraud ครับ กระบวนการวิธีพิสูจน์ความบริสุทธิใจของผู้ทำรายการเลยต้องเหนื่อยหน่อย เพราะทุกสิ่งอย่างจะเข้าไปสู่กระบวนการแสดงตนว่าไม่ได้รับผลประโยชน์ไม่ว่าจะโดยทางตรงหรือทางอ้อม ซึ่งบอกได้เลยว่า หลักสันนิษฐานข้อแรก คือ น่าจะทุจริต เว้นแต่ผู้ทำรายการจะพิสูจน์ได้ว่าตนเองบริสุทธิ์
นี่ก็เป็นไกด์ไลน์หลักการสันนิษฐานของทีม Fruad นะครับ น้องๆให้ความสำคัญด้วยนะเพราะถ้าได้ลองอนุมัติรายการไปแล้ว ไม่ว่าจะด้วยความผิดพลาดหรือเจตนาทำเพื่อบริการลูกค้า มันคุ้มกับความเหนื่อยที่ต้องมาพิสูจน์ตัวเองว่าไม่ได้รับผลประโยชน์หรือป่าว ที่สำคัญ Fraud ต้องขยันพอที่จะมาช่วยรับฟังการแสดงความบริสุทธิ์ใจด้วยนะครับ ม่ายง้านก็รอผลนาน ยิ่งทำให้หลอนกันระยะยาว
อ้อ!! กรณีเรื่องเช็ค เรื่องลายเซ็นต์ ส่วนใหญ่ผู้บริหารสาขาจะมีความชำนาญ น้องๆอย่าตัดสินใจโดยพลการนะครับ ยังไงให้ถามระดับหัวหน้าธนกิจ ผู้ช่วย หรือผู้จัดการก่อน แต่ถ้าผู้บริหารสาขาไม่แน่ใจก็ปรึกษาทีม Fraud ก่อนทำรายการก็ยินดีนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)