วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการแกงค์ Call Center

กลุ่มอาชญากรรม แก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ โดยทั่วไปอาชญากรรมในลักษณะความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ นั้น สำหรับในประเทศพัฒนาแล้ว มักจะเกิดในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ หรืออยู่ในช่วงภาวะเงินฝืด ซึ่งหากเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา หรือกลุ่มประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์แล้ว ประเทศพัฒนาแล้วจะมีอัตราการเกิดอาชญากรรมเกี่ยวกับทรัพย์ในจำนวนน้อยกว่า พฤติการณ์ในการกระทำผิดก็เป็นการอาชญากรรมเชิงเดี่ยว กระทำผิดโดยลำพังหรือไม่ก็ร่วมกันกระทำผิดกับพวกในกลุ่มเล็กๆ ไม่มีความซับซ้อนในวิธีการกระทำผิด อีกทั้งไม่มีลักษณะเป็นกลุ่มแกงค์ที่ถาวรแต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันผลจากการนวตกรรมในด้านต่างๆซึ่งพัฒนาการไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร ระบบโทรคมนาคม โดยเฉพาะนวตกรรมด้านเครือข่ายข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ยังผลทำให้การก่ออาชญากรรมมีลักษณะที่เปลี่ยนไป โดยมิได้กระทำผิดเพียงเชิงเดี่ยว หากแต่เป็นการกระทำความผิดในรูปแบบซ้ำๆ อาศัยช่องทางการสื่อสารที่การกระทำผิดไม่จำเป็นที่ผู้กระทำผิดจะต้องอยู่ ณ ที่เกิดเหตุ ก็สามารถก่ออาชญากรรมได้ โดยมีเครื่องมือสำคัญคือ ระบบการสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ประกอบกับนวตกรรมการในการอำนวยความสะดวกในธุรกรรมทางการเงินจากระบบสถาบันการเงินต่างๆ ยิ่งทำให้การสืบสวนปราบปรามของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำได้ยากยิ่งขึ้น มิจฉาชีพเหล่านี้จึงได้พัฒนาวิธีการจากลักษณะก่ออาชญากรรมเชิงเดี่ยว เป็นการหาแนวร่วม ก่ออาชญากรรมในลักษณะถาวร มีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนระหว่าง ผู้บริหารการก่ออาชญากรรม กับฝ่ายปฏิบัติการ จนวิวัฒนาการเป็นองค์กรอาชญากรรม หรือ Gangster ในยุคก่อน องค์กรอาชญากรรม หรือ Gangster มักจะเป็นกลุ่มนักเลง มีรูปแบบอาชญากรรมในลักษณะเรียกค่าคุ้มครอง และต้องแสดงตัวให้ปรากฎในพื้นที่ที่กลุ่มตนเองควบคุมเพื่อให้ผู้อื่นเกรงกลัว และกลุ่มอื่นไม่สามารถมาแย่งชิงพื้นที่ผลประโยชน์ได้ อีกทั้งยังเป็นการแสดงอิทธิพลในพื้นที่ เพื่อให้ง่ายต่อการบังคับบัญชาสมาชิกขององค์กร และมีบทลงโทษสมาชิกให้ปรากฎต่อสังคมเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างในการแข็งข้อ หรือคิดต่อต้านกลุ่มองค์กรอาชญากรรมนี้ ทำให้การสืบสวนติดตามจับกุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐ สามารถกระทำได้โดยง่าย อีกทั้งหากยังไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาจับกุมดำเนินคดี เจ้าหน้าที่รัฐก็ยังสามารถเก็บไว้ในฐานข้อมูลผู้กระทำผิดเพื่อใช้ในการสืบสวนเมื่อเกิดเหตุได้ ทำให้องค์กรอาชญากรรมมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมในการออกปฏิบัติการได้ กลุ่มองค์กรอาชญากรรมจึงได้มีวิวัฒนาการรูปแบบโดยปฏิบัติการในเชิงองค์กรอาชญากรรมเช่นเดิม หากแต่ไม่เน้นการปรากฎตัวต่อหน้าสังคมเช่นเดิม โดยจะปรับเปลี่ยนวิธีการในการปฏิบัติการอยู่คนละพื้นที่กับพื้นที่ที่เหยื่อพักอาศัย เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ โดยอาศัยเทคโนโลยีในด้านการสื่อสารเป็นเครื่องมือปฏิบัติการ รูปแบบก็เปลี่ยนไป จากลักษณะการใช้อำนาจอิทธิพลให้เกิดความยำเกรง ก็เปลี่ยนเป็นลักษณะการหาข้อมูลเพื่อนำมาใช้หลอกลวงหรือสร้างรูปแบบการในการหลอกลวง โดยมีองค์ประกอบสำคัญคือ เหยื่อต้องเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากสถาบันการเงิน อาทิ มีบัตร ATM Credit Card หรือ ธุรกรรมการเงินทางอินเตอร์เน็ต (Internet Banking) จึงทำให้สถาบันการเงินต้องเป็นองค์ประกอบส่วนหนึ่ง จึงจะทำให้กลุ่มองค์กรอาชญากรรมนี้กระทำการได้สำเร็จ ยังผลเสียมาถึงสถาบันการเงิน เนื่องจากระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องอาศัยความมั่นคงทางสถาบันการเงินเป็นตัวขับเคลื่อน เมื่อกลุ่มมิจฉาชีพใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิด จึงเป็นการทำลายความน่าเชื่อของสถาบันการเงิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการธนาคาร ผู้ให้บริการด้านผลิตภัณฑ์ต่างๆทางการเงิน โดยรูปแบบที่องค์กรอาชญากรรมในยุคปัจจุบันนี้ จะเป็นรูปแบบ มีศูนย์กลางบังคับบัญชาอยู่ที่หนึ่ง และมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่อีกที่หนึ่ง อีกทั้งวิธีการที่ใช้ปฏิบัติการกระจายเข้าทำกับเหยื่อเป็นรายบุคคล โดยเลียนแบบองค์กรธนาคารที่ใช้รูปแบบศูนย์กลางข้อมูลเพื่อดูแลลูกค้า ภายใต้แนวคิด One stop Service คือ เป็นศูนย์ Call Center ติดต่อที่เบอร์เดียว ในการปฏิบัติของกลุ่มมิจฉาชีพในรูปแบบ Call Center มีลักษณะองค์ประกอบหลัก คือ 1.มีศูนย์ปฏิบัติการ 2.ใช้โทรศัพท์ในการติดต่อเป็นหลัก หรือติดต่อโดยทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะไม่มีการพบหน้ากันระหว่างมิจฉาชีพกับเหยื่อ 3.เหยื่อต้องมีบัญชีกับธนาคาร และสามารถทำธุรกรรมโอนเงินให้บุคคลอื่นได้ 4.เหยื่อจะต้องเป็นผู้ทำรายการโอนเงินด้วยตนเอง 5.มีการสร้างเรื่องเท็จในการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ 6.นวตกรรมใหม่ของอาชญากรรมลักษณะ Call Center Ex. สร้างตัวแทนกำมะลอมารับเคราะห์ จากองค์ประกอบการกระทำผิดของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถอธิบายได้ดังนี้ 1.มีศูนย์ปฏิบัติการ จากปฏิบัติตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่า กลุ่มมิจฉาชีพ Call Center จะมีที่ตั้งอยู่คนละพื้นที่กลุ่มเหยื่อ โดยกลุ่มเหยื่อเป็นประชาชนในประเทศไทย แต่กลุ่มมิจฉาชีพมีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ในประเทศจีน ซึ่งในการตรวจค้นจับกุม ไม่สามารถกระทำได้โดยเจ้าหน้าที่รัฐของไทยเพียงลำพัง จะต้องอาศัยความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐของจีนให้เข้ามาร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ด้วย ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้นจับกุม นั้น เป็นบ้านเดี่ยวซึ่งกลุ่มมิจฉาเช่าเป็นรายเดือน เนื่องจากจะต้องย้ายศูนย์ปฏิบัติการบ่อยๆ และที่จับกุมตัวได้ก็มักจะเป็นมิจฉาชีพในระดับปฏิบัติการ ซึ่งจะมีศูนย์บริหารอีกที่หนึ่ง ทำให้ไม่สามารถสาวไปถึงตัวมิจฉาชีพระดับบริหารได้ เมื่อสมาชิกระดับปฏิบัติการถูกจับกุมได้ กลุ่มบริหารก็จะหาสมาชิกระดับปฏิบัติการกลุ่มใหม่มาทำหน้าที่แทน โดยจะเปลี่ยนสถานที่ในการตั้งศูนย์ปฏิบัติการไปเรื่อยๆ 2.ใช้โทรศัพท์ในการติดต่อเป็นหลัก จะเห็นได้ว่า กลุ่มมิจฉาชีพ มีศูนย์ปฏิบัติการคนละพื้นที่กับเหยื่อ วัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงการพบหน้า กัน ฉะนั้นในการปฏิบัติการจึงต้องอาศัยช่องทางความสะดวกในการสื่อสาร โดยการแปลงระบบอินเตอร์เน็ตให้สามารถโทรเข้าเครื่องโทรศัพท์มือถือของเหยื่อได้ อีกทั้งยังต้องใช้ระบบบล็อกหมายเลข โดยจะไม่แสดงเลขหมายโทรเข้าให้เหยื่อเห็น จึงทำให้ไม่สามารถติดต่อกลับได้ 3.เหยื่อต้องมีบัญชีกับธนาคาร และสามารถทำธุรกรรมโอนเงินให้บุคคลอื่นได้ เนื่องจากกลุ่มแกงค์ Call center จะไม่มีการเข้ามาพบเหยื่อ ฉะนั้น การที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ คือ หลอกเอาเงินมาให้ได้ จะต้องอาศัยธนาคารเป็นตัวกลางในการโอนถ่ายเงินสดจากเหยื่อมายังแกงค์ Call Center ซึ่งแน่นอนว่า ทั้งสองฝ่ายจะต้องมีบัญชีธนาคาร ส่วนวิธีการโอนอาจทำได้หลายวิธี คือ 3.1 ทางบัตร ATM 3.2 ทาง Internet Banking 3.3 ใช้บริการที่เคาท์เตอร์ธนาคาร โดยมีพนักงานสาขาทำรายการโอนเงิน 4.เหยื่อจะต้องเป็นผู้ทำรายการโอนเงินด้วยตนเอง ปัจจุบันช่องทางการทำรายการของลูกค้ามีให้เลือก 3 ช่องทางดังกล่าวข้างต้น ซึ่งธนาคารจะคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก อีกทั้งในการทำรายการต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ จึงมีการติดตั้งกล้อง CCTV เพื่อจับภาพการทำรายการลูกค้า ซึ่งแกงค์ Call Center ก็ทราบดีว่า มีกล้อง CCTV จับภาพอยู่ จึงต้องหาวิธีต่างๆให้เหยื่อมาทำรายการด้วยตนเอง เพื่อหวังผลให้ภาพที่ปรากฎผู้ทำรายการเป็นภาพของเหยื่อ ซึ่งจะเป็นแนวทางให้แกงค์ Call Center ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้คดีทางกฎหมาย 5.มีการสร้างเรื่องเท็จในการหลอกลวงให้เหยื่อหลงเชื่อ โดยปกติการสร้างเนื้อเรื่องเท็จเพื่อหลอกลวงเหยื่อให้หลงเชื่อแล้วสามารถปฏิบัติตามที่แกงค์ Call Center บอกเป็นขั้นตอน จนนำไปสู่ขั้นตอนการโอนเงินจากบัญชีเหยื่อไปยังบัญชีแกงค์ Call Center จะมีหลายเรื่อง แต่พอจะสรุปเป็นรูปแบบใหญ่ได้เป็น 3 กลุ่ม โดยพิจารณาเฉพาะที่เรื่องที่เป็นลักษณะปฏิบัติการของแกงค์ Call Center เท่านั้น ไม่รวมไปถึงการสร้างเรื่องเท็จของอาชญากรบุคคล รูปแบบในการหลอกลวง โดยในปัจจุบันนี้ พอจะจำแนก ออกได้เป็น 3 รูปแบบ ดังนี้ 5.1รูปแบบการสร้างเรื่องเท็จ เกี่ยวกับระบบข้อมูลการเงินของเหยื่อ แล้วโทรศัพท์มาหลอก ให้โอนเงิน 5.2 รูปแบบการติดต่อหาคู่ของหญิงสาว แล้วหลอกให้โอนเงิน 5.3 รูปแบบ Phishing ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบมีรายละเอียดดังนี้ 5.1รูปแบบการสร้างเรื่องเท็จ เกี่ยวกับระบบข้อมูลการเงินของเหยื่อ แล้วโทรศัพท์มาหลอก ให้โอนเงิน ขั้นตอนการหลอกลวงของแกงค์ Call Center จะใช้วิธี Randome หมายเลขโทรศัพท์มือถือ แล้วโทรเข้าไปหาเหยื่อ โดยจะหลอกว่า โทรมากรมสรรพากร หรือ DSI แจ้งเหยื่อว่า ตรวจสอบพบว่าเหยื่อมีการหลบเลี่ยงภาษี ซึ่งหากเหยื่อหลงเชื่อและไม่อยากมีปัญหาทางภาษี ก็จะแนะนำให้เหยื่อเดินมาที่ตู้ ATM แล้วทำรายการเป็นภาษาอังกฤษ จากนั้นก็จะเข้าสู่กระบวนการโอนเงินเข้าบัญชีของแกงค์ Call Center ซึ่งโดยปกติเหยื่อจะไม่ชำนาญในการทำรายการเป็นภาษาอังกฤษ ก็จะกดปุ่มที่ตู้ตามขั้นตอนที่แกงค์ Call Center แนะนำ จนถึงรายการโอนเงินไปเข้าบัญชีปลายทาง ซึ่งกว่าเหยื่อจะรู้ตัวก็ได้ทำรายการโอนเงินจากบัญชีตัวเองไปหมดแล้ว 5.2รูปแบบการติดต่อหาคู่ของหญิงสาว แล้วหลอกให้โอนเงิน รูปแบบนี้ จะมีขั้นตอนก่อนหน้าที่จะมีวิธีการหลอกโอนเงิน คือ จะต้องมีการติดต่อกับเหยื่อผ่านทาง Internet มาก่อน โดยอาจจะผ่านเว็บยอดนิยมเกี่ยวกับการหาคู่ หรือแนะนำตัว ซึ่งปัจจุบันเว็บที่ได้รับความนิยมในการติดต่อหากัน คือ Face Book ซึ่งปัจจุบันสามารถ Chat online กันได้แบบสดๆ เมื่อเหยื่อเริ่มให้ความสนใจและคุ้นเคยกันในลักษณะเหมือนหนุ่มจีบสาว แล้ว แกงค์ Call Center จะดำเนินการต่อไปคือ ขั้นตอนการนัดพบเพื่อจะเข้ามาแต่งงานด้วย โดยจะมีการนัดหมายวันเวลาตามเวลาตารางการบินที่แกงค์ได้หลอกไว้ว่าจะเดินทางมาจากประเทศใด โดยไม่ได้นัดหมายให้เหยื่อมารับที่สนามบิน ครั้นเมื่อถึงกำหนดเวลาเดินทางมาถึง ก็จะโทรศัพท์มาหลอกเหยื่อว่า ถูกฝ่ายตรวจคนเข้าเมือง หรือ ศุลกากร จับตัวไว้ที่สนามบินเนื่องจากเอกสารไม่ครบ ไม่มีเงินบาทไทยจ่ายค่าดำเนินการให้เจ้าหน้าที่ แล้วก็จะหลอกให้เหยื่อหาวิธีโอนเงินมาให้ยืมก่อน เพื่อจะได้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ ครั้นเมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนเงินมาให้ ก็จะเงียบหายไป 5.3รูปแบบ Phishing รูปแบบนี้ จะดำเนินทาง Internet โดยจะอาศัยความน่าเชื่อถือของธนาคารที่ให้บริการทางออนไลน์ โดยแกงค์นี้ จะทำเว็บเพจเลียนแบบเว็บของธนาคารออนไลน์ เพื่อหลอกให้ผู้มีบัญชีกับธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นเว็บของธนาคาร โดยความมุ่งหวังของแกงค์นี้ จะมุ่งให้ได้มาซี่ง User และ Password ของเหยื่อที่มีบัญชีออนไลน์กับธนาคาร โดยเมื่อเหยื่อหลงเชื่อว่าเป็นเว็บของธนาคารก็จะทำการ Log on เพื่อจะเข้าไปทำรายการธุรกรรมทางการเงินกับธนาคาร ซึ่งในการLog on จะต้องกรอก Username กับ Password ในช่องที่กำหนด ครั้นเมื่อกรอกไปแล้ว แกงค์นี้ก็จะนำ Username กับ Password ไปกรอกเข้าเว็บจริงของธนาคารแล้วทำการโอนเงินจากบัญชีในธนาคารของเหยื่อไปจนหมด 6.นวตกรรมใหม่ของอาชญากรรมลักษณะ Call Center จากการปราบปรามแกงค์ Call Center อย่างจริงจังของฝ่ายตำรวจ ทำให้แกงค์ Call Center มีวิวัฒนาการในการลบเลี่ยงในการตรวจจับของเจ้าหน้าที่ โดยจะทำการสร้างนอมินี ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง เพื่อเป็นบังเกอร์หรือ แพะรับบาป แทนตัวเอง โดยวิธีการ หลอกผู้ที่จะเป็นนอมินี ให้มาเป็นตัวแทนในการรับโอนเงินแทน เพื่อส่งต่อให้แกงค์ Call Center อีกทอดหนึ่ง ซึ่งนอมินี จะไม่ทราบว่าตัวเองถูกหลอก เพราะคิดว่าตนเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนในการรับชำระหนี้คล้ายๆกับ PayPoint ประเภทเคาท์เตอร์เซอร์วิส โดยแกงค์ Call Center จะเป็นผู้ดำเนินการหลอกลวงเหยื่อด้วยฝ่ายปฏิบัติการของตน แล้วให้เหยื่อโอนเงินเข้าไปในบัญชีของ นอมินี จากนั้นก็จะแจ้งนอมินีว่า มีลูกค้าโอนเงินมาชำระหนี้ ให้โอนต่อมายังบัญชีของแกงค์ Call Center โดยให้นอมินีหักเปอร์เซ็นต์นายหน้าตามที่ตกลงกันไว้ ครั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมก็จะจับกุมนอมินีมาดำเนินคดีในฐานะผู้ต้องหา ซึ่งแท้จริงแล้ว ตัวนอมินีเองก็ถือเป็นผู้เสียหายที่โดนแกงค์ Call Center หลอกเช่นเดียวกัน แนวทางการแก้ไข จากการศึกษาพฤติกรรมของแกงค์ Call Center ทำให้ทราบว่า แกงค์ Call Center จะอาศัยรูปแบบการใช้ ชีวิตประจำของเหยื่อ เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ การใช้อินเตอร์เน็ต โดยแกงค์ จะหาวิธีการหรือเนื้อเรื่องเท็จที่อยู่ในความสนใจของเหยื่อ มากระตุ้นให้เหยื่อเกิดความกลัว เช่น การหลบเลี่ยงภาษี การเป็นหนี้บัตรเครดิต หรืออาจจะใช้ความโลภของตัวเหยื่อเองมาหลอก เช่น หลอกว่าจะโอนเงินมาเข้าบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษีโดยจะให้เปอร์เซ็นต์ส่วนแบ่ง ซึ่งแม้ว่าเหยื่อจะหลงเชื่อในเนื้อเรื่องที่แกงค์ Call Center สร้างขึ้นมาก็ตาม แต่หากเหยื่อรู้จักระมัดระวังก็จะสามารถป้องกันตัวเองให้โอนเงินได้ โดยสามารถป้องกันตัวเองได้ดังนี้ 1.ให้ความสนใจเกี่ยวกับข่าวสารธนาคารที่ได้แจ้งเตือนภัยเกี่ยวกับระบบต่างๆของธนาคาร 2.รู้จักตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องกับหน่วยงานราชการก่อนที่จะดำเนินการทางการเงิน โดยหาข้อมูลติดต่อกับหน่วยงานราชการเอง ซึ่งปกติแล้วหน่วยงานราชการจะไม่ติดต่อมายังประชาชนทางโทรศัพท์ ส่วนใหญ่จะติดต่อทางจดหมายราชการ 3.หากใช้บริการทางออนไลน์ของทางธนาคาร ก็ควรจะตรวจสอบเว็บลิงค์ของธนาคารหรือไม่ก็โทรศัพท์เข้าไปติดต่อที่ศูนย์บริการของธนาคารโดยตรง ไม่ควรปฏิบัติตามขั้นตอนที่มีผู้ติดต่อเข้ามาโดยไม่ได้ตรวจสอบกับธนาคารก่อน ปัจจุบันทางธนาคารได้มีหน่วยงานในการติดตามป้องกันภัยจากกลุ่มมิจฉาชีพ โดยจะทำหน้าที่เฝ้าระวังการทำรายการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นการใช้บัตรเครดิต การใช้บัญชีออนไลน์ โดยในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด(มหาชน) มีสายบริหารการป้องกันการทุจริต ทำหน้าที่รับผิดชอบเฝ้าระวัง ตรวจสอบและติดตามการทำรายการของลูกค้า โดยมีชุดปฏิบัติการให้บริการลูกค้า ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งหากมีรายการที่ทีมเฝ้าระวังโดยตรวจสอบทางมอนิเตอร์ ซึ่งหากมีรายการที่น่าสงสัยก็จะโทรศัพท์ติดต่อไปยังลูกค้าเพื่อสอบถามยืนยันว่าเป็นผู้ทำรายการหรือไม่ ซึ่งสามารถป้องกันความเสียหายให้กับลูกค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้หากมีการตรวจสอบพบบัญชีต้องสงสัยว่าจะอยู่ในส่วนของกลุ่มแกงค์มิจฉาชีพ ก็จะทำการเฝ้าระวัง โดยหากมีการทำรายการเพื่อโอนเข้าบัญชีดังกล่าว ก็จะติดต่อและแจ้งเตือนไปยังลูกค้าผู้ทำรายการ ซึ่งเคยมีเหตุเกิดขึ้นขณะที่ลูกค้ากำลังถูกแกงค์ Call Center หลอกให้ทำรายการโอนเงินทาง ATM ทีมป้องกันทุจริตทางบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของสายบริหารการป้องกันการทุจริต SCB ก็ได้ติดต่อไปยังลูกค้า ทำให้สามารถระงับการโอนได้ทัน สรุป แม้ว่าจะมีการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมในรูปแบบของ Call Center อย่างจริงจังและสามารถจับกุมตัวมาดำเนินคดีได้อย่างต่อเนื่อง หากแต่ในปัจจุบันแกงค์ Call Center ก็มีระดับการบริหารในลักษณะองค์กรอาชญากรรม คือ มีทั้งฝ่ายปฏิบัติการ กับ ฝ่ายบริหาร ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถจับกุมได้เพียงในระดับฝ่ายปฏิบัติการ ฉะนั้นฝ่ายบริหารแกงค์ Call Center ก็สามารถย้ายฐานปฏิบัติการแล้วหาฝ่ายปฏิบัติการมาดำเนินการทุจริตได้ต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้จับกุมได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นการที่จะไม่ทำให้ตัวให้ตกเป็นเหยื่อของแกงค์ Call Center ก็จะต้องมีการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้รู้เท่าทันถึงรูปแบบวิวัฒนาการของแกงค์ Call Center ที่เปลี่ยนไปด้วย จึงจะไม่ตกเป็นเหยื่อและไม่นำมาซึ่งความสูญเสียทางการเงินและทรัพย์สิน

วันจันทร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

เงินขาดเงินเกิน ความบังเอิญที่อันตราย

ตามเสียงเรียกร้องของน้องๆที่อยากให้เล่า Case ที่เกิดขึ้นบ่อยๆนะครับ จริงๆก็ว่าจะทยอยเขียนอยู่แล้วนะครับ เพราะมันเกิดบ่อยจริงๆ บ่อยจนคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิด ถ้าไม่เกิดก็เป็นเรื่องแปลกนั่นแหระ คับ      Intro มาซะยาว ไม่ใช่เรื่องอื่นใดไกลตัวหรอกครับ เงินขาด เงินเกิน นี่ล่ะครับ คิดซะว่าเป็นการลุ้นร่วมสนุกกับทางรายการหลังปิดทำการทุกวันละกันนะจะได้ม่ายเครียด  จริงๆแล้วผมก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นเรื่องแปลกหรอกครับ ที่จะมีเงินขาดเงินเกินบ้างในแต่ละวัน เพราะเราทำงานร่วมกันอยู่สองส่วน คือ ส่วนที่เป็นระบบคอมฯ กับ ส่วนที่เป็นมนุษย์ ถ้าไม่นับปัจจัยอื่น ไม่ระบบก็คนนี่ละครับที่ error (อ่านว่า เออเร่อนะ  ไม่ใช่ เออบะเร่อ)        ถ้าระบบผิดพลาดหรือมีการ error ขึ้น ยังง๊าย ยังงายฝ่ายระบบก็ต้องตรวจพบและสามารถ ปรับปรุงรายการให้ถูกต้องได้ แต่ส่วนใหญ่ที่พบเห็นก็เป็นจาก มนุษย์นี่ล่ะครับ เพราะมีปัจจัย้ดานอารมณ์เข้ามาทุกวัน ทำให้มีผล รมณ์เสีย!!ได้ง่ายๆ โดยเฉพาะลูกค้าที่ยิ่งหญ่ายท้างหลายแหล่สามารถกระตุ้นอารมณ์(โมโห) ของน้องๆได้เป็นอย่างดี ก็ทำให้บางรายการมีนับผิดขาดๆ เกินๆ กันบ้าง      แต่เรื่องที่จะนำเสนอนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของน้องๆนะครับ ตามที่เกริ่นแต่แรก เป็นเรื่องที่น้องๆอยากให้เล่า Case ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ มันเป็นเรื่องเงินขาดเงินเกินจากการเจตนาของน้องๆบางคนที่เข้าใจผิดครับ โดยเฉพาะน้องๆที่ชั่วโมงบินยังน้อย สอบผ่านปากกาแดงชนิดหมึกแดงยังไม่ทันแห้งเลย ซึ่งจากการได้สอบถามพูดคุยมักจะเป็นเรื่องวิสัยทัศน์กับความเข้าใจผิดในข้อกฎหมายเกี่ยวกับเงินขาด เงินเกินนี่ล่ะครับ      สิ่งที่น้องๆมักต้องรับผิดชอบเมื่อเกิดเงินขาดก็คือ ต้องควักกระเป๋าตัวเองจ่ายไป ถ้าน้อยๆหลักสิบหลักร้อย ก็พอกล้ำกลืนฝืนทนจ่ายไป พอจ่ายไปมากๆเข้า วันดีคืนดีมานับยอดจ่ายก็เข้าไปหลักพันบาท หลักหมื่นบ้าง ยิ่งทำให้รู้สึกขาดทุน เอ๊ย!! เสียดาย (ปกติไม่ได้ลงทุนนิ แค่ลงแรง)   อยู่มาวันนึงพระเจ้าทดสอบใจ เลยประทานพรให้เป็นวันเงินเกิน ความปั่นป่วนทางด้านอารมณ์น้องๆก็เกิดทันที ต้องมาชั่งใจระหว่างที่ขาดทุนไป กับที่มีเงินเกินตอนสรุปยอดเงิน จะเอายังไงดี (ทั้งๆที่สื่อความกันทุกวัน) ประกอบกับถึงกำหนดพวกเงินด่วนโทรมาทวงพอดี ไม่ว่าจะเป็น ควิกแคช เพาเวอร์บาย Easyบาย Eอ้อน Eติ๋ม Eแต๋ว(สองอีหลังนี่ทวงนอกระบบมีตบ มีด่า)  น้องๆที่แพ้ใจตัวเองก็มักจะคิดเข้าข้างตัวเองว่า ขาดทุนมาเยอะแล้วตอนเงินขาด วันนี้ละว๊าเงินเกินขอถอนทุนคืนละกัน  คิดได้ดังนี้แล้วก็ไอ คุก คุก คุก คับน้อง  เพราะทันทีที่เงินหลุดจากมือลูกค้าส่งมอบให้น้องๆปั๊บ ถือเป็นเงินที่อยู่ในความครอบครองของธนาคารทันทีครับ เพราะน้องๆก็คือ ลูกจ้างของธนาคาร กระทำการแทนธนาคารในการรับไว้เพื่อนำเข้าระบบธนาคาร ไม่มีสิทธิครอบครองเงินในนามส่วนตัวแม้แต่วินาทีเดียว รวมถึงเงินที่ลูกค้าให้เกินกว่าจำนวนที่ทำรายการด้วยนะครับ ลูกค้าส่งมอบให้เพราะน้องๆใส่เครื่องแบบ SCB เป็นสัญลักษณ์ของธนาคาร ไม่ใช่ส่งมอบเงินให้เพราะเป็นน้องกิ๊บ เชอรี่ น้องมายด์ ฉะนั้น รับแล้วนับ นับแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก ส่งแคชเชียร์ ซะก็จบ ถ้าหลุดไปทางอื่นก็จบเห่ คับ   นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนตัดฟืนทำขวานหล่นไปในน้ำแล้ว ถ้าเทพารักษ์ลงไปงมให้แล้วโชว์ ขวานเงิน ขวานทอง ให้ดู ก็ให้แจ้ง SUP ตั้งพักไว้นะครับ อย่ารับไว้เด็ดขาดดดด!!!

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

EC พลาดโดยเจตนา(ซ่อนเร้น)

      ช่วงนี้มักจะได้เดินทางไปเยือนสาขาที่ไม่เคยไป พักหลังนี่เริ่มจะบ่อยมากขึ้นนะครับ  ล่าสุดนี่ก็ได้ไปเยือนขอบประเทศเรย  แน่นอนครับ ลูกค้าก้อจะมีบรรดาพลเมืองเพื่อนบ้านเรานี่ล่ะครับ  ชนชาติไหนเผ่าไหนม่ายบอกระกาน เอาเป็นว่า พู่มะค่อมีตัวซาโกะ อ่ะ       แล้วลูกค้าเพื่อนบ้านเนี่ย เค้าก็ไม่ค่อยได้เดินทางข้ามแดนมาทำรายการที่สาขาทุกวัน แรกๆก็อาจจะมาบ่อย แต่พอเริ่มคุ้นเคยกับพนักงานสาขาก็จะเริ่มมีการฝากกันทำรายการแระ  อันนี้อยู่ในดุลยพินิจกันเองนะครับ ว่าจะบริการกันขนาดไหน ไม่ขอออกความเห็นละกัน เพราะหน้างานที่ต้องเจอกันทุกวัน ย่อมสามารถชั่งน้ำหนักได้ว่า เชื่อใจลูกค้าได้หรือไม่  ถ้าทำรายการให้  แต่จริงๆแล้ว ขอแนะนำให้ทำตามระเบียบเถอะครับ ปัญหามันจะน้อย เพราะกว่าจะออกมาเป็นระเบียบปฏิบัติงานได้ แสดงว่ามันต้องเคยเกิดปัญหามาแล้ว      แล้วปัญหามันไม่ได้เกิดจากการที่ลูกค้าขอให้ทำรายการให้ครับ  เพราะถ้าเราทำรายการไปให้ แล้วลูกค้ามาเซ็นให้ด้วยความที่ลูกค้าเค้าเชื่อใจเรา  แต่เราก็ต้องระลึกอยู่เสมอว่า หากบริการโดยทำรายการไปให้แล้ว ลูกค้าไม่มาเซ็นให้ หรือติดธุระไม่สามารถมาสาขาได้ภายในวันทำรายการ นั่นหมายถึงว่า ต่อมเอ๊ะของทีม Fraud อาจเริ่มทำงานได้ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสถานภาพน้องๆมาก         เรื่องของการบริการโดยลูกค้าโทรมาขอให้ทำรายการนี้  ถ้าไม่เกิด Incident เอ๊ย!! Acident จริงๆ ก็คงไม่มีปัญหากับลูกค้า  ลองมาคิดดูกันเล่นๆนะครับว่า ลูกค้าโทรมาขอให้ทำรายการให้ก่อน เด๊วจะเข้ามาเซ็นสลิปให้ตอนเย็น  แล้วสมมติลูกค้าไม่มา น้องๆจะแก้ปัญหายังงัยครับ         สำหรับเรื่องนี้ ก็มีอยู่ว่า นางเอกของเรื่องนี้ ก็บริการลูกค้าอย่างนี้แหระครับ ขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกันว่า ถึงจะเป็นการบริการลูกค้า ตามระเบียบก็ผิดอยู่ดีนะครับ ก็คือ ลูกค้าโทรมาขอให้ทำรายการให้ก่อน แต่ปรากฎว่า ลูกค้าไม่สามารถเข้ามาเซ็นให้ได้ในตอนเย็น วิธีแก้ปัญหาของนางเอกเราก็คือ EC รายการ  แน่นอนครับ มันจะต้องติด SUP แล้วยิ่ง EC บ่อยๆ  ต่อมเอ๊ะของคนใส่ Sup ก็ต้องทำงานแน่นอน เพราะระบบการตรวจสอบเค้าวางไว้อย่างนี้ครับ เพื่อป้องกันการทุจริตอยู่แล้ว      ในเมื่อต้องติด Sup บ่อยๆ ก็อาจถูกสงสัยได้ทำรายการให้ลูกค้าโดยลูกค้าไม่ได้มาทำรายการเอง  ว่าแล้วเธอก็สามารถคิดค้นหาวิธีการเลี่ยง Sup ครับ ไม่ขอเปิดเผยละกันนะครับว่า นางเอกของเราทำอย่างไร แต่ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า หลังจากเธอวิธีเลี่ยง Sup ได้แล้ว เธอกลับทุจริตเงินลูกค้าออกไปได้  งานนี้ต้องขอชม คนใส่ Sup นะครับ ทั้งๆที่ร่วมทำงานอยู่ด้วยกัน สามารถสังเกตพฤติกรรมของน้องนางเอกของเรื่องนี้ได้ว่า EC รายการบ่อยจนน่าสงสัย  แล้วลองตรวจสอบการทำรายการของน้องคนนี้ย้อนหลัง  และแล้วก็พบว่าน่าจะมีปัญหา ก็เลยส่งจดหมายเชิญให้ทีม Fraud เข้ามาร่วมสนุกกับทางรายการ  ชัดเจนครับ หลังจาก Fraud เข้าไปตรวจดูก็ฟันธง ว่าต่อมเอ๊ะยังคงทำงานได้ดี   ก็เลยต้องพานางเอกเราไปเที่ยว Hong Krong  ครับ        ผู้มีอำนาจใส่ Sup ก็ทำบุญเยอะๆนะครับ ถ้ามีการ EC รายการบ่อยๆ ก็หมั่นตรวจสอบย้อนหลังกันนิสนุง อาจเจออะไรดีๆก็ได้ครับ ถ้าไม่แน่ใจก็ Save ภาพ CCTV ในช่วงเวลาเกิดรายการในตอนแรก  แล้วก็ตอนที่ต้องใส่ Sup EC รายการนั้นออก  ส่งมาให้ Fraud ดูก็ได้ครับ  ณ ห้วงเวลานี้ เจอ 2 Case ติดกันแล้วครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง พวกตั้งใจพลาดบ่อยๆให้ระวัง supลองเช็คการทำรายการย้อนหลังหน่อยก้อดี  อาจมีช็อคซีนีม่าได้ค๊าบบบ พี่น้อง

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

Confirm ที่มิอาจฟันธงว่าปลอดภัย 100%

                จะเรียกได้ว่านี่ภาคต่อของมหากาพย์ลายเซ็นก็ว่าได้นะครับ ประมาณว่า ปอบ ภาค 17 หรือไม่ก็ตำรวจจับไพ่ หลายๆเวอร์ชั่น ซึ่งอันที่จริงแล้ว หากเป็นเรื่องที่เกิดซ้ำกันท้างเนื้อหาและเรื่องราว กระพ๊มก็จะไม่นำมาแจ้งแถลงไขกันให้ขัดอารมณ์  โดยส่วนตัวก็ไม่ชอบความซ้ำซาก จำเจ ซะด้วย มานน่าเบื่ออ่ะ จิงมั๊ยคับพี่น้อง

 

               แต่เรื่องนี้ มันเหมือนเป็น Stepเทพ ถัดมาครับ จากเรื่อง การตรวจสอบลายเซ็น การเรียกระบบซิกเนเจอร์  ตามด้วย ลายเซ็นเหมือนเป๊ะแต่เป็นตรายาง  นี่ก็เป็นภาคต่อครับ คือ น้องๆ AT ตรวจสอบลายเซ็นแล้ว เห็นแล้วว่ามันเพี้ยน ต่อมเอ๊ะ! ก็ทำงานทันทีเลยครับ ถ้าเพี้ยนเช่นนี้ ก็ต้องหาตัวหาร เอ๊ย!! หาผู้ชำนาญการกว่าก็คือ หัวหน้าธนกิจ หรือไม่ก็ผู้ช่วย อันเนื่องมาจากตามระเบียบของธนาคารก็ได้กำหนดไว้ว่าให้ Confirm!! นะ ไม่ใช่ ฟันธง!! เด๊วจะสับสนโลโก้แบรนด์กัน 555

 

          เริ่มจะออกนอกเรื่องไปไกลแระ กลับเข้าเส้นดีก่า เรื่องมานก็มีอยู่ว่า ลูกค้ารายหญ่ายยย อีกแล้วคับท่าน รายนี้หญ่ายยยจิงๆ เงินฝากก็เยอะ OD ก็แยะ แน่นอนครับ การบริการของเราก็ต้องอุ้มเข้าสาขา ไม่เว้นแม้กระทั่ง เดอะแมส ก็จะหญ่ายตามบริษัทไปด้วย แค่เห็นพี่แมส เข้ามา น้องๆของเราก็จะกลายเป็นนางกวักไปโดยปริยาย 555 เข้าช่องทางด่วน ไม่ต้องเสียเวลารอนาน น่าเห็นอกเห็นใจต้องไปอีกหลายที่ อิอิอิ เจงอ๊ะป่าว

  

แน่นอนค๊าบ รายหญ่ายย ขนาดนี้ เจ้าของมิช่ายคนไทยโดยกำเนิดแน่นอน ถูกแล้วคับ เขาเป็นชาวต่างชาติ เขียนภาษาไทยไม่ได้ ฉะนั้นตอนมาเปิดบัญชีก็ต้องใช้ตัวอย่างในการ์ดลายเซ็นที่เซ็นเป็นภาษา ต่างประเทศแน่นอน  กำม๊ายล่ะ!! ขนาดลายเซ็นภาษาไทย คล้ายไม่คล้ายยังดูยากเร้ยยย แล้วนี่เซ็นเป็นภาษาต่างชาติ พ่อคุณเอ๊ยยย!!! เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ ยังไม่เคยหัดเขียน จะรู้ได้งัยว่ามานเพี้ยน ว่าแล้วน้องๆก็ลองเรียกระบบซิกเนเจอร์มาดูคับ หรือบางท่านที่เทพหน่อย ก็อาจใช้ระบบซิกเนจำ (ล้อเล่งน๊า!! อย่าทำเร้ย)  เมื่อดูแล้วก็พูดง่ายๆก็คือ หาความต่างไม่เจอหรอกคับ เพื่อความชัวร์ ทางเดียวที่น่าจะปลอดภัยที่สุด นั่นก็คือ Confirm !!

 

ที่นี้ปัญหามันอยู่ที่ว่า เจ้าของลายเซ็นเค้าเป็นชาวต่างชาติ จะคุยกะเค้ายางงาย ถ้าพูดอังกฤษได้ ก็ยังพอ โฟดิโฟ ดิโฟดิฟาย เยสไอไลค์ตะแหน่ว ตะแหน่ว ได้ แต่รายนี้ ติ๊ต่างว่า เป็นชาว “ไหหลำ”   ละกาน (ท่านที่เป็นเทพด้านการผวนคำ ก็ขอละกันนะครับ อย่าผวนชนชาตินี้เด็ดขาด)  จะมีใครโทรไป confirm ได้ล่ะครับ พูดกะแกรู้เรื่องซะที่หนาย  ว่าแล้วก็ ปิ๊ง!!! เค้าต้องมีฝ่ายบัญชีสิ  ถูกต้องนะค๊าบบบ ก็ต้องโทรหาฝ่ายบัญชีการเงิน เพราะพูดไทยกับเรารู้เรื่อง  แระแร้ววว  ลายเซ็นไม่ว่าจะเหมือนหรือม่ายเหมือน ยัยการเงินของลูกค้าเรานี่ก็บอก Confirm คร้า!! จ่ายจริง เจ็บจริง คร้า!!  ว่าแล้วหัวหน้าก็บันทึกด้วยปากกาแดงหลังเช็คว่า Confirm ก๊ะคุณ.... โทร.....  เป็นอันสบายใจทำรายการถอนเงินตามเช็คได้

 

ในเวลาต่อมา หลายปีดีดัด และแล้วก็มีหนังสือจากลูกค้ามาสอบถามรายการถอนเงินตามเช็คที่ Confirm!! ไป  ว่า ขอตรวจสอบหน่อย ว่าจ่ายให้ครายยย เป็นค่าอารายยย รู้สึกผู้มีอำนาจจาม่ายด้ายเซ็น  งานนี้ แม้กระทั่ง พระเจ้าช่วยกล้วยทอด โอ้!! จอร์จ มานยอดมาก ก็ไม่รู้จะสรรคำใดมาบรรยาย  นี่ขนาด Confirm แล้วนะเนี่ย ว่าแล้วก็ยกหูไปหา ยัยการเงิน ว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะคุณเป็นคน Confirm เราถึงทำรายการให้  เสียงที่ตอบกลับมา ทำเอามือหัวหน้าหมดแรง โทรศัพท์หลุดจากมือไปโดยไม่รู้ตัว ร่วงลงกับพื้น ดังปั๊ก  ด้วยความสงสัย น้องAT ก็เลยเข้าไปถาม เค้าว่างัยพี่   ค้าวว บอกว่า “ยัยการเงินลักเช็คมาปลอมลายเซ็น ตอนนี้หนีไปแล้ว ลูกค้าไปแจ้งความจับอยู่......”

 

นี่ขนาดใช้ความปลอดภัยระดับสูงสุดถึงขั้น Confirm แล้วนะเนี่ย เสียอย่างเดียว ไม่ได้ Confirm กับผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเช็ค แต่คำตอบที่ได้รับจากทางสาขา คือ เป็นชาวต่างชาติก็คงต้อง Confirm กับการเงิน  ก็มีทริคให้นิดนึงครับ  ในวันเปิดบัญชี ลูกค้าต่างชาติผู้มีอำนาจคงต้องพาพนักงานคนไทยมาด้วย ก็สอบถามไปเลยครับ ว่าจะให้ Confirm ลายเซ็นกับใครกรณีลายมีปัญหาต้องประสานงาน แล้วก็เขียนระบุชื่อเป็นลายลักษณ์อักษรให้ลูกค้าต่างชาติผู้มีอำนาจสั่งจ่าย เซ็นชื่อยืนยันแสดงวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน แล้วพอเกิดปัญหาเราก็ Confirm กับผู้ที่ลูกค้ามอบหมายให้ประสานงานนี่แหระ เกิดไรขึ้นก็จะได้มีทางออกที่เป็นข้อต่อสู้ที่ได้เปรียบหน่อย อีกอย่าง จะได้ไม่ต้องมาประสาทหลอนนอนไม่หลับว่าจะเกิดอะไรขึ้นเวลามีเรื่อง

 ;

อ้อ!!! แล้วที่สำคัญ หากลูกค้ามาขอสำเนา สลิป ภาพถ่ายเช็ค หรือเอกสารอื่นใดที่มีการทำรายการไปแล้ว หรือเอกสารที่มีการระบุลายเซ็นพนักงานผู้ทำรายการหรือรอยพิมพ์จากเครื่อง Printer ระบุรหัสพนักงานผู้ทำรายการ   ขอได้โปรดนะครับ ได้โปรดแจ้งทีม Fraud ให้ดูเอกสารก่อนจะส่งให้ลูกค้าครับ มิใช่ ส่งไปให้ลูกค้าแล้ว ถึงจะทำ incident แจ้ง    อยากจะบอกเหลือเกินว่า ถ้าให้เอกสารไปแล้ว มานคงจะสายไปแระค๊าบบบ พี่น้องงงง

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ถึงแม้จะ Confirm!! ก็ยังมิอาจ ฟันธง!!! ได้ว่า ปลอดภัย 100%  ฉะนั้น ทำบุญทำทานกานเยอะๆ ค๊าบบ ดั่งคำพระท่านว่า บุญเจ้าไม่เคยสร้าง ทานเจ้าไม่เคยให้ แล้วครายที่หนายจะมาช่วยเจ้า  สาธุ!!!!

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

เหมือนเป๊ะ ยังก๊ะแกะ(จากบล็อกพิมพ์)

                ห่างหายกันไปพอสมควรนะครับ หลังจากที่ได้นำเสนอผลงานไปเรื่อง ซิกเนจำ ก็มีการถามไถ่ถึงผลงานต่อไป ก็ถ้าเรื่องไหนมันเกิดซ้ำๆ ก็จะไม่นำมาเล่าสู่กันฟัง เว้นแต่ว่า มีเนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งมีมุมข้อควรระมัดระวังที่แตกต่างไปจากเดิม ซึ่งอาจเป็นเหตุทำให้น้องๆที่ทำรายการถึงกับนอนไม่หลับ ก็จะมานำเสนอกันนะครับ

 

              เรื่องนี้ก็แทบจะเรียกได้ว่า เจอกันบ่อย เพียงแต่คราวนี้ ค่อนข้างเนียนมาก ในการตรวจสอบลายเซ็นต์ของลูกค้า เพราะเรามักจะเน้นย้ำให้เรียกระบบ ซิกเนเจอร์มาตรวจเปรียบเทียบ กับลายเซ็นต์ในเช็คที่ลูกค้านำมาถอนเงิน ว่า เหมือนมั๊ย  คราวนี้น้องๆก็เรียกจากระบบมา ตรวจเปรียบเทียบแล้ว ปรากฎว่า เหมือนเป๊ะ เหมือนจนหาที่ติดไม่ได้ ก็เลยอนุมัติรายการถอนเงินไปตามระเบียบ ครับ

 

        และแล้ว เช็คของลูกค้ารายนี้ก็ถูกทยอยนำมาเรียกเก็บเงินทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน โดยมิได้เจตนาจะเข้าช่องทำการของน้องๆคนใดคนหนึ่ง  และด้วยความที่ลายเซ็นต์ของลูกค้านั้น เซ็นต์ได้เฉียบคมมาก จึงเป็นที่สะดุดตาให้ต่อมเอ๊ะของน้องๆ AT เรา เริ่มทำงานครับ และนึกชมในใจว่า ช่างเซ็นต์ได้เหมือนเป๊ะทุกฉบับ ไม่ว่าจะส่วนเว้า ส่วนโค้ง ส่วนนูน (ของลายเซ็นต์นะ อย่าคิดไปไกล) ขนาดก็พอเหมาะช่างไม่มีสัดส่วนที่คลาดเคลื่อนจากเช็คใบก่อนๆ เร้ยยยย ด้วยความสงสัย จึงได้นำเช็คที่เคยนำมาเรียกเก็บเงินในวันก่อน มาตรวจเปรียบเทียบ  ปรากฎว่า ระยะความยาวของลายเซ็นต์จากจุดเริ่มต้น ไปยังจุดสิ้นสุด ไม่เพี้ยนแม้กระเบียดนิ้ว  ต่อมเอ๊ะ!! ก็เริ่มผลิตเหงื่อเม็ดบะเร่อร่วงลงมาจากขมับน้องๆ ครับ เพราะพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้ว เซ็นต์ซะเหมือนขนาดนี้ มันยังก๊ะแกะมาเป็นบล็อกพิมพ์  ใช่แล้วครับ  มันเป็นลายเซ็นต์ที่ปั๊มมาจากตรายาง ครับ !!!  ว่าแร้ว ทำไมเซ็นต์ได้สวยเหมือนกันทุกฉบับ  เหมือนเป๊ะ ไม่ผิดแม้แต่ขนาด

 

         สิ่งแรกที่ผู้บริหารสาขานึกได้ก็ Incident 1 ครับ หรือจะเรียกให้เหมาะก็น่าจะเป็นจดหมายเชิญ  ทีม Fraud เข้ามาร่วมสนุกกับทางรายการ โดยมีน้องๆสาขาเป็นผู้ดำเนินรายการ  ครับ ถ้าจะพิจารณาในแง่หลักกฎหมายทั่วไป โดยไม่คำนึงถึงการทำเงื่อนไขพิเศษกับทางธนาคารในกรณี ที่ลูกค้าขอใช้การประทับตราลายเซ็นต์และยินดีรับผิดชอบในทุกรายการที่เกิดขึ้นนะครับ  ก็จะอธิบายได้คร่าวๆดังนี้ครับ

 

การที่ลูกค้านำลายเซ็นต์ไปแกะบล็อกเป็นตรายางแล้ว แล้วมาประทับในช่อง “ลายมือชื่อ”  โดยหลักทั่วไปแล้ว ไม่ถือว่าเป็นลายมือชื่อ นะครับ หรือพูดง่ายๆก็คล้ายกับว่า ยังไม่มีการเซ็นต์ชื่อนั่นแหระครับ ฉะนั้นสิ่งที่ควรทำให้เร็วที่สุดก็คือให้ลูกค้าผู้มีอำนาจมา เซ็นต์สด ต่อหน้าเพื่อรับรองการทำรายการที่อนุมัติรายการไปแล้วจะเป็นการดี  ไม่ง้านนอนไม่หลับอีกนานเรยนะครับ

 

             นับวันเทคโนโลยีก็ยิ่งก้าวไกล ลายเซ็นต์ที่แกะเป็นตรายางแล้วปั๊ม ก็ทำจากวัสดุอย่างดี ขนาดทีม Fraud มีประสบการณ์ด้านนี้มาก็ไม่น้อย มองผ่านๆยังคิดว่าเป็นลายเซ็นต์ด้วยมือเลยครับ แต่ยังไงก็ด้วยประสบการณ์ครับ หนีไม่พ้นสายตาผู้มีประสบการณ์ไปได้หรอกครับ เพราะนอกจากจะไปตรวจในเรื่องนี้ กลับพบว่ามีของที่อื่นอีก คราวนี้ก็สนุกสนานกันไปหลายสาขาเลยครับ แต่ไม่ต้องห่วงครับ  You never walk alone เด๊วไปร่วมสนุกกับทางรายการให้ค๊าบบบบ

วันเสาร์ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2555

ต๊าย ตาย จดหมายผิดซอง

“พี่แสนดีใจ ได้รับจดหมายจากไปรษณีย์ จ่าหน้าซองถึงพี่ สอดซองสีนี้ไม่ใช่ใคร แต่พอเปิดข้างใน ต๊ายย ตาย จดหมาย ผิดซอง” Credit by มนต์สิทธิ์ คำสร้อย เปิดกี่ครั้ง ก็ฮาทุกครั้งคับ ไม่รู้ว่าน้องๆตอนเด็กๆเคยได้ยินม่างอ๊ะป่าว มันเป็นเรื่องของการรอคอยจดหมายจากคนรัก แต่ปรากฎว่าคนรักดันมีกิ๊ก แล้วก็เอาจดหมายที่ต้องการจะส่งให้กิ๊กไปใส่ซองของแฟน เอาจดหมายที่ตอบแฟนไปใส่ซองกิ๊ก ก็เลยเป็นเรื่อง ยิ่งดูมิวสิควีดีโอ ก็ยิ่งฮา 5555

จริงๆแล้วเรื่องการรับส่งจดหมายของสาขา นั้น ถ้าจะว่ากันตามระเบียบงานสารบรรณแล้ว เมื่อมีจดหมายมา ก็ต้องมีสมุดทะเบียนคุมรับเอกสาร และเมื่อจะส่งต่อไปให้ใครก็มีสมุดทะเบียนคุมส่งเอกสาร ก็จะทำให้รู้ที่มาและที่ไปของเอกสารที่มาถึงสาขา ดูแล้วก็ไม่น่ามีอะไรยากเลย ใช่ ม๊า

เรื่องที่กล่าวถึงนี้ มานมิใช่จดหมายธรรมดา คับพี่น้อง!!! เรื่องก็มีอยู่ว่า ลูกค้าประจำรายหนึ่งของสาขา ติ๊ต่างว่า แกชื่อ มนต์สิทธิ แกทำธุรกิจเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้ามาจากต่างประเทศมาจำหน่ายให้กับตัวแทนจำหน่ายภายในประเทศ ทุกสัปดาห์แกก็จะเดินทางไปยังต่างประเทศ เพื่อไปช็อปสินค้า แต่เนื่องจากเป็นสินค้าขนาดใหญ่และมีปริมาณมาก แกก็ไม่สามารถจะถือกลับมาประเทศไทยได้โดยการหิ้วเหมือน แอร์หิ้วมาให้เจ๊เล้ง แกก็เลยต้องใช้วิธี สั่งซื้อสินค้า แล้วให้ส่งทางเรือมาให้แกที่เมืองไทย แน่นอนค๊าบ!!! ผู้ขายก็ต้องให้อีตามนต์สิทธิแกจ่ายค่าสินค้าก่อนแน่นอน ซึ่งก็มีปัญหาอยู่ว่า ถ้าอีตามนต์สิทธิ์ จ่ายค่าสินค้าแล้วไปรอรับสินค้าที่เมืองไทย แต่ผู้ขายเกิดไม่ยอมส่งสินค้าให้ล่ะ จะทำงัย มนต์สิทธิต้องเสียตังค์ฟรีแน่นอน ช่องปัญหาแค่นี้ก็สามารถเกิด Product ใหม่ให้กับสถาบันการเงินได้แล้วครับ พี่น้อง

ในเมื่อผู้ขายและผู้ซื้อไม่มั่นใจกัน ก็ต้องหาคนกลางครับ คือ ธนาคารประเทศของผู้ขาย กับธนาคารของประเทศผู้ซื้อ มาเป็นตัวกลางประสานการชำระค่าสินค้า และการันตีการส่งสินค้า ให้กับ ผู้ซื้อผู้ขาย เพียงเท่านี้ก็ทำให้อีตามนต์สิทธิ์ แกสบายใจว่าได้รับสินค้าชัวร์ และผู้ขายก็มั่นใจว่าหากส่งสินค้าไปให้อีตามนต์สิทธิ์ที่เมืองไทยแล้ว จะได้รับเงิน ชัวร์!!!!

ว่าแล้ว อีตามนต์สิทธิ์ ก็แจ้งให้ผู้ขายส่งใบเรียกเก็บเงินและใบขอรับสินค้ามาที่เมืองไทย โดยผ่าน บริการของธนาคารครับ แต่แทนที่แกจะให้ดำเนินการผ่านศูนย์ต่างประเทศของธนาคาร แกดันไปเลือกเอาสาขาใกล้บ้านท่านครับ แล้วแกก็โทรมาถามที่สาขาทุกวันว่ามีจดหมายมาถึงแกมั๊ย งานก็เลยมาเข้าน้องๆสาขาครับ เพราะมันคือ จดหมายอารายหว่า จ่าหน้าซองถึงลูกค้า งง สิ คับ งง น้องๆสาขาได้รับจดหมายแปลกๆ มาจากธนาคารต่างชาติ ดันทะลึ่งจ่าหน้าซองถึงลูกค้าอีกต่างหาก ก็ตามระเบียบครับ เมื่อบุรุษไปรษณีย์นำจดหมายมาให้ ยาม เอ๊ย !! รปภ. ก้อเซ็นต์รับตามระเบียบ (รู้สึกหน้าที่พี่แกนี่เยอะจิงเน๊อะ ทำทุกอย่าง ) ไม่ต้องถามเรยก็ทราบกันดีว่า พี่ยามแกไม่รู้หรอกคับว่าจดหมายอะไร เซ็นต์รับเสร็จก็เอาไปวางในกล่องรวมจดหมายอื่น ไม่มีการลงทะเบียนคุมรับหรอกคับ

ส่วนน้องๆสาขาสิครับ หลังจากอีตามนต์สิทธิ์มาถามหาจดหมายแกอยู่สามสี่วัน ก็มีจดหมายมาจริงๆ แม่จ้าว เด๊วนี้สาขามีบริการรับจดหมายแทนการส่งที่อยู่ตามบ้านลูกค้าได้ด้วย พอดีต่อม เอ๊ะ!! ของน้องแกอาจจะ Error นิสนุง เนื่องจากกำลังมึนกับเป้าใหญ่ของปีนี้ (อันนี้ไม่ยืนยันนะครับ อิอิอิ) แกเห็นว่าเป็นจดหมายจากธนาคารต่างประเทศส่งถึงลูกค้า ประกอบกับลูกค้ามาถามหาหลายวันแล้ว เมื่อมีจดหมายมา ก็เลยให้ลูกค้าไป โดยมิได้เปิดดูข้างในว่า เค้าให้เก็บตังค์ค่าสินค้าจากอีตามนต์สิทธิ์ ก่อนที่จะให้ใบรับสินค้าในซองจดหมายไป งานนี้อีตามนต์สิทธิ์ ก็ตีมึนคับ ในเมื่อพนักงานธนาคารไม่เรียกเก็บค่าสินค้า แถมให้จดหมายมาเลย แกก็เลยมึนไม่ยอมจ่ายตังค์ค่าสินค้า ครับ แล้วเอาใบรับสินค้าไปขอรับสินค้าจากคลังท่าเรือที่ผู้ขายนำส่งมาให้

และแล้วงานก็เข้าครับ เมื่อธนาคารต่างชาติทวงถามเงินค่าสินค้ามาที่ศูนย์ต่างประเทศ ก็เลยถึงบางอ้อ กัน ว่าแล้ว นึกว่าจดหมายอาร๊ายยยย 555 ก็ระบบสาขาไม่มีให้ทำรายการเรื่องเรียกเก็บค่าสินค้าคับพี่น้อง น้องสาขาก็เลยไม่รู้จักว่า เอ๊ะ!! นี่มานคือ จดหมาย อาราย ส่วนตัวกระพ๊ม ก็เลยได้ลงมาร่วมสนุกกับทางรายการ ในเกมส์ตามล่าหาจดหมายผิดซอง เพื่อเรียกเก็บค่าสินค้า คับ งานนี้สนุกคับ เพราะธนาคารต่างประเทศเค้าคิดค่าธรรมเนียมล่าช้าเป็นรายวัน กดดันยังไงก็ม่ายรู้ 5555

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่าไว้ใจ จดหมายแปลกๆที่ส่งมาที่สาขา อย่าประมาทคับ ถ้าม่ายรู้จัก ก็ให้ถามสามตองสอง คับ กูรูของแบงก์เราน่านเอง ถามได้ทุ๊กกกกเรื่อง ยกเว้น เรื่องคนที่บ้าน ค๊าบบ พี่น้องงงง

วันพฤหัสบดีที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ให้ใช้ซิกเนเจอร์ แต่เธอใช้ ซิกเนจำ กรรมเรยยย

จำได้ว่าเรื่องการตรวจสอบลายเซ็นต์เจ้าของบัญชี เคยได้เล่าไว้หลายครั้งหลายตอน แต่รูปแบบที่เจอในช่วงนี้ แม้ว่าจะเป็นเรื่องเก่า แต่ลีลาการเกิดเหตุแตกต่างไปอีกครับประมาณว่า เหล้าเก่าในขวดใหม่ อย่างงาย อย่างง้าน

สำหรับเรื่องนี้ เดิมทีก็หาต้นตอของเหตุ จะเรียกให้หรูหน่อย ก็ประมาณ รากเหง้าแห่งปัญหา แหมะ!! ฟังดูเหมือนศัพท์วิชาการยังไงก็ไม่รู้ เอาเป็นว่า ภาษาปะกิดเค้าเรียกว่า Root Cause ละกันนะคับ ซึ่งจากการสอบถามน้องๆ ก็มักจะได้รับการยืนยัน นอนยัน นั่งยืน จากน้องๆว่า หนูเรียกดูตัวอย่างลายเซ็นต์จากระบบ ซิกเนเจอร์ จริงๆ ค่ะ ก็ตรวจดูตอนนั้นมานเหมือน ก้อเลยอนุมัติรายการให้ ค่า!!!! แร้วทำมายตอนเน้เพ่ ให้ดู จะ จะ อีกที ถึงเห็นว่าม่ายคล้ายละน้องงงงง

แต่จะว่าไปแล้ว น้องๆบางคนก้อยังกระต่ายขาเดียวว่า หนูดูตอนน้าน กับดูตอนนี้ ก็ยังว่าคล้ายเหมือนเดิม ค่า!! อืม!! ถ้าง้านพรุ่งนี้มีเช็คลายเซ็นต์คล้ายแบบนี้มาทำรายการอีกที จะอนุมัติรายการม๊ายยย คำตอบ คือ ม่ายยยย แร้วค่ะ เข็ดแร้วค่ะ 555 สรุปก็คือ ดูตอนนี้มานม่ายคล้ายแล้วล่ะ แต่ที่ต้องยืนยันว่าเรียกดูจากระบบ เพราะกัวถูกตำหนิทางวินัย เท่านั้นเอง

ต้องทำความเข้าใจกันอยู่พักนึงครับว่า นักสืบทีม Fraud เราไปค้นหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ครับ จะได้ช่วยนำข้อเท็จจริงไปนำเรียนผู้มีอำนาจให้ออกระเบียบแก้ไข เพื่อให้เกิดความผิดพลาดน้อยที่สุด แต่เรื่องนี้ก็จำได้ว่า เป็นระเบียบแบบปฏิบัติกันอยู่แล้ว ให้เรียกลายเซ็นต์จากระบบมาตรวจเปรียบเทียบทุกครั้ง แต่ในที่สุดก็สามารถค้นหาความจริงได้ และน้องๆก็มักจะให้ข้อเท็จจริงที่ตรงกัน คือ เห็นหน้าคนถือเช็คมาเข้า ก็รู้แล้วว่าลายเซ็นต์เป็นยังไง

น้องๆครับ แม้ว่าคนถือเช็คมาจะเป็นพนักงานของลูกค้าเรา มาทำรายการบ่อยๆเกือบทุกวัน แถมลูกค้าก็เป็นระดับ HIV เอ๊ย!! VIPก็ประมาทไม่ได้ครับ เราไม่มีโอกาสรู้ว่า พนักงานของลูกค้าเราจะทุจริต ลักเช็คมาปลอมลายเซ็นต์ แล้วมาเข้าช่องเราเมื่อไหร่ เพื่อความไม่ประมาทอย่าดูที่หน้าคนถือเช็คมาครับ เรียกจากระบบเท่านั้น ขอบอก แล้วจะรู้ว่า ของเค้าดีจริง อิอิอิ

ขนาดผู้มีอำนาจสั่งจ่ายเซ็นต์เอง ยังเพี้ยนเลยครับ คือ ตอนมาเปิดบัญชี พี่แก ฟิตจัด มาเต็มเรย ลายเซ็นต์ Full option พอเริ่มเซ็นต์บ่อยๆเข้าก็เริ่มลดสเปค ตัดหาง ตัดกลาง เหลือแต่หัวกับท้าย แต่น้องๆ เห็นพัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงลายเซ็นต์วันละนิดวันละหน่อย ทำให้ชินตาครับ ถ้าไม่เรียกจากระบบมาเปรียบเทียบ รับรอง จะชินตาไปเรื่อยๆจนดูไม่ออก แล้ววันนึงเมื่อตรวจดูกับวันแรกที่เปิดบัญชี ก็จะร้อง อ้อ!! มันเพี้ยน

เรื่องนี้เทียบง่ายๆครับ ถ้านึกไม่ออกว่าพัฒนาของการเปลี่ยนแปลงเป็นยังไง ให้หันไปดูตาอ้วนแฟนเรานั่นแหระ สมัยจีบกันใหม่ๆ หุ่นประมาณ น้าเด็ด เอ๊ย!! ณเดช คุคิมิยะ(ไม่รู้ใช่ป่าวนะ 555) ตอนแรกก็เรียกชื่อเล่นกัน อยู่ไปอยู่มาประมาณสามสี่ปี เรียก อ้วน ทุกตัวคน แต่เราก็เห็นทุกวัน เลยไม่รู้ว่าแฟนเรามานอ้วนตอนไหน พอไปดูรูปสมัยแต่งงาน ถึงจะรู้คับ ว่าผิดจากเดิมมาเยอะ 5555

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ตรวจลายเซ็นต์ให้เรียกจากระบบ ซิกเนเจอร์ ไม่ใช่ ซิกเนจำ ของเค้าดีจริงๆนะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ เด็ดขาด ส่วนที่พลาดไป
แล้วก็ ทำบุญเยอะๆ ภาวนาให้ทีม Fraud จับตัวนำเงินมาคืนให้ได้ค๊าบบ จาด้ายม่ายเดือดร้อน กานนนน เหอ เหอ เหอ